โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดโลก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ?

BT Beartai

อัพเดต 07 ม.ค. 2568 เวลา 05.22 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 11.43 น.
อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดโลก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ?

พลังงานฟอสซิล (Fossil fuel) เป็นเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนโลกของเรามาอย่างยาวนาน ทั้งน้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่พลังงานจากเศษซากของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่สะสมหลายล้านปีเหล่านี้ถูกใช้มากขึ้นเป็นเท่าทวีเมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมช่วงปี 1800 และถูกใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสัดส่วน 4 ใน 5 ของพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้ในปัจจุบัน

ปัจจุบันมวลมนุษยชาติได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการใช้พลังงานฟอสซิลปริมาณมหาศาลที่มาพร้อมกับความเจริญที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วในรูปแบบของภาวะโลกรวน และความหวั่นวิตกต่อวิกฤตพลังงานโลก

แม้มนุษย์จะรู้ว่าหนทางที่กำลังมุ่งหน้าไปจะนำไปสู่อะไร แต่จากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต ดูเหมือนว่าโลกของเรายังคงกระหายในพลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดการพัฒนาพลังงานทางเลือกมากมายเพื่อรับมือในวันที่พลังงานฟอสซิลหมดโลก จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่า อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดไปจากโลกนี้ และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?

อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดไปจากโลกนี้ ?

ข้อมูลงานวิจัยในปี 2019 จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ได้คาดการณ์ว่าพลังงานฟอสซิลทั้ง 3 รูปแบบจะหมดไปในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า โดยน้ำมันดิบจะหมดไปจากโลกในปี 2052 ส่วนก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจะหมดไปในปี 2060

หากคุณอ่านบทความนี้ในปี 2025 อีกเพียงไม่ถึง 40 ปี พลังงานเหล่านี้จะหมดไป แต่ถึงอย่างนั้นข้อมูลทางสถิติจาก Statista ชี้ว่าโลกของเราจะยังคงดึงพลังงานฟอสซิลมาใช้ในสัดส่วนใกล้เคียงกันจนกระทั่งปี 2050

Primary energy demand worldwide in 2023, with a forecast until 2050, by fuel type(in million barrels of oil equivalent per day) – Statista

โดยพลังงานจากน้ำมันดิบถูกนำมาใช้มากที่ เฉลี่ย 100 ล้านบาร์เรล/วัน (16,000 ล้านลิตร) รองลงมาด้วยพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ (81 ล้านบาร์เรล/วัน) และถ่านหิน (63 ล้านบาร์เรล/วัน) หากดูจากการคาดการณ์นี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ามนุษย์ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปแม้รู้ว่าแหล่งพลังงานธรรมชาติเหล่านี้กำลังจะเหือดหายไป

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหลังพลังงานฟอสซิลหมดโลก ?

ถ้าคิดแบบง่าย ๆ เลย คือ เราจะไม่มีพลังงานใช้ หรือไม่มีพลังงานเพียงพอที่จะสูบฉีดโลกใบนี้ได้เหมือนเคย เพราะจากข้อมูลสถิติของชุดเดียวกันจาก Statista สัดส่วนของแหล่งพลังงานเกินกว่าครึ่งยังคงเป็นพลังงานฟอสซิล

โดยที่พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) อย่างพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ก็มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้จากการคาดการณ์ในปี 2050 จะมีการใช้งานพลังงานทางเลือกเหล่านี้มากขึ้น แต่จะถูกไปใช้ไปกับความต้องที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ทดแทนหรือชดเชยพลังงานจากฟอสซิล

นอกจากนี้ โลกของเรายังมีพลังงานรูปแบบอื่น อย่างพลังงานชีวมวล (Biomass energy) ที่ได้จากอินทรีย์สารจากพืช และสัตว์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถสร้างพลังงานได้มหาศาล แต่ต้องอาศัยการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลด้วยเช่นกัน หากต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อนำมาทดแทนพลังงานฟอสซิล

หรือแม้กระทั่ง หากโลกของเราค้นพบแหล่งพลังงานฟอสซิลแหล่งใหม่ การเข้าถึงพลังงานเหล่านั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า หรืออาจนำไปสู่ข้อพิพาทพื้นที่ในการครอบครองแหล่งพลังงานที่ถูกค้นพบ เกิดเป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากร

เมื่อโลกของเราเดินทางไปถึงวันที่พลังงานฟอสซิลหมดโลก คนทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ผู้คนอาจต้องประสบกับวิกฤตค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจจากระบบอุตสาหกรรมการผลิตที่ชะลอตัวจากการขาดแคลนพลังงาน คนตกงาน ระบบสาธารณูปโภค และสาธารณสุขที่มีคุณภาพต่ำลง การพัฒนาประเทศ และประชากรที่หยุดชะงัก

เพราะแม้ว่าโลกของเรายังมีการใช้พลังงานรูปแบบอื่น แต่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในการใช้พลังงานในปริมาณเท่าเดิม รวมถึงแหล่งพลังงานอื่นก็จะเข้าถึงยากขึ้น ราคาสูงขึ้น เพราะถูกนำไปใช้กับส่วนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตมากกว่าการใช้เพื่อความบันเทิง

หากลองจินตนาการดูแล้ว หลายคนอาจนึกถึงภาพในหนังแนวดิสโทเปีย (Dystopia) หลายเรื่องที่ว่ากันด้วยเรื่องของโลกที่ไร้ซึ่งทรัพยากร ไม่นับรวมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานสะอาดที่นอกจากจะสามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานฟอสซิลได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะต้องไม่สร้างมลพิษจากการใช้พลังงานเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มวลมนุษยชาติให้การจับตามอง

กระแสสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านเริ่มมีการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนใช้พลังงานฟอสซิลลดลง อย่างงานประชุม COP28 ที่ตัวแทนผู้นำประเทศเห็นชอบในการหยุดใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจช่วยยืดระยะเวลาของวิกฤตพลังงานฟอสซิลหมดโลกได้ไปอีกสักหน่อย รวมถึงลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หรือจนกว่ามนุษย์จะหาหนทางที่ดึงพลังงานธรรมชาติมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือใกล้เคียงมากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...