โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตรัง เปิดฟาร์มเพาะนกกรงหัวจุกถูกกม.ขายสร้างรายได้งามตลอดปี

77kaoded

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2566 เวลา 04.39 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง-เปิดฟาร์มเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก และนกกรงแฟนซี ที่ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซื้อพ่อแม่พันธุ์เริ่มต้นแค่ 1 คู่ ผ่านมา 5 ปี สามารถพัฒนาสายพันธุ์สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อปี ยืนยันหากมีใบอนุญาตครบทั้ง 3 ประเภท คือ ใบอนุญาตครอบครอง ใบอนุญาตเพาะขยายพันธุ์ และใบอนุญาตค้าสัตว์ป่า จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนี่งที่สร้างรายได้งามให้แก่เกษตรกร

ที่วิชยุตย์ฟาร์ม ตรัง สายแข่งและแฟนซี บ้านเลขที่ 64/209 หมู่บ้านทอฟ้า หมู่ 2 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง นายดุสิต พรหมอ่อน อายุ 43 ปี อาชีพประจำคือ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ประกอบอาชีพเสริมคือ เพาะขยายพันธุ์นกกรงหัวจุด (นกปรอทหัวโขน) สายแข่ง และนกกรงแฟนซี โดยได้รับใบอนุญาตถูกต้อง ทั้งใบอนุญาตครอบครอง ใบอนุญาตเพาะขยายพันธุ์ และใบอนุญาตค้าสัตว์ป่า จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) จากการเริ่มต้นซื้อพ่อแม่พันธุ์มา 1 คู่ โดยพ่อพันธุ์สีขาว แม่พันธุ์สีดำปกติ ในราคา 1 แสนบาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากนั้นนำมาเพาะขยายพัฒนาสายพันธุ์มาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ทั้งสองประเภทรวมกันประมาณ 100 ตัว โดยมีการแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำกรงเลี้ยง กรงเพาะ แยกไว้เป็นกิจลักษณะ โดยแยกจากกันระหว่างกรงพ่อพันธุ์ขนาดใหญ่ 1 กรง กับกรงแม่พันธุ์ขนาดใหญ่ 1 กรง ส่วนกรงเพาะ ซึ่งเป็นการจับคู่ พ่อ-แม่พันธุ์เลี้ยงไว้ด้วยกัน เพื่อให้ออกไข่และฟักไข่ ทั้งหมด 9 กรงเพาะ/คู่ โดยแต่ละกรงเพาะจะมีการนำต้นไม้มาตกแต่งภายในกรง นำภาชนะสร้างรังไว้ให้ ภาชนะใส่อาหารทั้งกล้วย หนอนนก และอาหาร น้ำกิน น้ำอาบหรือน้ำเล่น ไว้ให้ จำลองเสมือนอยู่ในป่า เพื่อให้กลมกลืนคล้ายธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนั้นมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามพฤติกรรมนก โดยแต่ละคู่สามารถออกไข่ได้ประมาณ 7 ครอกต่อปี หรือหากเลี้ยงได้สมบูรณ์จริงๆจะออกไข่ได้ประมาณ 8 – 10 ครอกต่อปี แต่ละครอกออกลูกได้ประมาณ 2-3 ตัว ราคาขายหากเป็นนกกรงแฟนซีตัวละ 10,000 บาท ส่วนนกกรงหัวจุกสายแข่ง ราคาตัวละ 4,000 -5,000 บาท ส่วนตัวมีรายได้เสริมต่อปีหลายแสนบาท แต่ขณะที่นกในธรรมชาติ ต้องหากินเองตามธรรมชาติ ความสมบูรณ์อาจจะน้อย จึงออกลูกได้น้อยประมาณ 3 ครอกต่อปีเท่านั้น วิธีปฏิบัติ เมื่อลูกนกออกมาทุกตัว ก็จะต้องไปแจ้งการครอบครอง และเพื่อค้ากับเจ้าหน้าที่ทุกตัว สำหรับจังหวัดตรังมีฟาร์มเพาะนกประมาณ 60 แห่ง ซึ่งการเลี้ยงนกกรงหัวจุก ผูกพันเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านมายาวนาน เช่นเดียวกับการเลี้ยงไก่ชน และวัวชน ดังนั้น นกจึงเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนที่เพาะเลี้ยงได้จำนวนมากต่อปี รวมทั้งกระจายรายได้จากการซื้อกล้วย หนอนนก อาหาร กรงนก จึงคิดว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ของชาวบ้านได้ และเป็นการอนุรักษ์นกกรงหัวจุกไม่ให้สูญพันธุ์ด้วย

นายดุสิต เกษตรกร บอกว่า ของตนเองดำเนินการตามกฎหมายกำหนดทุกประการ มีใบอนุญาตครบทั้ง 3 ประเภท คือ ใบอนุญาตครอบครอง ใบอนุญาตเพาะขยายพันธุ์ และใบอนุญาตค้าสัตว์ป่า เพราะนกปรอทหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก จัดเป็นสัตว์ป่าสงวน เริ่มต้นจากการซื้อพ่อแม่พันธุ์มาเพียง 1 คู่เท่านั้น จนตอนนี้พัฒนาสายพันธุ์ได้ทั้งนกสายแข่ง และนกกรงแฟนซี หรือนกเผือก โดยมีนกแข่งมีกรงเพาะกว่า 10 กรง ส่วนนกกรงแฟนซี มีกรงเพาะ 9 กรง ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ถ้าสมบูรณ์จริงๆรายได้ต่อปีอยู่อย่างสบาย แต่ละคู่ออกไข่ ฟักลูกได้ประมาณ 2-3 ตัว หรือหากสมบูรณ์มากบางครั้งได้ถึง 4 ตัว มองว่าปริมาณนกที่ออกแต่ละปี แค่คอกละ 2 ตัว/เดือน หากกรงเพาะ 9 กรง แต่ละเดือนจะมีลูกนกออกใหม่เดือนละ 18 ตัว หากคิด 10 เดือน จะได้ลูกนกปีละ 180 ตัว ราคานกกรงแฟนซี ตัวละ 10,000 บาท นอกจากนั้นตัวเองมีนกสายแข่ง มีกรงเพาะอีกกว่า 10 คอก ปริมาณนกก็ยิ่งทวีคูณ ราคาขายนกแข่งตัวละ 4,000 -5,000 บาท แต่หากเสียงดี ราคาอาจพุ่งเป็นหมื่น เป็นแสนบาท ส่วนตัวรายได้ต่อคู่ปีละประมาณ 150,000 บาท ทำให้มีรายได้หลายแสนบาทต่อปี เนื่องจากนกกรงหัวจุกเป็นที่นิยมในพื้นที่ภาคใต้

โดยนกเพาะจะออกไข่ได้มากกว่านกในธรรมชาติ เนื่องจากได้อาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่าการหากินในธรรมชาติ ทั้งนี้ ตนได้ติดกล้องวงจรปิดติดตามพฤติกรรมด้วย เพื่อศึกษาพฤติกรรม และเก็บข้อมูลสถิติ ส่วนนกธรรมชาติอัตราออกไข่จะน้อยกว่าจำนวนปีละ 2-3 ครอกเท่านั้น แต่นกเพาะจะออกไข่ปีละ 7-8 ครอก ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมนก พบว่านับตั้งแต่แม่พันธุ์ออกไข่ใบแรก ( ซึ่งเวลาออกไข่แต่ละครั้งประมาณ 2-3 ฟอง หรืออาจ 4 ฟอง) อายุฟักประมาณ 11-12 วัน ไข่ก็จะแตกออกเป็นตัว ซึ่งในระยะนี้พ่อแม่นกเป็นผู้ดูแล โดยแม่นกจะเป็นผู้กกลูกใช้อุณหภูมิร่างกายแม่ เพราะเป็นช่วงที่ดูแลยากคนทำไม่ได้ นับจากนั้นอีกประมาณ 7-8 วัน เราก็สามารถจับลูกนกออกมาป้อนอาหารเองได้ หรืออาจจะมีตู้อบเล็กๆ ในการดูแลหรืออนุบาล หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือนก็จะกินอาหารเป็น ดูแลตัวเองได้ ส่วนพ่อแม่นกหลังจากแยกลูกนกออกมา โดยเฉลี่ยประมาณ 7 วัน พ่อแม่คู่นั้นก็จะออกไข่ชุดใหม่ทันที ส่วนอายุของนกที่จะขายได้นั้น ขึ้นอยู่กับตลาดความต้องการของลูกค้า ซึ่งนกที่ออกจากไข่เริ่มกินอาหารเป็นราคาจะไม่สูงมาก เพราะเขายังไม่มีเพลง เพราะนกกรงหัวจุกตัวที่ราคาสูงจะต้องดูที่ความเก่งหรือความสามารถในการขัน หรือสำนวนเพลงของเขาด้วย ปกติลูกนกตัวเล็กๆ เมื่อแตกออกจากไข่ เริ่มกินอาหารเป็น ราคานกเผือกหรือนกแฟนซีตัวละ 10,000 บาท ส่วนนกแข่งตัวละ 4,000 -5,000 ตัว ดังนั้น อยากแนะนำให้ทุกครัวเรือนเพาะเลี้ยง แค่ครัวเรือนละ 1 – 2 คู่ แต่ยังต้องไปขออนุญาตทั้ง 3 ประเภทกับเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้อง เพราะขณะนี้นกกรงหัวจุกยังคงเป็นสัตว์ป่าสงวน แม้ผู้เลี้ยงนกพยายามจะเสนอให้รัฐบาลปลดล็อก แต่รัฐบาลยังไม่ได้ปลด ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัวได้อย่างงามตลอดทั้งปี เพราะตลาดสดใสคนต้องการจำนวนมาก ส่วนตัวเอง หากใครต้องการคำแนะนำในการเลี้ยง และเพาะขยายพันธุ์นก สามารถติดต่อได้ ที่วิชยุตย์ฟาร์ม ตรัง สายแข่งและแฟนซี หมายเลขโทรศัพท์ 086-3553962

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...