Missing Child Videotape (2024) สิ่งลี้ลับ การสูญหาย ความตายและการกลับมาของ J-Horror
ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับแม่ไม่ค่อยดีนักหลังน้องชายหายสาบสูญไปบนภูเขาเมื่อสิบปีก่อน หลังจากย้ายออกมาอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ กับเพื่อนสนิท เขาได้รับวิดีโอเทปเก่าๆ จากแม่ ข้างในนั้นคือฟุตเตจวันเกิดของน้องชาย ภาพเก่าพร่าเลือนแตกๆ กับเสียงอวยพรไกลๆ ของสมาชิกอื่นในครอบครัว
ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาออกเดินทางไปยังภูเขาที่น้องชายหายสาบสูญไปอีกครั้ง ด้วยความหวังว่าจะได้เจอน้อง -ในสภาพที่ยังมีชีวิตอีกหน- ท่ามกลางเสียงห้ามปรามจากเพื่อนสนิทและคนรอบตัว กับเรื่องลี้ลับที่ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นหรือความตายของมนุษย์ซึ่งรออยู่บนภูเขาลูกนั้น
Missing Child Videotape (2024) คือหนังยาวเรื่องแรกของ เรียวตะ คอนโดะ (Ryota Kondo) ที่หยิบเอาหนังสั้นชื่อเดียวกันเมื่อปี 2023 มาขยายเป็นหนังยาว และสิ่งที่น่าสนใจอย่างที่สุดคือมันชวนให้นึกถึงหนังฌ็อง J-Horror หรือหนังเฮอร์เรอร์สัญชาติญี่ปุ่นที่เคยเฟื่องฟูอยู่ช่วงต้นยุค 2000s ไม่ว่าจะจาก Ringu (1998) หรือในชื่อไทยคือ ‘คำสาปมรณะ’ และ Ju-On: The Curse (2000) ที่ออกฉายในรูปแบบวิดีโอ ก่อนจะสานต่อความสำเร็จด้วย Ju-on: The Grudge (2002) ที่ออกฉายไปทั่วโลก
สิ่งหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ลักษณะ’ ของหนังเฮอร์เรอร์ญี่ปุ่น คือมันเล่าเรื่องแสนสามัญของคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีเงื่อนปมบาดแผลบางอย่าง และการตามหลอนหลอกของอดีต หากว่าหนังเฮอร์เรอร์ของฮอลลีวูดหรือฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยฉากและจังหวะการใช้จัมป์สแกร์ (jump scare -จังหวะตกใจ) ด้วยภาพและเสียง หนังเฮอร์เรอร์ฝั่งญี่ปุ่นมักเล่าเรื่องด้วยความเงียบอันเยือกเย็น เช่น ฉากที่ตัวละครนั่งดูฟุตเตจจากม้วนวิดีโอเก่าๆ ใน Ringu หรือฉาก ‘ผู้หญิง’ เดินตรงเข้ามายังกล้องจาก Pulse (2001) และหนังของคอนโดะก็รับไม้ต่อภาษาภาพยนตร์จาก J-Horror ยุคเฟื่องฟูมาเล่า ไม่ว่าจะเป็นการจับจ้องไปยังภาพฟุตเตจเก่าๆ ที่บรรจุทั้งความทรงจำและบาดแผลของตัวละครไว้, การปรากฏตัวของหญิงสาวอันเงียบงัน ตลอดจนฉากการสนทนาในห้องเล็กๆ ว่าด้วยคุณยายที่ ‘ถูกสาป’ ไม่ให้มีประจำเดือน และเสียงหัวเราะเย้ยหยันชีวิตของเธอ
เช่นเดียวกับเด็กญี่ปุ่นทั้งหลายที่โตมากับความรุ่งเรืองของหนังฌ็อง J-Horror คอนโดะจดจำความหวาดกลัวสุดขีดจากภาพยนตร์เหล่านั้น มันไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนขนหัวลุก หากแต่มันยังสร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำหนังที่ว่าด้วยความตาย, ความเคียดแค้นชิงชังและความเปราะบางของมนุษย์กับสิ่งลี้ลับบ้าง
ในวาระที่ Missing Child Videotape เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 37 ที่ผ่านมา วันโอวัน จึงสนทนากับเขาว่าด้วยเรื่องหนังเฮอร์เรอร์, ความเชื่อและสิ่งเหนือธรรมชาติที่ดูจะเป็นจุดร่วมของคนไทยและญี่ปุ่น
ได้ยินว่าคุณดัดแปลงหนังมาจากหนังสั้นของคุณ ช่วยขยายความได้ไหมว่าคุณได้ไอเดียจากไหน
รอบทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีคดีน่าเศร้าอย่างคดีคนหายบ่อยมากเลย -โดยเฉพาะเด็กๆ- นับเป็นหนึ่งในเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งผมคิดว่าการหายไปของใครคนหนึ่งมันมีอีกหลายอย่าง หลายเหตุการณ์ที่ข้องเกี่ยวกันด้วย คุณจะจินตนาการถึงอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เกิดขึ้นจากกรณีคนหาย และผมก็เอาสิ่งเหล่านี้มาแปรเป็นหนังเฮอร์เรอร์ แต่แน่นอนครับว่าต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะมันเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ทว่า มันก็เป็นประเด็นที่ผมสนใจมากๆ ด้วย
รู้สึกได้ว่า Missing Child Videotape ได้รับอิทธิพลจากหนัง J-Horror มามากทีเดียว คุณโตมากับหนังเฮอร์เรอร์แบบไหนบ้าง
คนรุ่นผมโตมากับการดู Ringu ทั้งนั้น ประกอบกับเมื่อก่อน โทรทัศน์ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยรายการเฮอร์เรอร์ซึ่งได้รับความนิยมมากๆ ผมเองก็เป็นเด็กที่โตมากับการดูหนังน่ะ ด้านหนึ่งเลยได้รับอิทธิพลจากหนังเฮอร์เรอร์ช่วงยุค 2000s พอสมควร ที่แน่ๆ คือ Ju-on แล้วจากนั้นก็มีคนทำหนังเฮอร์เรอร์ตามมาอีกมาก ส่วนใหญ่ก็ได้อิทธิพลจาก Ringu กับ Ju-on นี่แหละครับ
แต่เท่าที่ผมเข้าใจ กระแสความนิยมของ J-Horror ยืนระยะอยู่แค่พักหนึ่งแล้วก็ลดน้อยลงไปในที่สุด สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือระยะหลัง คนรุ่นใหม่ๆ หวนกลับมาหาหนังกลิ่นอายเฮอร์เรอร์แบบญี่ปุ่นอีกครั้ง แค่ว่ารูปแบบมันอาจต่างไปจากเดิมบ้างเท่านั้น
ผมรักหนังเฮอร์เรอร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว เลยคิดมาตลอดว่าถ้าได้มีโอกาสกำกับหนังแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะยังไงก็จะทำหนังเฮอร์เรอร์ให้ได้ เพราะผมคิดหนังฌ็องอื่นไม่ออกเลยครับ (หัวเราะ) อีกเหตุผลหนึ่งคือ เวลาคุณอยากแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับในญี่ปุ่น เส้นทางมันชัดเจนมากเลยครับว่าเราต้องเริ่มจากการทำหนังเฮอร์เรอร์น่ะ เพราะมันเป็นที่นิยม ดังนั้นเมื่อเอาเหตุผลทั้งสองข้อมาประกอบกันแล้ว ผมจึงเลือกมาทำหนังเฮอร์เรอร์เป็นเรื่องแรกน่ะ
อิทธิพลจากหนังยุคต้นทศวรรษ 2000 ทำให้คุณเลือกใช้ฟุตเตจวิดีโอเก่าๆ มาเล่าด้วยหรือเปล่า เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงความน่ากลัวจาก Ringu หรือ Pulse มากเลย
ผมว่ามันทำให้ผมรู้สึกกลัวเหมือนที่คุณกลัวเลยครับ และก็อาจเพราะอิทธิพลจาก Ringu ด้วย แต่อีกด้านก็เพราะว่าตอนที่ผมยังเด็ก เมืองที่ผมอยู่เต็มไปด้วยร้านเช่าวิดีโอ แล้วมันมีพวกวิดีโอรายการจำลองที่ทำเหมือนว่ามีคนไปล่าผีแล้วถ่ายติดผีมาในกล้องน่ะครับ ดังนั้น ภาพฟุตเตจแตกๆ ของวิดีโอกับเรื่องพวกนี้จึงประทับอยู่ในความทรงจำผมมายาวนานมากๆ และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสยองขวัญที่ผมโตมา ก็เลยอยากใช้องค์ประกอบเหล่านี้ในหนังของตัวเองน่ะครับ
อีกอย่างหนึ่งคือหนังคุณไม่มีการใช้จัมป์สแกร์เลย
(หัวเราะ) ใช่ครับ ผมตั้งใจตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายทำอีกว่าจะไม่ใช่จัมป์สแกร์หรือเมคอัพสยองขวัญ หรือ CGI อะไรก็ตาม แต่ก็นะ ด้านหนึ่งเพราะผมไม่มีเงินด้วยล่ะ แต่อีกด้านก็เพราะผมคิดว่าถ้าผีจะปรากฏตัวจริงๆ ผมคิดว่าพวกเขาคงไม่ส่งเสียงกระโตกกระตากหรอก ผมเลยไม่อยากใส่จัมป์สแกร์ในหนัง และผมคิดว่าหลังๆ คนดูเองก็น่าจะชินกับจังหวะจัมป์สแกร์ในหนังเฮอร์เรอร์หลายๆ เรื่องแล้ว โดยเฉพาะที่มาจากฮอลลีวูด แล้วถ้าผมเป็นอีกคนที่ใช้เทคนิคนี้ คนดูคงไม่เกิดความรู้สึกกลัวหรือหวาดหวั่นเท่าไหร่นัก ก็พวกเขาชินแล้วนี่นา
แล้วก็ ตอนที่ตัวละครแม่สูญเสียลูกชายไปในหุบเขา เธอตกอยู่ในความตึงเครียดและวิตกกังวลกับปัญหาที่ไม่มีทางแก้ ไม่มีคำตอบ มวลความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่เธอต้องแบกรับมาอย่างยาวนาน จนถึงที่สุด เมื่อเธอกลายเป็นผี แม้เธอจะปรากฏตัวต่อหน้าลูกชายคนโตของตัวเองในสภาพเหมือนมนุษย์ปกติ แต่ลำพังเท่านั้นก็ทำให้เขากลัวแทบตายได้แน่ๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ไม่ค่อยดีนัก ความดำมืดของสถานะแม่ลูกนี่แหละจะเป็นตัวสร้างความหวาดกลัวในหมู่คนดูขึ้นมา -คืออย่างน้อยผมก็พยายามสร้างมวลอารมณ์นั้นให้ถึงน่ะนะ- ซึ่งความน่ากลัวแบบนี้แหละที่ผมว่ามันน่าจะทำงานกับคนดูมากกว่าจัมป์สแกร์
ตัวละครของคุณต้องรับมือกับสิ่งลี้ลับหรือสิ่งเหนือธรรมชาติบนภูเขา คนญี่ปุ่นเชื่อเรื่องบรรพบุรุษหรือเจ้าที่ที่พิทักษ์ธรรมชาติหรือเปล่า
คือว่า จนถึงตอนนี้ ผมยังเป็นคนที่ชอบทำอะไรชวนขนลุกอย่างการเดินขึ้นภูเขาน่ากลัวๆ ตอนกลางคืน หรือเดินลงไปใต้อุโมงค์ ไม่ก็สำรวจอาคารร้าง และทุกครั้งที่ได้เข้าไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้ ผมรู้สึกถึงความเงียบ ความน่าขนหัวลุกที่ทำให้ผมอยากนำมาเล่าในหนังมากๆ ด้วยเหตุนี้ผมเลยเลือกถ่ายทำฉากลองเทคเหล่านั้นด้วยกล้องแฮนด์เฮล เพราะกล้องจะได้อยู่ใกล้กับตัวละครหลักตลอดเวลา
อีกอย่างคือ คนญี่ปุ่นหลายคนก็เชื่อว่าบนภูเขาหรือในป่ามีเทพสถิตคอยปกปักรักษาอยู่ครับ เวลาเล่าเรื่องเหล่านี้ลงในหนังเลยไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเกินความเข้าใจของคนดูเท่าไหร่
คนไทยเองก็เชื่อนะคะ
ใช่ไหมครับ (ยิ้มกว้าง) ผมรู้สึกว่าหนังไทยเล่าเรื่องพวกนี้ก็ตอนดูหนังของคุณอภิชาติพงศ์เรื่อง Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives (2010) ตอนนั้นก็คิดว่าความเชื่อของคนไทยกับคนญี่ปุ่นน่าจะมีบางอย่างใกล้เคียงกันอยู่นะ
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าโลกนี้มีสิ่งที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตาย เสียยิ่งกว่าผี มันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น สิ่งที่จะหลอกหลอนคุณต่อไปแม้กระทั่งคุณตายไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นมีความนึกคิด มีความแค้นเคืองที่จะออกล่าคุณเรื่อยไป ฟังดูแล้วก็เหมือนเป็นธีมของหนังเฮอร์เรอร์ทั่วไปใช่ไหมครับ แต่ถ้าความแค้นเคืองเหล่านั้นไม่ได้มาจากมนุษย์ หรือไม่ได้มาจากสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์ มันจะยิ่งน่ากลัวกว่าอีกนะ เพราะฉะนั้นเลยคิดว่า แทนที่เราจะเล่าแค่ว่าเป็นเรื่องผีซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ เราก็น่าจะเล่าอะไรที่ใหญ่โตกว่านั้น มีพลังกว่านั้น ซึ่งนั้นคือภูเขาหรือคือธรรมชาตินี่แหละครับ