โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KKP ชี้เศรษฐกิจไทยปี'67 เจอ "ทางแพร่ง" ท่องเที่ยวหนุน มาตรการกระตุ้นยังต้องลุ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 พ.ย. 2566 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2566 เวลา 08.33 น.

“พิพัฒน์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP มองเศรษฐกิจไทยปี’67 อยู่ใน Cross Road ทางแพร่งสำคัญ ชี้หลังโควิด-19 จีดีพีโตเฉลี่ยแค่ 2.5% ส่งสัญญาณเตือนการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง-การลงทุน-สินเชื่อโตช้า ต้นทุนดอกเบี้ยสูงกดดันครัวเรือน-ภาคธุรกิจทนไม่ไหว มองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลความหวัง แต่ยังมีความไม่แน่นอน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงานสัมมนา “Thailand 2024 Beyond Red Ocean” ภายใต้หัวข้อ “Thailand Outlook 2024”

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะอยู่ภายใต้ 3 ธีมหลัก คือ

1.เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและไม่เท่าเทียมกัน และค่อนข้างเปราะบาง โดยแรงส่งสำคัญยังคงเป็นการท่องเที่ยวจากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 27-28 ล้านคน และการส่งออกจะเริ่มกลับมาบวกหลังจากปีนี้ที่ติดลบทั้งปี แต่แรงส่งจะแผ่วลง เพราะเศรษฐกิจโลกจะชะลอและมีความเสี่ยงสูง

2.สัญญาณการลงทุน ซึ่งไม่เห็นสัญญาณการลงทุน สะท้อนผ่านอาการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่อยู่ 0.6% เป็นสัญญาณสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 3-4% หมายความว่า ไม่มีแรงกระตุ้นทางด้านอุปสงค์เลย

และ 3.สัญญาณเตือนภัยผ่านการเติบโตสินเชื่อ จะเห็นว่าในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมามีอัตราติดลบ โดยหากดูสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพียง 0.5%

ดังนั้น คำถามเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างไรเมื่อสินเชื่อโตไม่ได้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะหากดูความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจลดลง ทำให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจไม่มีแหล่งเงินในการบริโภค ซึ่งจะไม่หนุนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากแนวโน้มในระยะสั้น ประเทศไทยอยู่ใน Cross Road ทางแพร่งที่สำคัญ ซึ่งไทยเจอปัญหามาหลายปี หากย้อนไปในปี 1990 ก่อนจะเจอวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 จีดีพีไทยเติบโตสูง 7% แต่หลังจากฟื้นหลังวิกฤตไทยมีการเปลี่ยนเครื่องจักรเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีขยายตัวเพียง 5% และทยอยลดลงเหลือ 3-4% และหลังโควิด-19 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.5%

ดังนั้น เทรนด์การเติบโตในระยะยาว ชี้ให้เห็นว่ามีบางอย่างที่ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเจอความท้าทายขนาดหนัก หากเราไม่ทำอะไร แนวโน้มการเติบโตจะอยู่ในระดับนี้ และจะลงมาต่ำกว่าระดับนี้ด้วย หากท่องเที่ยวกลับมาอยู่ที่ 40 ล้านคนเหมือนเดิม แต่ไทยจะนำอะไรจะมาโต อะไรจะเป็น Engine of Growth ต่อไป จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตขึ้นไปได้ ทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจถูกยกระดับไปในระดับที่ควรโตกว่านี้

ทั้งนี้ หากดูแรงกดดันสำคัญต่อการเติบโตมีอยู่ 4 ประเด็น 1.โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่มีผลต่อการคลัง การใช้จ่าย และทักษะแรงงาน 2.ความสามารถในการแข่งขัน โดยจะเห็นว่าการลงทุนมีการเปลี่ยนไปอย่างมาก

เพราะหากย้อนไปในช่วง 20 ปีก่อน สัดส่วนเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยสูงถึง 40% ของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดในภูมิภาค แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 10% ซึ่งไทยจะทำอย่างไรให้อยู่ใน Stay in Game ได้

และ 3.หนี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจโตช้า เพราะงบดุลของครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กมีปัญหา Debt Overhang ซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ลากยาว เพราะอีกฝ่ายจะลดหนี้ครัวเรือนโดยการปล่อยสินเชื่อน้อยลง แต่อีกฝั่งจะมีอะไรมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ และ 4.เรื่องของกรีนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยจะวางตำแหน่งอยู่ตรงไหน

“เศรษฐกิจไทยในปี’67 การท่องเที่ยวยังเป็นแรงส่งต่อเนื่อง และการส่งออกมีสัญญาณดีขึ้น โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นอีกหนึ่งความหวัง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะทำอย่างไร จะออกมาแบบไหน และจะเกิดอะไรขึ้น เป็นสิ่งที่คนจับตาดูอยู่

แต่ในระยะยาวเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามว่า เราจะยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างไรให้ธุรกิจและแรงงานไทยสามารถสู้กับเขาได้ เพราะหากดูจะเห็นว่าจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงทั้งต่างประเทศและในประเทศ จะเป็นแรงกดดันให้ธุรกิจที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น และใครจะสามารถทนต้นทุนที่สูงได้

ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ แต่เชื่อว่าไม่เกิดภาวะถดถอย (Recession) แต่การเติบโตจะเป็นแบบ Divergence โดยดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงและค่อยทยอยลดลง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจจะเป็นปัจจัยกระทบราคาน้ำมัน”

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...