บิตคอยน์ นิวไฮรัว ๆ ทะลุ 3 ล้านบาท เตือนระวังเสี่ยง-จับตานโยบายทรัมป์
บิตคอยน์ขาขึ้นรอบใหม่ทะลุ 3 ล้านบาท หลังเลือกตั้งสหรัฐทำนิวไฮแล้วเกือบ 20 ครั้ง พลิกตลาดคริปโตฯคึกคัก นักเทรดไทยคัมแบ็กตลาด แอ็กทีฟเพิ่ม 23.93% มูลค่าซื้อขายเพิ่ม 1 เท่า กูรูแนะระวังความผันผวนระยะสั้น จับตาโอกาสและความเสี่ยงระยะยาวจากการครอบงำตลาดของรัฐ-สถาบันการเงิน ทั่วโลกจับตาท่าทีนโยบายรัฐบาลทรัมป์และรัฐสภาที่รีพับลิกันคุม
ราคาบิตคอยน์ (BTC) ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม เวลา 19.00 น. ราคาบิตคอยน์พุ่งทำลายจุดสูงสุดเดิมที่ 73,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ครั้ง นับถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน จุดสูงสุดใหม่อยู่ที่ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.13 ล้านบาทไปแล้ว
เทรดเดอร์ไทยคัมแบ็ก
การปรับตัวสูงขึ้นของบิตคอยน์ได้ผลักดันมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัล-คริปโตเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ ให้โตตามไปด้วย โดยมูลค่าตลาดแตะ 2.95 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงขาขึ้นปี 2022
สาเหตุที่ผลักดันราคา BTC สูงขึ้นไปได้ขนาดนั้นมาจากผลการเลือกตั้งสหรัฐที่พรรครีพับลิกันซึ่งนำโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” กวาดเสียงเกินครึ่งของรัฐสภา ซึ่งทรัมป์และรีพับลิกันมีแนวโน้มนโยบายสนับสนุนบิตคอยน์-คริปโตเคอร์เรนซี
ฝั่งตลาดคริปโตฯในไทยเองก็คึกคักไม่แพ้กัน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า จำนวนบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในเดือนตุลาคม 2024 ในช่วงที่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐกำลังเข้มข้น โดยคนไทยมีบัญชีซื้อขายรวมกัน 2.54 ล้านบัญชี มีแอ็กทีฟอยู่ 1.29 แสนบัญชี เพิ่มจากเดือนกันยายน 23.93% ส่วนมูลค่าการซื้อขายในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 3.95 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% หรือเกินกว่าเท่าตัวจากเดือนก่อน (ข้อมูล ณ 1 พ.ย. 2567) สะท้อนให้เห็นความคึกคักและการกลับมาสนใจตลาดอีกครั้งของเทรดเดอร์และนักลงทุน
หลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 6 พ.ย. มูลค่าซื้อขายในไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในรอบ 24 ชม. ช่วง BTC ทำจุดสูงสุด 3 ล้านบาท ปริมาณซื้อขายของกระดานเทรดรายใหญ่ในไทย นำโดย Bitkub อยู่ที่ 187 ล้านเหรียญสหรัฐ BinanceTH อยู่ที่ 103 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจาก Coin market cap)
ระวังผันผวน-ความเสี่ยง
นายพิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์กล่าวว่า ถ้ามองในแง่ปัจจัยพื้นฐานมีปัจจัยบวกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่เงินสถาบันไหลเข้า พื้นฐานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีการใช้งาน รองรับการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ก็พัฒนาขึ้นมามากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้พื้นฐานแข็งแกร่งขึ้นเยอะมาก เมื่อเทียบกับตอนที่ราคาขึ้นไป 69,000 ดอลลาร์เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนี้มีบริษัทเข้ามามากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ถือบิตคอยน์มากขึ้น อีกทั้งยังมีประธานาธิบดีที่สนับสนุนบิตคอยน์
“ในแง่ปัจจัยเสี่ยง ผมมองไปในระยะ 1-2 ปีข้างหน้ามากกว่า ด้วยการที่สถาบันการเงินเข้ามาแล้วถือบิตคอยน์จำนวนมาก อาจจะก่อให้เกิดความผันผวนมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากสถาบันถือเงินใหญ่ การจะซื้อหรือขายครั้งหนึ่งอาจทำให้เกิดการขยับของราคาค่อนข้างมาก แต่นับเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะไม่ได้หนักมาก”
“เราก็จะเห็นว่าราคาขยับครั้งหนึ่งเมื่อก่อน 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐ ก็เรียกว่าใหญ่แล้ว ผมคิดว่าช่วงนี้เคลื่อนไหวประมาณ 5,000-6,000 แม้กระทั่ง 10,000 เหรียญต่อวันก็สามารถเป็นไปได้ ทั้งขาขึ้นและขาลง อีกส่วนคือการที่กองทุนใหญ่เข้ามาอาจจะนำมาสู่การพยายามแบบแทรกแซง ปรับเปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งทำให้บิตคอยน์สูญเสียคุณสมบัติการเป็น ‘เงินที่มั่นคง’ ของมันไป ซึ่งนั่นเป็นเรื่องระยะยาว”
นายพิริยะกล่าวอีกว่า หลังจากที่เงินสถาบันไหลเข้ากองทุนเข้ามาถือสินทรัพย์ต่าง ๆ แล้ว จะเปลี่ยนผู้ถือรายใหญ่ จากเดิมที่หมายถึงคนทั่วไปที่ถือบิตคอยน์จำนวนมากไปเป็นบริษัท รัฐบาล และกองทุน เมื่อกลุ่มเหล่านี้เข้ามาถือจำนวนมากแล้วนักลงทุนต้องไปดูวิธีการถือของกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้ใช้วิธีถือรวมที่เจ้าเดียวคืออยู่ที่วอลเลตของคอยน์เบส (Coinbase)
เพราะฉะนั้นคอยน์เบสจึงมีอำนาจในการควบคุมเงิน และสำหรับวอลเลตที่ต้องรับเงินจำนวนมากเช่นนี้ จะทำให้คอยน์เบสมีสิทธิในการกำหนดกฎเกณฑ์ในการรับเงิน แม้เงินนั้นจะไม่ใช่ของคอยน์เบสก็ตาม เนื่องด้วยกลไกของบิตคอยน์ วอลเลตที่รับเงินมากจะมีสิทธิในการเลือกเวอร์ชั่นโหนดสำหรับรองรับธุรกรรม ซึ่งการเลือกดังกล่าวจะส่งผลต่อการครอบงำระบบ แล้วถ้าเป็นกรณีที่รัฐบาลถือครองบิตคอยน์ไว้มากเกินไป ก็อาจจะเข้าแทรกแซงกลไก พยายามเซ็นเซอร์ หรือควบคุมกลไกบิตคอยน์
“อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูว่าในที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าตามหลักทฤษฎีเกมของบิตคอยน์มีการป้องกันตรงนี้เอาไว้แล้ว บิตคอยน์อีกกว่า 70% ยังอยู่ในมือรายย่อย และเชื่อว่าหลังจากนี้กองทุนหรือรัฐบาลจะเริ่มเห็นว่าการรวมเงินในที่เดียวมีความเสี่ยง และจะกระจายเงินที่อยู่ในบิตคอยน์ออกไป”
“ดังนั้นความเสี่ยงในระยะสั้นนี้คือ ความผันผวน ต้องทำใจยอมรับว่าตกรถแล้ว บิตคอยน์อยู่นิ่ง ๆ มา 2 ปี พอราคาขึ้นแล้วถ้าจะเข้าซื้อตอนนี้ ราคาอาจจะขึ้นต่อได้ แต่ต้องยอมรับว่า มันจะผันผวนมากในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้พอร์ตคุณระเบิดได้” พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์เตือน
สหรัฐเปลี่ยนท่าที โลกขยับตาม
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า การเลือกตั้งสหรัฐในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สกุลเงินดิจิทัลได้รับความสนใจจนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงเชิงนโยบาย และด้วยสหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก จึงมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสากล
เศรษฐศาสตร์การเมืองของสหรัฐมักส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อตลาดคริปโตฯทั่วโลก รวมถึงยังมีอิทธิพลเหนือความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจด้านกฎเกณฑ์ในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การอนุมัติ Spot ETFs โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐ เป็นตัวเร่งให้เกิดการยอมรับและเสริมสร้างความชอบธรรมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก
“คำถามที่สำคัญจริง ๆ อาจไม่ใช่ว่า ‘สหรัฐจะเข้ามาควบคุมคริปโตฯหรือไม่’ แต่แท้จริงแล้วคือ ‘สหรัฐจะดำเนินนโยบายเกี่ยวกับคริปโตฯอย่างไร’ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก”
นายนิรันดร์กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจึงเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญยิ่งต่อบิตคอยน์และตลาดคริปโตฯทั้งหมด จะส่งผลให้มีการออกกฎใหม่ ๆ ที่เอื้อตลาด คาดการณ์ได้ว่าบิตคอยน์จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่เป็นกระแสหลักในที่สุด เช่นเดียวกับทองคำหรือเงิน และในขณะนี้เริ่มเห็นสถาบันต่าง ๆ รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐในสหรัฐเข้ามาลงทุนในบิตคอยน์แล้วเช่นกัน
“ตลาดคริปโตฯโดยทั่วไปมีแนวโน้มที่จะผันผวนตามการเคลื่อนไหวของบิตคอยน์ (BTC) และเราน่าจะได้เห็นสินทรัพย์ คริปโตฯตัวอื่น ๆ กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นตามแนวทางของอีเธอเรียม (Ethereum หรือ ETH)”
“ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมคริปโตฯจะมาจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายที่ส่งเสริมด้านคริปโตฯและการไหลกลับของเงินทุนสู่สหรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น แอปพลิเคชั่นและกรณีการศึกษาที่สามารถขับเคลื่อนให้คริปโตฯกลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลักในอนาคต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กัลฟ์ ไบแนนซ์ กล่าว
นโยบายคริปโตฯในมือรีพับลิกัน
ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์บิกซ์ อินเวสท์ จำกัด วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น เห็นได้จากราคาบิตคอยน์ที่ทำจุดสูงสุดตอดกาล ล่าสุดเหนือกว่าตอนที่มีการอนุมัติ Bitcoin spot ETF เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นพรรครีพับลิกันกวาดชัยทั้งสองสภา ซึ่งจะสามารถออกกฎสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ได้สะดวก
ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่การที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเท่านั้นที่ส่งผลต่อตลาด แต่ยังพบว่าผลการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐโอไฮโอก็มีความสำคัญเช่นกัน โดย เบอร์นี โมเรโน (Bernie Moreno) นักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน สามารถเอาชนะ เชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) ได้สำเร็จ ซึ่งบราวน์นั้นถูกมองว่าไม่สนับสนุนคริปโตฯมาก่อนหน้านี้ เพราะเคยสนับสนุนการตรวจสอบและควบคุมคริปโตฯ และโหวตคัดค้านกฎหมายที่ส่งเสริมคริปโตฯ รวมถึงเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น
ออร์บิกซ์ อินเวสต์ (Orbix INVEST) เชื่อว่าการชนะการเลือกตั้งของทรัมป์และรีพับลิกันจะส่งผลบวกต่อบิตคอยน์ในหลายประการ จากนโยบายหาเสียงของทรัมป์ที่เคยประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้งว่า จะทำให้ สหรัฐอเมริกาเป็น “ศูนย์กลางของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล” อีกครั้ง หลังจากที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ย้ายไปสร้างธุรกิจในประเทศอื่นเนื่องจากกฎหมายในสหรัฐที่ไม่เอื้ออำนวย
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างนโยบายที่ทรัมป์ประกาศไว้ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดคริปโตฯ มีดังนี้ 1. การนำบิตคอยน์มาเป็นทุนสำรองของสหรัฐ โดยการซื้อบิตคอยน์จำนวน 1 ล้านบิตคอยน์ภายในระยะเวลา 5 ปี 2. นโยบายสนับสนุนการขุดบิตคอยน์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายการเก็บภาษี 30% ของรัฐบาลไบเดน 3. การไม่ขายบิตคอยน์ที่รัฐบาลยึดมา (รวม 208,190 BTC) จะช่วยลดแรงกดดันในการขายและสนับสนุนราคาบิตคอยน์
และ 4. การเปลี่ยนประธาน SEC คนใหม่ เนื่องด้วย แกรี่ เจนสเลอร์ (Gary Gensler) ประธานคนปัจจุบันมีท่าทีต่อต้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน ซึ่งทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่า จะปลดเขาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บิตคอยน์ นิวไฮรัว ๆ ทะลุ 3 ล้านบาท เตือนระวังเสี่ยง-จับตานโยบายทรัมป์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net