โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"มาม่า" ทลายกำแพงราคา ปรับเกมรุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-รับมือคู่แข่งต่างชาติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ย. 2567 เวลา 05.21 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 13.38 น.

“มาม่า” ทลายกำแพงราคา ปรับกลยุทธ์รุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รับมือการแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติ มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าระดับพรีเมี่ยม “มาม่า โอเค” ในราคาที่เข้าถึงง่ายและมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุน-กระแสเงินสด เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวในงาน สัมมนา Prachachat THAILAND 2025 โอกาส ความหวัง ความจริง ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ว่า ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้ในแง่ของการบริโภคต่อคนอาจจะไม่ได้ขยายตัวในอัตราที่สูงมากนัก แต่ก็ยังคงเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ

โดยปัจจุบันคนไทยมีอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ย 55 ซองต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 52-53 ซองต่อคนต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

“ซึ่งที่ผ่านมา “มาม่า” เองก็ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกตลาดบะหมี่ระดับพรีเมี่ยม เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติ”

บะหมี่ต่างชาติ-ทลายกำแพงราคา

นายพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยถ้าหากย้อนกลับไปในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีบะหมี่เกาหลีและบะหมี่จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยสินค้าเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงเฉลี่ย 35-40 บาทต่อซอง ซึ่งในระยะแรกแน่นอนว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าอยู่แล้ว

ซึ่ง ณ ตอนนั้นเราเองก็ได้พัฒนาบะหมี่พรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ “มาม่า ออเรียนทัล คิทเช่น” ออกมาก่อนหน้าที่จะมีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาด แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยกับราคาที่สูงกว่าบะหมี่ทั่วไป

โดยต่อมาหลังจากที่มีบะหมี่จากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดไทย ก็ทำให้เราต้องรีแบรนดิ้งใหม่เป็น “มาม่า โอเค” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เนื่องจากลูกค้าเริ่มคุ้นชินกับราคาบะหมี่จากต่างประเทศที่ขายในราคาสูง ทำให้เราสามารถทลายกำแพงราคาและขายในราคาที่แพงขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบัน “มาม่า โอเค” มีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 10%

“การเข้ามาของแบรนด์ต่างชาตินั้นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส เพราะนอกจากจะสร้างแรงกดดันในการแข่งขันแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “กำแพงราคา” ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยถูกทลายลง จากเดิมที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับราคา 5-7 บาทต่อซอง ทำให้ผู้บริโภคเปิดรับสินค้าในระดับราคาที่สูงขึ้น”

มั่นใจ “มาม่า” ยังคงเป็นตัวเลือกหลัก

นายพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในส่วนของความท้าทายในการดำเนินธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย เบื้องต้นมองว่าการควบคุมต้นทุนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ซึ่งนอกจากการควบคุมต้นทุนแล้ว การบริหารกระแสเงินสด ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ ซึ่งที่ผ่านมาที่ “มาม่า” สามารถยืนหยัดในตลาดได้อย่างยาวนาน ก็เป็นเพราะมีจุดแข็งด้านต้นทุนต่ำ และมีการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะฉะนั้นการสร้างยอดขายเป็นสิ่งที่ดี แต่หากขาดทุนก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และเรายังมั่นใจว่า “มาม่า” จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภค เพราะถึงแม้เศรษฐกิจดีแค่ไหน คนที่เป็นลูกค้าหลักของมาม่าเขาก็ไม่รวยขึ้น เพราะเขาติดกับดักของค่าใช้จ่าย สิ้นเดือนก็ต้องกลับมากินมาม่าอยู่ดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มาม่า” ทลายกำแพงราคา ปรับเกมรุกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-รับมือคู่แข่งต่างชาติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...