โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จะเกิดอะไรขึ้น หาก 3 ค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่น ‘ควบรวมกิจการ’ ?

TODAY Bizview

อัพเดต 20 ธ.ค. 2567 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2567 เวลา 09.51 น. • workpointTODAY

ช่วงวันสองวันมานี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับ 2 ค่ายรถยนต์ชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น‘HONDA – NISSAN’ ที่คุยกันถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะ ‘ควบรวมกิจการ’ ถือเป็นข่าวใหญ่มากในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมไปถึงค่ายรถยนต์ยี่ห้ออื่นอย่าง TOYOTA เบอร์หนึ่งของโลกในแง่ผู้ผลิตรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นด้วย

ต้องเล่าว่าทั้งสองแบรนด์ โดยเฉพาะ NISSAN เริ่มมีปัญหาภายในเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินชัดเจน ตั้งแต่ที่ได้ประกาศแผนลดต้นทุน 2.6 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงแพลนการเลย์ออฟพนักงานมากถึง 9,000 ตำแหน่ง และลดกำลังการผลิตทั่วโลกราว 20% เพราะยอดขายที่ตกต่ำในตลาดจีนและสหรัฐอเมริกา จนส่งผลให้กำไรไตรมาสที่ 2 ลดลงถึง 85%

Sanshiro Fukao ผู้บริหารระดับสูงของ Itochu Research Institute ได้แสดงความคิดเห็นว่า “ถ้าทั้งสองแบรนด์ควบรวมกันจริง NISSAN น่าจะได้ประโยชน์ก่อน เพราะกำลังมีปัญหา แต่กระแสเงินสดของ HONDA ก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะลดลงในปีหน้าเช่นกัน ผลมาจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทที่ไม่ค่อยดีตามเป้า”

หากทั้งสองตกลงที่จะรวมกันเป็นบริษัทเดียว โอกาสที่จะเห็น Mitsubishi Motors’ เข้ามาที่ดีลนี้ก็มีอยู่สูง เพราะ NISSAN เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Mitsubishi ประมาณ 24.05% จากเมื่อก่อนที่ถือหุ้นราว 34.07% แต่ Mitsubishi ขอซื้อหุ้นคืนเพราะกังวลเรื่องสภาพคล่องของ NISSAN

[ รวมกันเรา ‘รอด’ แต่ไซส์ธุรกิจยังเล็กกว่า TOYOTA ]

แม้ว่าตอนนี้มีแค่การคาดคะเน และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่จะเห็นทั้งสามรวมกันเป็นหนึ่ง แต่นักการตลาดได้มีการประเมินแล้วว่า แค่เฉพาะ HONDA กับ NISSAN ร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทเป็นโฮลดิ้งมูลค่า 54,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ การผลิตจากทั้งสองเมื่อรวมกันแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 7.4 ล้านคันต่อปี หรือสูงสุด 8 ล้านคันต่อปี (ตามข้อมูลของ Citi)

ซึ่งจะทำให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจรถยนต์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกตามยอดขายรถยนต์ รองจาก TOYOTA ที่อยู่ตำแหน่งนี้มานาน 4 ปีติดต่อกัน และอันดับ 2 ก็คือ และ Volkswagen

Tatsuo Yoshida นักวิเคราะห์อาวุโสด้านยานยนต์ของ Bloomberg Intelligence ประเมินดีลนี้ไว้ว่า TOYOTA คงต้องดิ้นรนให้หนักขึ้น และทำทุกอย่างเพื่อให้สินค้าของตัวเองขายได้เหมือนเดิม ดีมานด์ยังเกิดขึ้นเท่าเดิม หรือมากขึ้น

ส่วนมุมของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากจีนและอเมริกา ต้องพูดว่าควรศึกษาและทำการบ้านอย่างหนักเพราะการควบรวมของทั้งสอง (หรือ+3 รวมทั้ง Mitsubishi) เท่ากับว่าการแลกเปลี่ยนเชิงดาต้า, พฤติกรรมลูกค้า และเทคโนโลยีต่างๆ ก็จะมากกว่าบริษัทเดี่ยว ในกรณีที่แต่ละบริษัทยอมเปิดเผยข้อมูลของตัวเอง

ยังมี ‘Peter Wells’ ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและความยั่งยืนจากศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์ของ Cardiff Business School ได้กล่าวว่า ถ้าการควบรวมค่ายรถนี้เกิดขึ้นจริง โดยมีการรวมสินทรัพย์เข้าด้วยกัน จะช่วยหลายๆ เรื่อง เช่น ประหยัดต้นทุน และการสร้างเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับอนาคตที่เร็วขึ้น

ดังนั้น นอกจากที่ผู้บริโภคจะเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับยานยนต์เร็วขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ราคาต้นทุนที่ลดลงอาจจะช่วยให้สินค้าราคาลดลงตามได้ ผู้บริโภคจะได้สินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาที่ดีกว่าเดิม เพราะพวกเขาแทบไม่ต้องลงทุนทรัพยากรอะไรเพิ่มหากแลกเปลี่ยนกันได้

แต่สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับดีลนี้คือ “มันเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่?”

เขาอธิบายว่า การควบรวมอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการตีโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ไม่ช่วยเรื่องความเข้าใจผู้ซื้อในต่างประเทศ หรือความสามารถในการผลิตสินค้าที่ตรงใจจริงๆ แม้แต่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่จะแข่งขันในตลาด

ส่วน Akira Kishimoto จาก JPMorgan เขาได้ตั้งคำถามกับ NISSAN เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนระหว่าง ‘NISSAN-Renault Group’ ซึ่งเป็นพันธมิตรกันมานานตั้งแต่ปี 1999 สำหรับ ‘NISSAN-HONDA’ จะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน มีเรื่องเงินทุนมาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

จะพูดว่านักการตลาด หรือกลุ่มคนที่อยู่ในแวดวงยานยนต์อาจจะไม่เซอร์ไพรส์มากนัก เพราะ HONDA-NISSAN ประกาศความร่วมมือกันตั้งแต่ต้นปีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่สิ่งที่พวกเขาสงสัยมากกว่าก็คือ ‘การควบรวมที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นแบบจริงจัง เปิดบริษัทใหม่เลย หรือเป็นเพียงความร่วมมือเท่านั้น’

อย่างน้อยๆ ตอนนี้ตลาดคง wait & see กันสักพักก่อน เพราะหลายเสียงสะท้อนว่าเป็นไปได้ที่ทั้งสองแบรนด์จะดึงเกมการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อนช่วงปลายปี เพื่อรอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์แบบจริงจังทีเดียว

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2024/12/18/what-a-potential-nissan-honda-merger-could-mean-for-the-auto-industry.html

https://www.bloomberg.com/news/articles/2024-01-30/toyota-holds-lead-as-world-s-no-1-carmaker-for-fourth-year?sref=LQZclhPm

https://asia.nikkei.com/Business/Automobiles/Honda-and-Nissan-to-begin-merger-talks-amid-EV-competition

https://www.reuters.com/markets/deals/honda-nissan-move-closer-tie-up-competition-intensifies-source-says-2024-12-18/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...