โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก! ลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย มีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร?

Dek-D.com

อัพเดต 09 ธ.ค. 2567 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 11.04 น. • DEK-D.com
ทำความรู้จัก! ลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย มีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร?

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D รู้กันหรือเปล่า? กฎหมายต่างๆ ที่บังคับใช้ในประเทศไทยแบ่งออกเป็นหลายระดับ ไม่ได้มีแค่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา หรือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น แต่ยังมีกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย เนื่องจากอำนาจในการออกกฎหมายมีที่มาต่างกัน ในวันนี้คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ จะพาทุกคนไปรู้จักลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทยพร้อมทั้งองค์กรที่บัญญัติกฎหมายต่างๆ ขึ้นมากันค่ะ

ทำไมต้องมีลำดับศักดิ์ของกฎหมาย?

เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ทุกสิ่งที่จะมาเป็นกฎหมายจะต้องผ่านการตราออกมาอย่างชัดเจนซึ่งอาจมีโอกาสที่ทำให้กฎหมายต่างๆ ที่ตราขึ้นมาในบางครั้งอาจมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเพราะกฎหมายในประเทศไทยมีมากกว่า 10,000 ฉบับ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการกำหนดหลักความสำคัญของกฎหมาย หรือที่เรียกว่า การจัดลำดับ “ศักดิ์ของกฎหมาย”(Hierarchy of law) ขึ้น

การจัดลำดับศักดิ์ให้กฎหมาย ถือเป็นการให้ระดับความสำคัญของกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าจะมีอำนาจเหนือกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่า หากกฎหมายสองฉบับขัดแย้งกัน กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าจะเป็นตัวตัดสิน โดยลำดับศักดิ์กฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 6 ลำดับ ดังนี้

ลำดับที่ 1 รัฐธรรมนูญ

เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดรูปแบบการปกครองและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินการใช้อำนาจอธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง ตลอดจนสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายทุกฉบับ ดังนั้น กฎหมายฉบับอื่นที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าจะมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้หากขัดหรือแย้งกฎหมายฉบับนั้นจะถือว่าไม่มีผลบังคับ

ตัวอย่าง : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ลำดับที่ 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

เป็นกฎหมายที่อธิบายขยายความเพื่อประกอบเนื้อความในรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ ละเอียดชัดเจน ตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายและกำหนดโดยถือว่ากฎหมายประเภทนี้มีลักษณะและหลักเกณฑ์พิเศษแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้มีการกำหนดกระบวนการในการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติทั่วไป โดยกำหนดในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่าพระราชบัญญัติทั่วไป

ตัวอย่าง : พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ลำดับที่ 3 พระราชบัญญัติ/ประมวลกฎหมาย/พระราชกำหนด

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะพระราชบัญญัติออกมาเป็นกฎหมายโดยอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรงซึ่งองค์กรที่ทำหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติ คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเนื้อหาจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ โดยผู้ที่มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ คือ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พ.ร.บ. ถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญในระดับที่กว้างขวาง และใช้บังคับในหลายด้านในชีวิตประจำวัน เช่น การคุ้มครองสิทธิของประชาชน การจัดระเบียบและการควบคุมการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐ หรือธุรกิจต่างๆ โดยปกติพระราชบัญญัติจะมีลักษณะเป็นการนำเอาหลักเกณฑ์สำคัญ ๆ ที่ต้องการให้ประชาชนทั่วไปปฏิบัติตามมากำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางรวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามด้วย

ตัวอย่าง : พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม

ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายในลำดับเดียวกับพระราชบัญญัติองค์กรที่ทำหน้าที่ในการตราประมวลกฎหมาย คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติประมวลกฎหมายมีลักษณะเรียบเรียงเรื่องราวไว้อย่างเป็นหมวดหมู่เดียวกันและมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ประมวลกฎหมายจะประกาศใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย”

ตัวอย่าง : ประมวลกฎหมายอาญา ประกาศใช้บังคับโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 เป็นต้น

ปัจจุบันประมวลกฎหมายมีอยู่ 8 ฉบับได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลรัษฎากร ประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายยาเสพติด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายอาญาทหาร (อ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)

พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มีความสำคัญในระดับเดียวกันกับพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการบัญญัติให้กับฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยคณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการออกพระราชกำหนดเพื่อใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติได้ในกรณีพิเศษตามที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องการการดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนร่วมพระราชกำหนด มี 2 ประเภท

1. พระราชกำหนดทั่วไป ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

ตัวอย่าง : พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

2. พระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตราให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งต้องได้รับพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน

ตัวอย่าง : พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540

ลำดับที่ 4 พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของ พระราชบัญญัติ และพระราชกำหนดโดยให้อำนาจฝ่ายบริหารสามารถกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมภายใต้กรอบของกฎหมายนั้น พระราชกฤษฎีกาจะอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ตามหลักการในพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดนั้น

เมื่อพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายแม่บท คือ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ดังนั้นจะมีเนื้อหาที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ในลำดับที่สูงกว่าไม่ได้ รวมทั้งจะบัญญัติเนื้อหาที่เกินขอบเขตของกฎหมายแม่บทที่ให้อำนาจไว้ไม่ได้ด้วย

ตัวอย่าง : พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่ควบคุมตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ

ลำดับที่ 5 กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง

กฎกระทรวงเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะบัญญัติกฎกระทรวงออกมา โดยมีพระราชบัญญัติหรือ พระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งให้อำนาจไว้ และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระราชกฤษฎีกาแต่มีลำดับศักดิ์ที่ต่ำกว่า

ประกาศกระทรวงเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเช่นเดียวกันกับกฎกระทรวงแต่มีความแตกต่างกันที่ประกาศกระทรวงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเหมือนกับกฎกระทรวง แต่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

ตัวอย่าง:

  • กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับสมัครและการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ
  • ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563

ลำดับที่ 6 ข้อบัญญัติท้องถิ่น

เป็นกฎหมายท้องถิ่นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้รับอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด หรือกฎหมายอื่น ให้ออกข้อบัญญัติจังหวัดเพื่อใช้บังคับในเขตจังหวัดที่รับผิดชอบ นอกเขตเทศบาล เขตสุขาภิบาล และเขตตำบล ในกรณีที่ตำบลใดมีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสมาชิกสภาจังหวัดเสนอร่างข้อบัญญัติจังหวัดต่อสภาจังหวัดเพื่อพิจารณา

โดยทั่วไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้ดังนี้ คือ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และ ข้อบัญญัติเมืองพัทยา

ตัวอย่าง : ข้อบัญญัติเทศบาลเกี่ยวกับการเก็บขยะมูลฝอย

การจำแนกกฎหมายตามลำดับศักดิ์

  • บทบัญญัติกฎหมายแม่บทได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย และพระราชกำหนด
  • อนุบัญญัติกฎหมายลูกได้แก่ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง และข้อบัญญัติท้องถิ่น

กฎหมายแต่ละลำดับองค์กรใดบัญญัติขึ้น?

ทำความเข้าเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทยกันไปครบทุกลำดับแล้ว พี่แป้งสรุปให้อีกรอบว่าแต่ละกฎหมายฝ่ายใดองค์กรใดเป็นผู้บัญญัติขึ้นมา โดยสามารถแบ่งแยกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. กฎหมายลายลักษณ์อักษรซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย

2. กฎหมายลายลักษณ์อักษรซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ได้แก่ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา

3. กฎหมายลายลักษณ์อักษรซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยฝ่ายปกครอง (หน่วยงานรัฐ)ได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง และข้อบัญญัติท้องถิ่น

กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติจะมีระดับความสำคัญสูง และใช้บังคับได้กว้างขวางกว่ากฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารก็จะมีระดับความสำคัญสูงและใช้บังคับได้กว้างขวางกว่ากฎหมายที่ออกโดยฝ่ายปกครอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หลักเกณฑ์บังคับใช้กฎหมาย

“กฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่า สามารถยกเลิกกฎหมายที่ต่ำกว่า” เช่น หากกฎหมาย 2 ฉบับมีความขัดแย้งกัน กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าจะใช้บังคับ ส่วนต่ำกว่าจะถูกยกเลิกไปในส่วนที่ขัดแย้ง

กรณีกฎหมายในลำดับศักดิ์เดียวกันขัดแย้งกัน!

เช่น พระราชบัญญัติ ฉบับที่ 1 กับ พระราชบัญญัติ ฉบับที่ 2 มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน ต้องดูรายละเอียดว่าทั้งสองฉบับที่ขัดแย้งกัน ฉบับไหนเป็นกฎหมายเฉพาะ ฉบับไหนเป็นกฎหมายทั่วไป หลักเกณฑ์คือ “กฎหมายเฉพาะ ย่อมยกเลิก กฎหมายทั่วไป”

แต่ถ้าพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับเป็นกฎหมายทั่วไปทั้งคู่แต่มีเนื้อหาขัดแย้งกันจะใช้หลักเกณฑ์คือ “กฎหมายที่ใหม่กว่า สามารถยกเลิกกฎหมายที่เก่ากว่า”

มาทดสอบความรู้กัน!

ทำความเข้าใจเรื่องลำดับศักดิ์กฎหมายครบทุกลำดับแล้ว มาทดสอบความรู้กันดีกว่าค่ะ วันนี้มีแนวข้อสอบสังคมศึกษามาให้น้องๆ ฝึกทำ 2 ข้อ ถ้าพร้อมแล้วเริ่มเลย!

1. องค์กรที่มีอำนาจในการพิจารณาออก พระราชบัญญัติ ได้แก่องค์กรใด?

1) คณะรัฐมนตรี

2) รัฐสภา

3) พระมหากษัตริย์

4) สภาผู้แทนราษฎร


2. ข้อใดกล่าวถึงประเภทของพระราชกำหนดได้ถูกต้อง?

1) พระราชกำหนดธรรมดากับพระราชกำหนดพิเศษ

2) พระราชกำหนดธรรมดากับพระราชบัญญัติการเงิน

3) พระราชกำหนดทั่วไปกับพระราชกำหนดภาษีอากรและเงินตรา

4) พระราชกำหนดชั่วคราวกับพระราชกำหนดถาวร

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าแต่ละข้อตอบอะไรบ้างคะ คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ วิชาสังคมศึกษาฯ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...