โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทีดีอาร์ไอ เตือนภาวะโลกรวน ทำไทยติดอันดับต้นของโลกเสี่ยงเจอภัยพิบัติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ต.ค. 2566 เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2566 เวลา 07.45 น.
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เตือนภาวะโลกรวน ทำไทยติดอันดับต้นของโลกเสี่ยงเจอภัยพิบัติ ห่วงเศรษฐกิจหดตัว ชี้ภาคเกษตรกระทบหนักสุด แนะรัฐ หนุนกลไกให้ครบห่วงโซ่ “เข้าถึงเทคโนโลยี-แหล่งทุน-สร้างการรับรู้” ช่วยปรับตัว-รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันที่ 24 ตุลาคม 2566 ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส นโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ของประเทศไทยในขณะนี้ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศา ทำให้อากาศของไทยอุ่นขึ้น หนาวน้อยลง ฤดูร้อนยาวขึ้น และฤดูหนาวสั้นลง

ขณะเดียวกันการเกิดของฝนมีความแปรปรวนมากขึ้น ทำให้ไทยได้รับผลกระทบถึงสองเด้ง ทั้งน้ำท่วม และภัยแล้ง ที่เสี่ยงแล้งเพราะจำนวนวันที่ฝนตกต่อเนื่องน้อยลง ในขณะเดียวกันเมื่อฝนตกลงแต่ละครั้งกลับตกในปริมาณที่มากทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งยังมีพายุซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงระดับตั้งแต่พายุดีเปรสชั่นขึ้นไปพัดเข้ามาอีก ทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยเสี่ยงสูงต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลันด้วย

ดร.กรรณิการ์ยังกล่าวถึงภาพรวมของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสังคมไทยว่า ผลกระทบในระดับมหภาค มีงานศึกษาของพิม มโนพิโมกษ์ และคณะ (2565) ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของสภาพอากาศที่ผิดปกติ (Climate shocks) ต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทย พบว่าสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติสามารถทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจและภาคการผลิตหลักของประเทศหดตัวประมาณ 0.7 เปอร์เซ็นต์สำหรับทุกภาคการผลิต

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์

โดยภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือภาคเกษตรกรรม ที่ผลผลิตจะหดตัวทันที 0.75 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาคการผลิตอื่น ๆ จะทยอยได้รับผลกระทบและหดตัวสูงสุดที่ 0.6 เปอร์เซ็นต์ หลังจากผ่านไปแล้วถึง 2-3 ไตรมาส และจะเห็นว่าภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างสูงจากสภาพอากาศที่ผิดปกติ

ดร.กรรณิการ์ระบุว่า ถ้าเจาะลึกลงไปดูในภาคเกษตรกรรม พบว่ามีงานศึกษาของ Attavanich (2017) ซึ่งติดตามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรไทยตั้งแต่ปี 2554 และมองไปในอนาคตจนถึงปี 2588 ซึ่งชี้ว่าผลกระทบหรือความเสียหายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของไทย อยู่ที่ประมาณ 6.1 แสนล้านบาทถึง 2.85 ล้านล้านบาท เมื่อคิดเป็นรายปีจะอยู่ที่ปีละ 1.7 หมื่นล้านบาทไปจนถึง 8.3 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่เกิดผลกระทบกับภาคเกษตรกรรมอย่างรุนแรงมาก เพราะภาคเกษตรกรรมเป็นภาคที่พึ่งพาดินฟ้าอากาศในการผลิตค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช ทำปศุสัตว์ และทำประมง ดังนั้นสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมจึงสร้างผลกระทบต่อการทำการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม แน่นอนว่ากระทบต่อไปยังรายได้การบริโภค ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป

ดร.กรรณิการ์กล่าวถึงความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยว่า ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำในระดับที่มาก อย่างไรก็ตามทำแค่ด้านลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ควรเดินหน้าด้านการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปด้วย

เนื่องจากประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกที่เสี่ยงสูง และได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ้าพิจารณาดัชนี Global Climate Risk Index ย้อนหลัง พบว่าประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วติดต่อกันอย่างน้อย ๆ 7 ปี โดยเหตุการณ์ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกคือเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554

“ปัจจุบันหลายภาคส่วนในประเทศไทยยังมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยมาก ยังมีผู้คนและองค์กรจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบอย่างไรกับชีวิตพวกเขา องค์กรของเขา และประเทศของเราทั้งหมด

และยังไม่เห็นความสำคัญว่าเรายังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยไปสู่ภูมิคุ้มกันในระยะยาว หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Long-term Climate Resilience ผลที่ตามมาคือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีค่อนข้างน้อย การดำเนินการส่วนใหญ่เน้นการรับมือภัยพิบัติ เฉพาะหน้าหรือระยะสั้นเท่านั้น” ดร.กรรณิการ์ระบุ

ดร.กรรณิการ์มีข้อเสนอต่อภาครัฐด้วยว่า ฝากให้ภาครัฐมองถึงกลไกสามด้านที่ช่วยสนับสนุนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องคิดให้จบห่วงโซ่ คือ 1.เรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จะมาใช้ในการลงทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนของหลายภาคส่วน เช่น สถาบันการเงิน ตลาดทุน

และ 3.เรื่องของการสร้างการรับรู้ของคน ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างผลกระทบอย่างไรกับสาขาการผลิตนั้น ๆ และช่วยสนับสนุนให้มีการคิดนอกกรอบจากสิ่งที่เคยทำมาตลอด โดยรัฐอาจเริ่มจากการสร้างตัวอย่างในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละสาขาหรือแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าสาขาต่าง ๆ เช่น ท่องเที่ยว หรือเกษตร ถ้าจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มจากตรงไหน และให้ผู้ที่อยู่ในสาขานั้น ๆ ไปดูว่าตัวอย่างไหนเหมาะสมกับบริบทของตนเองเพื่อนำไปสู่การปรับใช้

ดร.กรรณิการ์ระบุถึงความเป็นไปได้ในบรรลุถึงคำมั่นของไทยว่าจะถึงเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2065 ว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความหวัง เพราะตอนนี้มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอน

ดังนั้นมีหนทางให้ไทยนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไปในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่อีกด้านหนึ่งที่จำเป็นต้องขับเคลื่อน คือเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ว่ารอให้เหตุการณ์รุนแรงไปมากกว่านี้แล้วจะสายเกินไป ดังนั้นรัฐต้องบาลานซ์ 2 ด้าน ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับการปรับตัวที่ต้องทำควบคู่กันไป และภาครัฐควรเชื่อมต่อตัวผู้ประกอบการในการที่จะมาทำเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอจัดงานสัมมนานโยบายสาธารณะประจำปีของทีดีอาร์ไอปรับประเทศไทย… ไปสู่เศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ วันที่ 31 ตุลาคม 2566 โดยผู้สนใจรับฟังเนื้อหาผ่าน Online สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_huDXTbC9RQKiYGqo-SKSgA

หมายเหตุ : สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ ดร.กรรณิการ์ เรื่อง “แก้โจทย์ Climate Change ให้โลกอยู่ได้ คนอยู่รอด” ฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ https://tdri.or.th/2023/10/interview-climate-change/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...