โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[รามเกียรติ์] จากความปรารถนา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 พ.ค. 2567 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 04.35 น. • เงาลดา
'อัญมณีแห่งความปรารถนาจะทำให้ผู้มีปรารถนาสมหวัง' ตำนานนี้เล่าต่อๆ กันมาในหมู่แม่มดวัยเยาว์ ไพลินเชื่อตำนานนั้นเลยพยายามตามหามัน แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอคิดว่าเพชรต้องสาปคืออัญมณีที่ตามหา

ข้อมูลเบื้องต้น

"ฉันปรารถนาความสุข"
ไพลินเอ่ยคำปรารถนาซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับอัญมณีมากมายที่ขโมยมาได้ และทุกครั้ง มันก็จะจบลงเหมือนเดิม เธอถอนหายใจ และเอาสิ่งล้ำค่าที่กลายเป็นเพียงของไม่มีประโยชน์ไปคืนเจ้าของ
Midnight…เป็นชื่อจอมโจรแห่งรัตติกาล คอยจ้องขโมยอัญมณีล้ำค่า เขามักส่งสาส์นเตือนก่อนเสมอ และแม้จะมีการวางกำลังป้องกันไว้อย่างหนาแน่น แต่เมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเที่ยงคืน อัญมณีที่ถูกเล็งไว้จะหายไป ทว่าสุดท้ายมันก็จะกลับคืนสู่เจ้าของ ไม่มีใครรู้ว่ามิดไนท์ทำไปเพื่ออะไร และไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว…มิดไนท์เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบเจ็ดปีคนหนึ่ง เด็กสาวผู้เฝ้าอธิษฐานขอความสุขจากสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นอัญมณีแห่งความปรารถนา.
.
.
.
.
.
.ไพลินรู้ว่าสิ่งที่เธอทำมันบ้ามาก แม้จะเป็นแม่มด แต่เรื่องอัญมณีแห่งความปรารถนามันก็ดูเพ้อเจ้อสุดๆ เหล่าผู้เพ้อฝันเล่าเรื่องมันอย่างตื่นเต้น เหล่าผู้ไม่เชื่อก็ฟังอย่างเบื่อหน่าย บางคนถึงขั้นหัวเราะเยาะ เธอเหมือนจะอยู่ในกลุ่มที่ฟังเรื่องของมันอย่างเบื่อหน่าย แต่ความจริงแล้วกลับพยายามตามหา ด้วยการไล่โจรกรรมอัญมณีมากมาย แหม การเล่นไล่จับซ่อนแอบกับมนุษย์มันน่าสนุกจะตาย ตื่นเต้นดีออก และถ้าถามว่าทำไมถึงต้องทำตัวเป็นโจร ขโมยของแล้วเอาไปคืนที่เสมอ…'เพราะฉันมีไอดอลเป็นท่านคิดยังไงล่า!' ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกเบียวไหม แต่กาวแน่นอนอะแฮ่ม! อัญมณีชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ขโมยมาได้ ไม่มีชิ้นไหนที่ทำให้เธอสมหวัง จนกระทั่งวันหนึ่ง บางอย่างดลใจให้โจรสาวสนใจเพชรโฮป อัญมณีต้องสาปในตำนาน มีเรื่องเล่ามากมาย ถึงจุดจบแสนน่ากลัวของผู้ที่พยายามครอบครองมันแต่…เธอคิดว่าบางทีอาจเป็นชิ้นนี้ โฮป(Hope) ก็แปลว่าความหวังหรือความปรารถนาอยู่แล้วนี่ อาจจะใช่ก็ได้เพราะมั่นใจมากว่าใช่ คราวนี้เธอไม่ส่งสาส์นเตือนเหมือนที่ผ่านมา การลอบเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ช่างง่ายดาย ในเวลาเที่ยงคืนตรง เพชรโฮปตกมาอยูุ่ในมือจอมโจรมิดไนท์"ฉันปรารถนาความสุข" เด็กสาวกระซิบความต้องการอีกครั้ง แสงสว่างเจิดจ้าเรืองรองออกมาจากเพชรโฮป ไพลินยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง เธอหลับตาเพราะแสงที่จ้าเกินไป และเมื่อลืมตาขึ้นมาใหม่ ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเรือลำน้อย ลอยกลางท้องทะเลแสนอ้างว้าง กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเดี๋ยวนะ….นิยายเรื่องนี้จัดทำขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาหลบหลู่ดูหมิ่นผู้ใด เนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ อ้างอิงจากรามเกียรติ์ แต่อาจมีการบิดเบือนไปตามจินตนาการของผู้แต่ง หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะBy เงาลดา

อัญมณีแห่งความปรารถนา

สำหรับจอมโจรมิดไนท์ การเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยมช่างง่ายดาย ถึงเดินเข้าออกสักสิบรอบ ก็ไม่มีใครจับได้ด้วยซ้ำ

เคลื่อนไหวดุจภูตผี แฝงอยู่ในเงาแห่งรัตติกาล ยากจะตามจับ ยากจะเห็นตัว นั่นคือจุดเด่นของเธอ

แน่นอนว่าความสามารถนี้สร้างความปวดหัวให้เจ้าหน้าที่ทุกคน อนึ่งก็สร้างความฉงนสงสัยด้วย พวกเขาอยากรู้เหลือเกิน มิดไนท์ใช้วิธีไหนหลบหลีกระบบรักษาความปลอดภัยทุกรูปแบบ จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่เงาของโจรแสบ ไม่ว่าจะพยายามยังไง สุดท้ายก็จะได้เห็นเพียงการ์ดประกาศตัวตน

อา…เคล็ดลับการโจรกรรมของมิดไนท์หรือ? ก็ใช้เล่ห์กลผสมเวทมนตร์นิดหน่อย ก็แหม เธอไม่ได้เก่งกาจ หรือเป็นอัจฉริยะอย่างจอมโจรใต้แสงจันทร์นี่นา ในเมื่อเป็นแม่มด ก็ขอใช้ความสามารถส่วนตัวหน่อยเถอะ

“หึ” ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้ม แทบเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ไหว ไพลินค่อย ๆ ประคองเพชรสีน้ำเงินเข้มออกมา หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ เลือดลมภายในสูบฉีดกว่าทุกครั้งที่ได้โจรกรรม ดวงตาวาววับจดจ้องอัญมณีซึ่งมีตำนานว่าต้องสาป หากใครได้ครอบครองย่อมมีอันเป็นไปทุกราย แต่วันนี้จอมโจรมิดไนท์ได้ท้าทายอำนาจของมัน เพราะเธอกำลังคาดหวัง ว่าเพชรโฮปจะเป็นสิ่งที่ตามหา

อัญมณีแห่งความปรารถนา คือชื่อเรียกอัญมณีแห่งมนตรา ซึ่งจะดลบันดาลให้ผู้ที่อธิษฐานต่อมันสมหวัง

อา…แค่จับก็รับรู้ได้ถึงพลังอันเต็มเปี่ยม นี่แหละ ใช่แน่ ๆ สิ่งที่ตามหามาตลอด

ไพลินไม่เสียเวลาพาเพชรโฮปออกไปเหมือนอัญมณีชิ้นก่อนหน้า เธอยืนกล่าวคำอธิษฐานมันตรงนี้เลย “ฉันปรารถนาความสุข”

นี่คือถ้อยคำที่เอ่ยเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง นับตั้งแต่เริ่มออกขโมยอัญมณี หลังได้ยินตำนานจากแม่มดสาววัยใกล้กัน ว่ามีอัญมณีชิ้นหนึ่งสามารถทำให้สมปรารถนาได้

ขอแค่นี้…เธอขอแค่ความสุข แม้ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหน แต่มันอาจจะทำให้เธอหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ หลุดจากชีวิตที่น่าเบื่อ หลุดจากครอบครัวที่น่าอึดอัด หลุดจากแม่ที่เย็นชา พ่อที่ไม่เคยสนใจไยดี พี่ชายพี่สาวที่เหมือนคนแปลกหน้า และภาระหน้าที่ที่จองจำอิสรภาพ ไม่สามารถไปไหนได้ตามใจต้องการ
“ได้โปรด…”

มีเพียงความเงียบงันที่ตอบกลับ ไพลินเกือบจะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง แต่แล้ว! เพชรโฮปก็เรืองแสงสว่าง กลิ่นอายเวทมนตร์รุนแรงจนสัมผัสได้ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตเบิกกว้าง แววข้างในเปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอผลิยิ้ม และจำต้องหลับตาหลบแสงที่สว่างเกินไป

สำเร็จ…สำเร็จแล้วใช่ไหม

เธอกำลังจะได้สิ่งที่ปรารถนา

ใช่ไหม?

“……..”

เงียบ…ไม่สิ ทำไมเธอถึงได้ยินเสียงคลื่น แถมพื้นที่เหยียบก็โคลงเคลงแปลก ๆ กลิ่นเค็ม ๆ สายลมโชยอ่อน และเสียงนกนี่มันอะไร?

เด็กสาวลืมตาพรึบ เธอนิ่งค้าง สมองหยุดทำงานไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพยายามประมวลผล

เธอยังคงนิ่งงัน เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือท้องทะเลกว้างใหญ่ แสงแดดอันสดใสส่องลงมากระทบผืนน้ำ จนเกิดประกายระยิบระยับสวยงาม คลื่นเล็ก ๆ ม้วนตัวจนเรือลำน้อยโคลงเคลง นกนางนวลบินโฉบผ่านหน้าไปจับปลาตัวโตขึ้นมาอวด

“???” หันซ้ายหันขวา ก่อนเหลียวไปมองข้างหลัง ถ้าเป็นอนิเมะ ตอนนี้เครื่องหมายปรัศนีคงขึ้นเต็มหัวเธอแล้ว

ไพลินก้มมองเพชรโฮปที่ยังอยู่ในมือ มันสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ทั้งตัวของมันและเพชรงามที่ล้อมกรอบ ดูสวยงามมากทีเดียว ไม่สิ! ไม่ใช่เวลาชื่นชมมัน

อย่าบอกนะว่าเพชรต้องสาปมันพาเธอวาร์ปมาที่นี่? แล้วที่นี่มันที่ไหนวะ!

“!!!” ไพลินใจหายวาบ เมื่อเรือเอียงกะทันหัน ใครบางคนจับขอบมันแล้วน้าวหน่วง คงตั้งใจจะปีนขึ้นมา

เขาเงยหน้ามองเธออย่างตกใจ เธอเองก็ตกใจ แต่ไม่ใช่เพราะเขา

“Holy…” เพชรโฮปเจ้ากรรมกระเด็นออกจากมือ ลอยละลิ่วตกจ๋อมลงทะเล ไวกว่าความคิด เจ้าของร่างปราดเปรียวรีบกระโจนตามลงไป

ถึงจะยังไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง แต่ไพลินสัมผัสได้ว่าถ้าเพชรบ้านั่นหายไป เธอฉิบหายแน่นอน

รองเท้าผ้าใบทำให้ว่ายน้ำไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนหรอก น้ำทะเลที่นี่ใสมากทีเดียว แต่เธอกลับหาเพชรโฮปไม่เจอสักที สุดท้ายอากาศก็ใกล้หมด จึงต้องขึ้นไปหายใจก่อน

“เจ้า!” เจ้าของเสียงห้าวดูตกใจ สงสัยและคล้ายจะเป็นห่วง แต่ดูเหมือนความสงสัยจะมีมากกว่า ถึงได้รัวคำถามเป็นชุด “เจ้าเป็นผู้ใด มาอยู่บนเรือข้าไย แล้วนี่ทำกระไร!”

“ไม่รู้! ช่วยหาเพชรหน่อย” ตอนนี้เธอไม่มีสตินักหรอก ไม่มีกระจิตกระใจคุยกับเขาด้วย ใจร่ำ ๆ แต่จะลงไปหาเพชร

“กระไรหนา?!” อีกฝ่ายงง

“เพชรอะเพชร! มันตกลงไปในทะเล!” ว่าแล้วก็ดำลงไปอีกครั้ง ที่จริงเมื่อกี้แค่เผลอขอความช่วยเหลือไป แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะดำลงมาช่วยหาจริง ๆ

แถมเจอด้วย!

“กรี๊ด!” เด็กสาวกรีดร้องอย่างดีใจ แทบจะพุ่งเข้าไปกอดคนช่วย ทว่าก็ยั้งตัวเองไว้ และหยิบมาเฉพาะเพชร “ขอบใจนะ” กล่าวเสียงใส รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

“อ่า…” นิลราชพยักหน้า ดวงตาเบิกค้าง ไม่รู้ว่าควรจะงงหรือตะลึงก่อนดี เมื่อเห็นโฉมหน้าของเด็กสาวชัด ๆ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลช่างเปล่งประกาย จมูกเล็กเชิดรั้น ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงระเรื่อน่าสัมผัส ผิวพรรณผุดผาดเนียนละเอียด แก้มใสเจือสีเลือดฝาด ยิ่งเปียกน้ำ ผิวยิ่งดูเต่งตึงชุ่มฉ่ำ ผมสีดำขลับเปียกลู่แนบตัว แต่ที่เด่นสะดุดตา คือผมที่ตัดสั้นปิดหน้าผาก แถมฝั่งซ้ายบางส่วนยังเป็นสีน้ำเงินอีก

เหนือสิ่งอื่นใด รอยยิ้มสดใสกระแทกใจอย่างจัง

บัดนั้น นิลราชอวตารพระสมุทร
เห็นโฉมไพลินนงนุช แทบหยุดหายใจทันที
วงพักตร์ผ่องแผ้วเพียงจันทรา งามดั่งนางฟ้าในราศี
ผิวพรรณงามสง่าทั้งอินทรีย์ ขุนกระบี่มองไว้ไม่วางตาฯ
ฯ ๔ คำ ฯ

“?” ไพลินเองก็มองสำรวจคนตรงหน้าเช่นกัน เขาเป็นชายอายุราว ๆ ยี่สิบ ผิวเป็นสีเข้มคร้ามแดด ผมสีเขียวมิ้นท์เปียกลู่แนบหน้าคมสัน

“แม่หญิง…”

เด็กสาวอ้าปาก กำลังจะถามเขาว่าที่นี่ที่ไหน แต่อยู่ ๆ ฟ้าก็มืดลงฉับพลัน เสียงหวีดร้องแหลมสูงดังขึ้นเหนือหัว เมื่อเงยหน้ามอง ก็พบว่าสาเหตุที่ฟ้ามืด คือนกยักษ์ขนาดใหญ่ตัวเกือบเท่ารถบรรทุก

รถบรรทุก…..ไพลินเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว มันก็บินลงมาโฉบเอาตัวเธอขึ้นไป ขยับปีกสามสี่ทีก็บินสูงถึงเมฆ

“…….” จอมโจรสาวยังคงนิ่งด้วยความช็อก ก่อนจะได้สติเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของหนุ่มผมเขียวมิ้นท์ และเมื่อก้มมองก็เห็นว่าเขากำลังเหาะตามมา ไพลินเบิกตากว้างจนไม่รู้จะกว้างกว่านี้ยังไงไหว แล้วเธอก็อ้าปากค้าง เมื่อเห็นนกยักษ์อีกตัวพุ่งใส่เขา ทั้งสองเข้าโรมรันกัน ไม่รู้ว่าพี่ชายคนนั้นเอาอาวุธออกมาจากไหน

ขณะที่ฝั่งนั้นสู้กัน นกยักษ์ฝั่งนี้ก็พาเธอบินหนีออกมา แถมยังบินเร็วมาก จนมองไม่เห็นทั้งสองแล้ว

ไพลินพยายามตั้งสติ เธอก้มมองข้างล่าง ซึ่งเป็นป่ากว้างใหญ่เขียวชอุ่ม ตอนนี้เธออยู่สูงมาก หากตกลงไปคงซี้แหงแก๋ ถึงจะเป็นแม่มด แต่เธอบินไม่ได้หรอกนะ ต้องเสกคาถาลอยใส่สิ่งของก่อน ถึงจะนั่งมันแล้วให้พาบินได้

โจรสาวไตร่ตรองหาวิธีหนี เจ้านกนี่คงเป็นสัตว์กินเนื้อถึงได้มาโฉบเอาคน เธอคงต้องรอให้มันบินลงต่ำ แล้วเสี่ยงดิ้นจนหลุดจากกรงเล็บ แต่ถ้ามันไม่บินลงไป ก็ต้องรอจนถึงรังมันแล้วค่อยหนี ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยก็เถอะ

‘เอาวะ แค่นี้เอง มิดไนท์หนีได้สบายอยู่แล้ว!’ กำหมัดเรียกกำลังใจตัวเอง ก่อนจะมองเพชรโฮปที่ยังอยู่ในมือ

หรือจะเป็นเพราะมัน เธอถึงเจอเรื่องประหลาดแบบนี้

เด็กสาวชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องแหลมสูงมาแต่ไกล เมื่อหันไปมองก็เจอนกตัวใหญ่สีเขียวโดดเด่น มันบินมาทางนี้ และนกยักษ์ที่จับตัวเธออยู่ก็รีบบินหลบไปอีกทาง

“อะไรอี๊ก!!”

นกสองตัวบินไล่ล่ากัน โดยมีเด็กสาวดวงซวยหัวสั่นอยู่ในกรงเล็บนก และเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพชรเจ้ากรรมดันลื่นตกลงไปข้างล่าง ซึ่งเป็นเมืองแห่งหนึ่ง

“แม่งเอ๊ย!!”

มันจะอะไรกันนักกันหนาวะ!!

นกยักษ์ตัวร้ายหยุดชะงัก เมื่อถูกนกอีกตัวบินดักหน้าได้สำเร็จ

“เหวยวายุราช! นั่นเอ็งคิดจักฉุดชิงมนุษย์น้อยผู้นั้นไปไหน!”

“!!” ไพลินอ้าปากค้าง ลืมเรื่องเพชรโฮปไปชั่วขณะเมื่อเจอนกพูดได้ ยัง ยังไม่พอ เพราะนกยักษ์ที่จับเธอมาก็…

“หาใช่กงการของเอ็ง สดายุ!”

โอ้วชิท…อีหยังวะนี่

“ส่งนางมา!” นกขนสีเขียวนามว่าสดายุพูดเสียงเข้ม ดวงตาเรียวรีหรี่ลงอย่างอันตราย “เอ็งจักมารุกล้ำเขตแดนข้า แล้วเอาคนไปกินเยี่ยงนี้มิได้!”

“ฮ่า! กินรึ? ใครจักกินให้เสียของหวา งาม ๆ เยี่ยงนี้…” วายุราชลากเสียง แล้วหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ

ไพลินขนลุกเกรียว เข้าใจความหมายอย่างรวดเร็ว ไอ้นกบ้า ไอ้นกสัปดน ไอ้นกโรคจิต แกจะมามีอารมณ์กับมนุษย์ไม่ได้!

เธอไม่รอช้า ส่งเอสโอเอสให้สดายุทันที “ช่วยด้วย!”

“ปล่อยนาง!”

เมื่อนั้น พญาสดายุปักษี
โผบินโถมเข้าจิกตี สำแดงฤทธีชาญฉกรรจ์
ปากจิกปีกตบตะครุบคอ เลี้ยวล่อต่อสู้ดั่งจักรผัน
ฤทธิรุทธขุนนกดุจไฟกัลป์ เข้าไล่พัลวันกับศัตรูฯ
ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น วายุราชอุตส่าห์แข็งสู้
คอยระวังด้วยยอดพธู ยังอยู่ในหัตถ์สกุณา
สู้ไปเลี้ยวหลบถอยหนี ถ้อยทีถ้อยสู้ยากหนักหนา
บินหนีสดายุก็ตามมา ให้รำคาญวิญญาณ์เหลือทนฯ
ฯ ๔ คำ ฯ

ไพลินลุ้นจนตัวโก่ง ทั้งลุ้นให้สดายุชนะ ทั้งลุ้นว่าเขาจะไม่จิกพลาดมาโดนเธอ และในที่สุด พญานกตัวเขียวก็เป็นฝ่ายกำชัย จิกตาวายุราชจนกรีดร้องเสียงแหลม คลายกรงมือปล่อยร่างเธอลง สดายุละจากศัตรู โผบินลงมาช่วย เด็กสาวหล่นลงบนหลังขนาดใหญ่ รอดปลอดภัยอย่างหวุดหวิด

ส่วนวายุราช แม้จะตาบอดแต่ก็พยายามบินหนีไป ซึ่งก็ทุลักทุเลไม่น้อย ชะรอยจะหล่นลงไปในไม่ช้า และสดายุก็ไม่คิดจะตามไป เพราะเด็กสาวบนหลังนั้นสำคัญกว่า

พญาปักษาพาไพลินบินลงไปข้างล่าง เมื่อยืนบนพื้นอย่างมั่นคงก็ย่อตัวลงต่ำ

เด็กสาวกระโดดลงจากหลังนก แล้วหันไปค้อมหัวให้ “ขอบคุณมากค่ะ”

“มิเป็นกระไรดอกเจ้า ข้ายินดีช่วย อ้ายวายุราชมาทำเยี่ยงนี้ในอาณาเขตของข้ามันก็เหมือนหยามเกียรติ ข้ายอมมิได้ดอก” สดายุกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

เด็กสาวยิ้มให้ ก่อนจะมองเขานิ่ง…นิ่งนาน

เพชรโฮปพาเธอมาที่ไหนเนี่ย หลุดโลกสุด ๆ ไปเลย ถึงจะเป็นแม่มด แต่ไม่เคยเห็นนกยักษ์พูดได้สักครั้ง

สดายุพิศมองเด็กสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะท่องมนต์ กลายเป็นร่างจำแลงของตน ซึ่งดูเหมือนมนุษย์วัยสี่สิบกลาง ๆ หน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ผมสีเขียวเหมือนสีขน ร่างกายสูงโปร่ง ไม่หนากำยำ แต่ก็มีกล้ามเนื้อเรียงตัวสวย ผิวกายของเขาขาวสว่าง นุ่งเพียงโจงกระเบนสีเขียวเข้ม บนตัวมีเครื่องประดับทองคำและอัญมณีสวยสดงดงาม

ไพลินเลิกคิ้ว ไม่ได้ตกใจกับเรื่องนี้ เพราะเธอเองก็แปลงร่างได้ หรือว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นพ่อมด?

“ข้าชื่อสดายุ เจ้าเป็นใครมาจากไหน แม่หญิงน้อย” ถามพลางกวาดตามองเจ้าหล่อน ช่างแต่งกายประหลาดตา แถมอาภรณ์ยังเป็นสีดำอีก

เด็กสาวเห็นเขามองตัวเองด้วยสีหน้าประหลาด ก็ก้มมองบ้าง วันนี้เธอใส่เสื้อครอปรัดรูปกับมินิสเกิร์ตคลุมทับด้วยฮู้ด เรียวขาถูกซ่อนไว้ภายใต้ถุงน่องสีดำทึบ ใส่รองเท้าผ้าใบกับถุงมือ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ามาล้วนเป็นสีดำ

คงแปลกสำหรับคนที่นี่สินะ

“ข้าชื่อไพลิน” เธอพยายามพูดให้เนียนไปกับเขา

“ไพลินรึ…เจ้ามาจากที่ไหน”

“…..” เป็นคำถามที่ไม่รู้จะตอบยังไงจริง ๆ

และก็เหมือนสดายุจะรู้ เขาไม่ซักไซ้เธอ “เจ้ามีที่ที่อยากกลับไปไหม ข้าจักไปส่ง”

ดวงตากลมโตเกิดประกายวิบวับ ชี้ไปทิศที่จำได้ว่ามีเมืองอยู่ “ทางนั้นมีเมืองอยู่ ข้าอยากไปที่นั่นเจ้าค่ะ”

“เมืองที่อยู่ทางนั้น” สดายุนิ่งคิดเล็กน้อย “อ้อ เมืองชมพู”

ไพลินพยักหน้าหงึก ๆ “พาข้าไปได้ไหมเจ้าคะ”

“ได้สิ” พญาปักษายิ้มใจดี กลับคืนร่างนก และย่อตัวให้เด็กสาวปีนขึ้นไป

“ขอบคุณเจ้าค่ะ!” ไพลินปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วสดายุก็กางปีกบินทะยานขึ้นฟ้าทันที

แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกล แต่ด้วยฤทธิ์เดชพญาปักษา ครู่เดียวก็มาถึงเมืองชมพูแล้ว สดายุพาเด็กสาวร่อนลงหน้าประตูเมือง เมื่อเธอลงจากหลัง ก็จำแลงร่างเป็นมนุษย์ทันที

“ขอบพระคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ” ไพลินยกมือไหว้

“เจ้าจักทำอย่างไรต่อ มีญาติอยู่ที่นี่รึ” เขาเดาว่าเด็กสาวไม่ใช่คนเมืองชมพู

“ข้าไม่มีญาติอยู่ที่นี่ ลองเข้าไปก่อน เดี๋ยวก็คงรู้เจ้าค่ะว่าจะทำยังไงต่อ” เธอตั้งใจมาตามหาเพชรโฮป นี่คงเป็นการตามหาอัญมณีที่หยาบที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามันตกลงมาตรงส่วนไหนของเมือง มีคนเก็บไปแล้วหรือยัง ตกท่อระบายน้ำ ตกหนองตกคลองที่ไหนไหม คิด ๆ แล้วก็ถอนหายใจ แต่ยังไงก็ต้องหามันให้เจอ เพราะมันเป็นสิ่งที่พาเธอมาที่นี่ บางทีถ้าลองขอกลับบ้าน อาจจะได้…มั้งนะ

เธอคิดถูกรึเปล่าที่ตั้งความหวังไว้กับเพชรต้องสาป?

“แล้วนี่จักเข้าเมืองในสภาพนี้ฤๅ?” สดายุมองเด็กสาว นอกจากจะนุ่งห่มอาภรณ์ประหลาดแล้ว ยังเปียกปอนไปทั้งตัวอีก

“อ่า…” นั่นสินะ

“แล้วนี่มีอัฐไหม”

ไพลินส่ายหน้า

สดายุถอนหายใจ สงสัยเขาต้องช่วยแม่หนูนี่อีกหน่อย

เด็กสาวยิ้มแก้มตุ่ย ส่งสายตากึ่งอ้อนกึ่งขอบคุณผู้ช่วยเหลือ

************

สามารถติดตามและพูดคุยกับไรท์ได้ที่
https://www.facebook.com/profile.php?id=100075627591923&mibextid=ZbWKwL

ชวนอย่างนี้ ก็เสร็จโจรสิพี่

หนึ่งเดือนแล้วที่ไพลินหลุดมาโลกประหลาด มันคงเป็นมิติคู่ขนานหรืออะไรสักอย่าง นางขอให้สดายุเล่าเรื่องเมืองแถบนี้ให้ฟัง ซึ่งเขาก็เล่าละเอียดยิบ จนนางรู้ว่าตัวเองทะลุมิติเข้ามาในโลกรามเกียรติ์ ตอนแรกได้ยินชื่อเมืองชมพูก็ว่าคุ้น ๆ พอรู้ว่ากษัตริย์ชื่อท้าวมหาชมพู มหสีชื่อแก้วอุดร เมืองใกล้เคียงคือขีดขินของพญาพาลีลูกพระอินทร์ นางถึงรู้และมั่นใจมากว่าใช่แน่ ๆ

นางคุ้นชินกับการใช้ชีวิตที่นี่เรียบร้อย แม้มีหลายอย่างที่ไม่รู้ แต่การอาศัยอยู่เพียงคนเดียวก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงจอมโจรมิดไนท์ ความจริงสดายุชักชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน เขามีวิมานแสนสุขสบาย หากต้องเลี้ยงเด็กสาวคนหนึ่งก็ไม่ลำบาก

ไพลินปฏิเสธโดยอ้างว่าอยากใช้ชีวิตอิสระ และตอนนี้กำลังออกผจญภัยอยู่ แน่นอนว่าเขาไม่เห็นด้วย แต่พอเถียงกันไปมาก็พ่ายแพ้ให้เด็กสาว

นางซาบซึ้งน้ำใจพญาปักษาอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่เป็นคนแปลกหน้า แต่เขากลับอยู่ดูแลเป็นเดือน ที่สำคัญยังสอนคาถาให้ด้วย เป็นคาถาง่าย ๆ สองบท บทแรกเรียกคาถาสื่อจิตสกุณา มันทำให้นางคุยกับนกรู้เรื่อง ส่วนบทที่สองเรียกว่าจูงใจวิหค คาถานี้ใช้ควบคุมนกให้ทำตามใจตัวเอง แต่นกระดับพญาอย่างสดายุนั้นจะใช้ไม่ได้ผล

ถึงดูเป็นวิชาที่ทำอะไรไม่ได้มาก แต่สำหรับไพลินแล้วมันมีประโยชน์สุด ๆ โดยเฉพาะคาถาสื่อจิตสกุณา

เด็กสาวนั่งชันขาอยู่บนต้นไม้สูง นางยังคงอยู่ในชุดสมัยตัวเอง นั่นคือเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสีดำกับรองเท้าผ้าใบ คลุมทับด้วยฮู้ด ของเหล่านี้เกิดจากการใช้เวทมนตร์เสกใส่เสื้อผ้าที่นี่ ไพลินไม่อยากใส่ผ้าแถบ ผ้าถุง หรือโจงกระเบน เพราะมันไม่คุ้นจริง ๆ

รอบข้างของเด็กสาวเต็มไปด้วยนกน้อยใหญ่หลายสายพันธุ์ ทุกตัวกำลังรายงานสิ่งที่เด็กสาววานให้ช่วยสืบ แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีตัวไหนรู้เลยว่าตอนนี้เพชรโฮปอยู่ไหน

“เฮ้อ…” โจรสาวถึงขั้นถอนหายใจ เอนหลังพิงต้นไม้อย่างห่อเหี่ยว

อย่างที่คิด งานนี้หยาบสุด ๆ ที่ผ่านมานางเคยแต่โจรกรรมอัญมณีที่รู้แหล่งแน่นอน ก็แค่ต้องฝ่าด่านระบบรักษาความปลอดภัยเท่านั้น ส่วนเพชรที่หายากหน่อย ไล่สืบจากผู้คนไปเรื่อย เดี๋ยวเดียวก็รู้ แต่การหาเพชรที่หายไปโดยร่วงจากฟ้า และไม่รู้จุดตกแน่ชัดนั้น มันไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทรเลย

หมายตาอะไรไม่เคยหลุดมือ แต่ดันทำของในมือหล่นหาย เจ็บใจชะมัด

“ชาตินี้จะได้กลับบ้านไหมเนี่ย” นี่เหรอความสุขที่เฝ้าขอ นางไม่น่าคิดเลยว่าเพชรต้องสาปคือสิ่งที่ตามหา นอกจากจะถูกวาร์ปมาต่างโลกแล้ว ยังต้องวุ่นวายตามหามันอีก

“ไพลิน! ไพลิน!!” เสียงแหลมเล็กดังมาแต่ไกล นกกระจิบตัวกลมบินพับ ๆ มาหา มันร่อนตัวเกาะกิ่งไม้ใกล้ ๆ เด็กสาว แล้วรีบรายงานทันที “เจอแล้ว! ข้าเจอเพชรที่เจ้าให้หาแล้ว!”

ไพลินลุกพรวด ดวงตาเป็นประกายสดใส “จริงเหรอ! ที่ไหน!”

“อยู่ในพระราชวัง ท้าวมหาชมพูได้มันมาเมื่อเดือนก่อน เห็นว่าตกมาจากฟ้า ท้าวมหาชมพูเก็บไว้ในคลังพระราชสมบัติ ตอนนี้ตั้งใจจักเอาไปเป็นของกำนัลให้พญาพาลี กษัตริย์จากเมืองพันธมิตร” เพราะเป็นนก จึงบินเข้าไปในวังและแอบฟังคนคุยกันได้ ยิ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ไม่มีพิรุธ ยิ่งไม่มีใครคาดถึงว่าเป็นสายข่าวให้แม่มดสาว

“ยึดไว้ใช้เฉย!” ไพลินทำหน้ามุ่ย เก็บของได้แทนที่จะหาเจ้าของ แต่ดันเอาไว้เป็นสมบัติตัวเอง แถมยังจะเอาไปเป็นของกำนัลให้เมืองพันธมิตรเนี่ยนะ! นิสัยไม่ดีจริง ๆ…ดูเหมือนจอมโจรมิดไนท์จะลืมไปแล้วว่าตัวเองขโมยเขามา ไม่ใช่เจ้าของเพชรเสียหน่อย

“เอาเถอะ ก็แค่ขโมยมันอีกรอบ ยังไงก็ขอบใจนะ” นางยิ้มให้เหล่านกน้อยที่เหนื่อยมาเป็นอาทิตย์ ก่อนจะเอาอาหารให้เป็นรางวัล

เมื่อรู้พิกัดของเพชรเจ้าปัญหา จอมโจรมิดไนท์ก็เริ่มออกปฏิบัติการอีกครั้ง เริ่มจากหาข้อมูลและเฝ้าสังเกตการณ์เป้าหมาย ที่นี่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย ที่ต้องระวังมีแค่พวกทหารฝีมือดี แถมยังไม่ใช่มนุษย์อีก เมืองชมพูเป็นเมืองวานร ทหารของราชามีพลังเหนือธรรมชาติกันทั้งนั้น อันตรายคนละแบบกับพวกมนุษย์

ไพลินตัดสินใจว่าจะไม่บุกเข้าไปในวัง เพราะพรุ่งนี้ท้าวมหาชมพูจะเดินทางไปขีดขินแล้ว เขากับพญาพาลีสลับกันไปเยือนเมืองอีกฝ่ายอยู่เป็นนิจ ขบวนเสด็จคราวนี้มีของกำนัลขนไปด้วยมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือเพชรโฮป

ระยะห่างของสองเมืองไม่ใช่ใกล้ ๆ แถมเส้นทางยังเป็นป่าเขาลำเนาไพร มีที่ให้ดักซุ่มสะกดรอยตามเยอะแยะ และแม้ว่าทหารที่ตามคุ้มกันขบวนจะแน่นหนายังไง แต่ช่องโหว่มีมากกว่าวังแน่นอน ดังนั้นรอโจรกรรมระหว่างทางดีกว่า

และแล้วก็ถึงวันเดินทาง

ไพลินรอเวลาอย่างใจเย็น ปล่อยให้ขบวนเสด็จออกไปก่อน ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ทัพใหญ่ขนาดนี้ทิ้งรอยไว้เพียบอยู่แล้ว

เด็กสาวห้อยขาอยู่บนต้นหว้า ดวงตากลมโตจดจ้องกองทัพยาตราผ่านไป ในมือมีขนมที่เพิ่งฉกมาจากในเมือง นางเอาชิ้นสุดท้ายเข้าปาก ปัดมือเช็ดคราบมันเล็กน้อย แล้วเด็ดใบหว้ามาเสกให้เป็นไม้กวาด

ความจริงแล้วแม่มดสามารถเสกคาถาลอยได้ใส่ของทุกชนิด จะเสกใส่เก้าอี้ พรม หมอนหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่กลับนิยมไม้กวาด ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ขนาดตอนอาจารย์สอนเสกคาถา ยังสอนให้เสกใส่ไม้กวาด ไพลินก็เลยใช้ไม้กวาดอย่างเคยชิน

“เอาล่ะ!” ฉีกยิ้มอวดเขี้ยวเสน่ห์ ยกขาขึ้นขี่ไม้กวาด ก่อนจะเสกคาถาให้มันพุ่งทะยานขึ้นฟ้า

เด็กสาวยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกสดชื่นระคนตื่นเต้น นานแล้วที่ไม่ได้ขี่ไม้กวาดแบบนี้

สายลมเย็น ๆ ปะทะเข้ามาจนผมปลิวไสวไปข้างหลัง เสื้อผ้าโบกสะบัดตามแรงพัด ท้องฟ้าสดใสดูราวกับโดมยักษ์โอบล้อมโลก เบื้องล่างคือผืนป่าทัศนียภาพแปลกตา ไพลินเร่งความเร็วจนเห็นพวกมันเป็นเส้นริ้ว ทุก ๆ อย่างล้วนทำให้เลือดลมภายในกายสูบฉีด

เพราะไม่จำเป็นต้องรีบตามไปนัก แม่มดสาวจึงบินเล่นก่อน ไม้กวาดเวทมนตร์ถูกบังคับขึ้นสูงลงต่ำอย่างผาดโผน นางบินฉวัดเฉวียนหลบต้นไม้น้อยใหญ่ในป่า เจอแม่น้ำก็บินต่ำเอามือราเล่น ฝอยละอองเย็นฉ่ำกระจายโดนหน้า ปลาตัวโต ๆ กระโดดขึ้นมาด้วยความตกใจ มันเกือบจะฟาดโดนหัวไพลินแล้ว แต่นั่นก็ไม่ทำให้รอยยิ้มสนุกสนานจางหาย แถมยังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ

เพิ่งเคยได้บินเล่นอย่างอิสระแบบนี้ ที่โลกก่อนมีผู้คนเต็มไปหมด สร้างที่อยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เวลาบินก็ต้องคอยระวังไม่ให้ใครเห็น แต่ความจริงในยุคนั้น พ่อมดแม่มดไม่นิยมบินกันแล้ว เพราะมันเสี่ยงเกินไป ไพลินเองก็เคยบินแค่ไม่กี่ครั้ง ต้องบินสูง ๆ ในคืนมืด ๆ และระแวดระวังตลอดเวลา ไม่สนุกแบบนี้หรอก

การทะลุมิติมาที่นี่ก็ไม่แย่เท่าไหร่
.
.
.
.
.
ไพลินตามรอยกองทัพท้าวมหาชมพูอยู่ห่าง ๆ พยายามบินเลียบพื้น และรักษาความเร็วให้คงที่ หากไปไวเกินจะจี้ตูดกองทัพทันแล้วถูกจับได้เอา นางรอเวลาที่พวกเขาหยุดพัก ตอนนั้นค่อยเข้าไปซุ่มสังเกตการณ์ ประเมินรูปแบบการรักษาความปลอดภัยและความแน่นหนา จากนั้นค่อยคิดแผนอีกทีว่าจะเข้าไปขโมยเพชรโฮปยังไง

เมื่อพระอาทิตย์ตรงหัว เวลาที่ไพลินรอคอยก็มาถึง กองทัพหยุดพักเพื่อกินอาหาร นางที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วก็ร่อนลงไม่ใกล้ไม่ไกล ใช้คาถาแปลงร่างเป็นแมวดำตัวกระจ้อย เดินลัดเลาะเข้าไปหากองทัพ

นางหาต้นไม้เหมาะ ๆ แล้วปีนอย่างคล่องแคล่ว สอดส่ายสายตาสังเกตการณ์อย่างใจเย็น นกตัวหนึ่งบอกว่าจากเมืองชมพูถึงขีดขิน ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยสองอาทิตย์ ดังนั้นยังพอมีเวลาอยู่

จากที่ดู จะมีสองจุดที่มีทหารคุ้มกันเป็นพิเศษ จุดหนึ่งเห็นได้ชัดว่าคือที่พักของท้าวมหาชมพู เพราะเป็นการแวะพักชั่วคราว พลับพลาที่สร้างขึ้นจึงเป็นแบบง่าย ๆ ไม่มีการล้อมผนังสี่ด้าน ส่วนอีกจุดคือรถขนของล้ำค่าทั้งหลาย มีทหารยืนเฝ้าผลัดเปลี่ยนเวรกันทั้งสองจุด แถมยังมีการเดินตรวจตราด้วย การฝ่าด่านพวกเดินตรวจนั้นไม่ยาก ที่ต้องระวังคือพวกยืนเฝ้า

ไพลินหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด ‘จับตาดูอีกหน่อยดีกว่า’

จอมโจรสาวยังคงสะกดรอยตามกองทัพวานรไปเรื่อย ๆ วันแรกนางเฝ้าจับตามองอยู่ภายนอก พอวันที่สอง เมื่อพวกเขาหยุดพักตอนกลางคืน นางก็แปลงร่างเป็นแมวดำเดินเข้าไปสำรวจลู่ทางภายใน

เมื่อหยุดพักกันตอนกลางคืน ของกำนัลจะถูกเอาไปเก็บไว้ในกระโจมที่สร้างขึ้น มีทหารคอยเฝ้าหน้าหลัง แต่ไม่ยากเกินความสามารถของแมวดำ เข้าวันที่สาม ไพลินก็ลองลอบเข้าไปดู มันผ่านไปได้อย่างราบรื่น ทว่านางยังไม่ลงมือขโมยสร้อยออกมา

ต้องไปเตรียมการบางอย่างก่อน

แมวดำออกห่างจากชาววานรมาเรื่อย ๆ เดินสำรวจหาจุดที่ไม่สะดุดตา มีที่ให้หลบซ่อนและทางหนีเหมาะ ๆ เมื่อเจอก็คืนร่างจริง

ไพลินเสกให้กิ่งไม้เป็นไม้กวาดทางมะพร้าว แล้วกวาดใบไม้แห้งกรอบออกไป ให้มีที่ว่างประมาณหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเขียนวงเวทย์พร้อมท่องคาถา นี่คือการมาร์คจุดเทเลพอร์ต พ่อมดแม่มดสามารถหายตัวได้ แต่ต้องเขียนวงเวทย์กำหนดจุดลงไว้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสุ่มลง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก ๆ มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เคยมีพ่อมดหายตัวโดยไม่มาร์คจุด ทำให้ไปโผล่อยู่ในเตาอบที่กำลังทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนจึงรู้ดีว่าการหายตัวโดยไม่มาร์คจุด เป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย

“เสร็จ!” ไพลินจบขั้นตอนด้วยการกวาดใบไม้มาปิดวงเวทย์ไว้ จะได้ไม่สะดุดตาเกินไป มันจะอยู่ได้เจ็ดสิบสองชั่วโมง ดังนั้นมีเวลาเกือบสามวันในการตามไปเอาเพชรโฮปคืน ซึ่งนางจะรอจนใกล้ครบเวลา ตอนนั้นขบวนเสด็จของท้าวมหาชมพูคงไปไกลจากที่นี่มากแล้ว เผื่อพวกเขาไหวตัวทันตอนนางลงมือ วาร์ปกลับมาที่นี่ก็จะมีเวลาให้หนีเพิ่ม พวกเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางหายไปไหน หรือถึงรู้ กว่าจะมาที่นี่ นางก็หายจ้อยแล้ว

จอมโจรมิดไนท์น่ะ เชี่ยวชาญเรื่องการหลบหนีนะ ช้าเพียงห้านาทีรับรองหาไม่เจอ ไม่อย่างนั้นจะได้ฉายาเล่น ๆ ว่าภูตผีเหรอ

เมื่อแผนการตระเตรียมเรียบร้อย ไพลินก็ชิล สะกดรอยตามพวกวานรไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกเบื่อผลไม้และปลาย่างที่กินมาตลอดทาง ดวงตากลมโตหรี่มองอาหารชวนน้ำลายสอที่ถูกลำเลียงไปให้พญาวานร ถึงอยู่ไกลจนไม่ได้กลิ่น แต่ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่าหอมมาก นางหันไปมองอีกทาง

“ตรงนั้นเป็นครัวสินะ” กระตุกยิ้มมุมปาก โยนพวงลิ้นจี่ทิ้งอย่างไม่ไยดี ร่างปราดเปรียวกลายเป็นแมวดำอีกครั้ง ปฏิบัติการลอบเข้าค่ายพญาวานรเริ่มขึ้น คราวนี้สิ่งที่จอมโจรหมายตาไม่ใช่ของมีค่า แต่เป็นอาหารเลิศรส

แน่นอนว่าการลอบเข้าห้องครัวไม่ได้ยากเลย ที่นี่ไม่มีทหารเฝ้าด้วยซ้ำ ดวงตาไพลินเป็นประกายวิบวับเมื่อได้กลิ่นหอมหวน นางเดินลัดเลาะสำรวจครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกจานที่สีสันน่ากินที่สุด ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร แต่อร่อยดี

“หยุดบัดเดี๋ยวนี้ แมวชั่ว!”

แมวขโมยสะดุ้งโหยง กระโดดหลบไม้ได้แบบหวุดหวิด ทำให้ถ้วยชามรับเคราะห์แทน มันแตกกระจาย อาหารหกเลอะพื้นระเนระนาด

นางวานรคนนั้นไม่ยอมรามือ ไล่ตีแมวดำอย่างบ้าคลั่ง ปากก็สบถด่าไปเรื่อย ซึ่งคนถูกไล่ตีก็สบถเหมือนกัน

แม่ง…หลบสายตาทหารได้ตั้งนาน มาถูกแม่ครัวจับได้เนี่ยนะ เพราะความตะกละแท้ ๆ!

“ไสหัวไป! แมวอัปมงคล!”

‘อัปมงคลบ้านเธอสิ’ หากอยู่ในร่างจริง ไพลินจะแลบลิ้นใส่ยัยนี่ หลังจากวิ่งวนในครัวมาสี่รอบ นางก็พุ่งตัวออกไปข้างนอก แต่แล้วก็ต้องหยุดจนตัวโก่งเมื่อมีคนยืนดักหน้า ร่างกายสูงใหญ่บังแสงจนมิด เกิดเงาทะมึนพาดผ่านร่างแมวตัวกระจ้อย นางวานรที่วิ่งตามมาทรุดตัวหมอบกราบแทบไม่ทัน

ไพลินเงยขึ้นมองจนคอตั้ง นางค่อย ๆ ถอยหลังก่อนจะดีดดิ้นเมื่อถูกอุ้มแนบอก กำลังจะข่วนมือใหญ่อยู่แล้วแต่ก็ชะงัก เมื่อถูกลูบหัวด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน เมื่อถูกอุ้มแบบนี้ ไพลินก็เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดขึ้น เขาเป็นชายหนุ่มผิวแทนเข้มหน้าตาหล่อร้าย ดวงตาสีอำพันคู่นั้น แค่หรี่ลงก็ให้ความรู้สึกอันตราย ผมสีดำขลับเช่นเดียวกับหางที่กำลังเคลื่อนไหวอ้อยอิ่ง

‘นิลพัท!’ แน่นอนว่านางรู้จักเขา แอบจับตามองกองทัพมาตั้งนาน ความจริงลิงสีดำของเมืองชมพูก็มีแค่ลูกพระกาฬตัวนี้เท่านั้นแหละ

“เอะอะกระไร” วานรหนุ่มถามเสียงเรียบ

“ข ขอพระราชทานอภัยเพคะ เจ้าแมวอัปมงคลนี่เข้ามาขโมยอาหาร หม่อมฉันจึง…”

“อัปมงคล?” นิลพัทหรี่ตาเล็กน้อย แต่แค่นั้นก็น่ากลัวจนคนถูกมองสั่นระริกแล้ว “เพราะเป็นสีดำรึ” น้ำเสียงของเขาช่างเรียบนิ่ง แต่กลับสร้างความกดดันมหาศาล

“ค คือว่า…” นางตัวสั่น

นิลพัทมองนางอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมาโดยไม่พูดอะไร สร้างความโล่งอกให้นางวานรผู้นั้นอย่างยิ่งยวด

ไพลินถูกนิลพัทอุ้มเข้ามาในพลับพลาของเขา นางมองสำรวจตามนิสัย ที่นี่ตกแต่งเรียบ ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความหรูหรา เป็นที่พักชั่วคราวแท้ ๆ แต่ดูสะดวกสบายเหลือเกิน แน่ล่ะ นิลพัทอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของท้าวมหาชมพู ก็เจ้าชายดี ๆ นี่เอง

เด็กสาวเงยหน้ามองคนที่วางนางลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน ส่วนเขาก็นั่งเอนหลังข้างกัน นางเอียงหัวกลม ๆ มองเขา ดวงตาแป๋ว ๆ ที่จ้องไปคงมีอานุภาพมากทีเดียว วานรหนุ่มถึงยิ้มเอ็นดู แววตาอ่อนลง เขายกมือขึ้นลูบหัวเบา ๆ

“มาจากไหนกันเจ้า” นิลพัทมองแมวดำอย่างพินิจ ดูไม่เหมือนแมวป่าเลย ขนสะอาดสะอ้านไร้กลิ่นสาบ แถมสีตายังแปลกอีก เขาไม่เคยเห็นแมวดำตาสีน้ำตาลมาก่อน “เจ็บตรงไหนฤๅไม่ โดนตีหรือเปล่า”

ไพลินเชิดหน้า ร้องตอบอย่างโอ้อวด ‘ฝีมือแค่นั้นตีจอมโจรมิดไนท์ไม่ทันหรอก’

นิลพัทหัวเราะเบา ๆ ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือขำท่าทางแมวเหมียว มือแกร่งยกขึ้นลูบหัวเกาคางให้ ดวงตาสีอำพันทอดอ่อนลง ดูลุ่มลึกแปลก ๆ “มิต้องไปสนใจสิ่งที่นางวิเสทคนนั้นพูดดอก เจ้ามิใช่ตัวอัปมงคล สีดำก็แค่สีสีหนึ่ง…”

พอพูดเรื่องสีดำ ไพลินรู้สึกว่าเขาไม่ได้หมายถึงแค่นาง…จะว่าไปแล้ว เขาเป็นลิงดำนี่นา หรือว่าก็มีปัญหาเรื่องความเชื่อไร้สาระเหมือนกัน

นิลพัทชะงัก เมื่อแมวน้อยยกขาหน้าขึ้นแตะ ไม่รู้ว่าทำไปอย่างนั้นหรือตั้งใจปลอบ แต่เขาก็ยิ้ม

เขาเป็นบุตรพระกาฬ ก็เลยเกิดมามีสีดำ ซึ่งเป็นสีที่คนเชื่อว่าเป็นสีแห่งโชคร้าย สีแห่งความโศกเศร้าอัปมงคล ยิ่งมีพ่อเป็นเทพแห่งความตาย ตอนที่มาอยู่เมืองชมพูแรก ๆ จึงมีข่าวลือไม่สู้ดีนัก มีหลายคนที่หวาดกลัวเขา กลัวว่าจะนำพาโชคร้ายมาสู่นคร ถึงเขาจะพิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แถมยังเป็นที่ยอมรับ แต่ปมเรื่องสีดำก็ยังติดอยู่ในใจเสมอ

เพราะเกิดมาเป็นสีดำ เขาจึงรู้ว่าการถูกหวาดกลัวเพียงเพราะรูปลักษณ์เช่นนี้มันเจ็บปวดแค่ไหน เขาไม่เชื่อเรื่องแมวดำเป็นโชคร้าย ดังนั้นจึงช่วยแมวน้อยตัวนี้มา

“ไปกับเราไหม” วานรหนุ่มเอ่ยถาม

ไพลินครุ่นคิดอยู่อึดใจ ถ้าไปกับเขาก็แสดงว่าไม่ต้องคอยขี่ไม้กวาดตาม ไม่ต้องระวังคนเจอตัวด้วย และจะได้กินอาหารอร่อย ๆ อีก…สบายดีนี่นา

“เมี้ยว~” นางร้องเสียงใส ทำหน้าตาน่ารักน่าชัง เรียกความเอ็นดูจากวานรหนุ่ม

“เด็กดี” เขายกมือขึ้นลูบหัว

องค์ยุพราชรับโจรเข้าขบวนเสด็จเสียแล้ว

************

ไพลิน : เสร็จโจร

สามารถติดตามและพูดคุยกับไรท์ได้ที่

https://www.facebook.com/profile.php?id=100075627591923&mibextid=ZbWKwL

เจ้ากรรมนายเวรคงเป็นนก

คิดถูกจริง ๆ ที่อยู่กับนิลพัท แมวเหมียวไพลินนอนหลับอุตุอยู่บนกองหมอนนุ่ม ๆ ผ้าห่มอุ่น ๆ ในพลับพลาองค์ยุพราช ส่วนตัวเจ้าของพลับพลานั้นออกไปข้างนอก คงไปเข้าเฝ้าท้าวมหาชมพูนั่นแหละ ซึ่งไพลินก็ไม่คิดจะสนใจนัก

จากนี้นางไม่ต้องทำอะไรนอกจากรอเวลา ให้เหลือสักหนึ่งชั่วโมงก่อนวงเวทย์หมดอายุ แล้วค่อยลงมือขโมยเพชรโฮป ส่วนระหว่างนี้ขอนั่ง ๆ นอน ๆ ต๊ะต่อนยอนในขบวนเสด็จแล้วกัน

เวลาผ่านไปไม่นาน นิลพัทก็กลับมา กลิ่นหอมของอาหารลอยเตะจมูกแมวขี้เซา ซึ่งผงกหัวขึ้นมองทันที แม้จะยังงัวเงียอยู่

วานรหนุ่มมาพร้อมกับถ้วยอาหาร เขาวางมันไว้บนตั่ง แล้วอุ้มแมวดำไปวางหน้าถ้วย นิ้วแกร่งเกาหัวเล็กน้อย “กินเสีย หิวมากใช่ฤๅไม่”

“……” ไพลินมองของในถ้วยอย่างหดหู่ มันคือไก่ฉีกต้มสุก เอากระดูกออกพร้อม สะอาดดีแต่ไม่มีการปรุงอะไรทั้งนั้น…ก็เอามาให้แมวนี่เนอะ หมดกันความหวังเรื่องอาหารอันโอชะ ต่างอะไรจากการกินปลาย่างเอ่ย

“มิชอบฤๅวิฬาร์?” เห็นแมวก้มมองถ้วยนิ่ง ๆ ไม่ยอมกินสักทีก็เลยถาม

และใช่ วิฬาร์คือชื่อที่เขาตั้งให้แมวดำ ช่างไร้รสนิยมในการตั้งชื่อสัตว์ แต่ก็ยังดีกว่าให้ชื่อดำหรืออะไรเทือก ๆ นั้นน่ะนะ ไพลินส่งเสียงอย่างปลงตก ปลงทั้งเรื่องอาหารและเรื่องชื่อ นางก้มลงกินไก่ฉีก…เอาวะ อย่างน้อยก็นุ่มลิ้นดี แถมให้มาซะเต็มถ้วยไม่มีเขียม

แอบเศร้าเล็กน้อยที่ไม่มีคาถาไหนใช้เสกอาหารได้ ไม่อย่างนั้นจะเสกหมูกระทะมานั่งซัดกลางป่าเลย

องค์ยุพราชนั่งมองแมวกินข้าวจนอิ่ม แล้วก็รินน้ำใส่ถ้วยไปวางให้ มิหนำซ้ำยังช่วยเช็ดปากเช็ดเท้า แล้วเอากลับขึ้นไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม จากนั้นเขาก็หายไปไหนไม่รู้สักพักหนึ่ง ก่อนกลับมาด้วยชุดใหม่ กลิ่นหอมสดชื่นบ่งบอกว่าเขาไปอาบน้ำมา

ไพลินเงยหน้ามองแล้วครุ่นคิด จะว่าไปกองทัพก็มาตั้งค่ายใกล้แม่น้ำ เดี๋ยวรออีกสักหน่อยนางไปอาบบ้างดีกว่า

ซึ่งก็คงอีกนาน เพราะนิลพัทไม่มีทีท่าว่าจะนอนง่าย ๆ เขากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แถมยังอุ้มนางไปวางบนตัว ในมือมีตำราบางอย่าง ไพลินไม่สามารถอ่านภาษาของที่นี่ได้ จึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ดวงตาคมกริบจดจ่ออยู่ที่เนื้อหา ส่วนมือที่ว่างลูบหัวแมวเล่น

‘ที่จริงฉันเป็นแมวหวงตัวนะ แต่จะยอมให้ก็ได้ เดี๋ยวโดนไล่ออกจากขบวน’ ดวงตาสีน้ำตาลปรือหลับ เอาจริง ๆ สัมผัสเขาก็อ่อนโยนดี ปล่อยให้ลูบอย่างนี้ก็เพลินไม่น้อย กลิ่นหอมของเขาอบอวลอยู่ในจมูก เมื่อความมืดเพิ่มขึ้น แสงตะเกียงในพลับพลาก็ยิ่งเข้มจัด บรรยากาศรอบนอกเงียบสงบ เสียงลมพัดกิ่งไม้ไหวซู่ แมลงร้องระงม สัตว์กลางคืนก็ส่งเสียง คบเพลิงจากข้างนอกปะทุให้ได้ยินเป็นระยะ เช่นเดียวกับเสียงเดินตรวจตราของเหล่าทหาร

มันไม่ได้น่ารำคาญเลย กลับกัน ช่างคล้ายเสียงดนตรีขับกล่อม
.
.
.
.
.
“!!” เด็กสาวสะดุ้งตื่น พบว่าตะเกียงถูกดับแล้ว นางยังคงนอนขดอยู่บนหน้าท้องแน่น ๆ ซึ่งตอนนี้กำลังขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ เหมือนกับลมหายใจของวานรหนุ่ม ดูเหมือนว่าองค์ยุพราชจะหลับสนิทไปแล้ว ไม่รู้ว่านางเผลอหลับไปนานเท่าไหร่

แมวดำค่อย ๆ ลงจากตัวเขา ก่อนกระโจนลงจากเตียง และเดินออกไปข้างนอก คราวนี้ไม่จำเป็นต้องคอยหลบสายตาทหาร เพราะพวกเขารู้ว่านางคือแมวของนิลพัท

ตอนนี้น่าจะดึกมาก ทั้งค่ายตกอยู่ในความเงียบสงัด คนส่วนใหญ่หลับใหล ส่วนทหารเฝ้ายามก็นั่งล้อมกองไฟเป็นจุด ๆ นางเดินไปยังทิศที่มุ่งสู่แม่น้ำ ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ถูกกรุยไว้แล้ว จนกระทั่งมาพบจุดสรงน้ำของเชื้อพระวงศ์ เป็นผ้าผืนใหญ่ขึงกั้นยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีหลักไม้ยึดไว้ให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม มันไร้คนเฝ้าเพราะไม่สลักสำคัญอะไร ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะแอบใช้

ข้างในถูกทำไว้เป็นอย่างดี มีหินมาปูไว้ให้เหยียบ มีที่ให้วางข้าวของ แถมยังมีเครื่องอาบน้ำอุปกรณ์ขัดถูอีก ไพลินปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว เดินไปจุ่มขาลงน้ำปรับอุณหภูมิ ก่อนจะลงไปทั้งตัว

คืนนี้อากาศร้อนมาก การอาบน้ำยามดึกจึงนับว่าเป็นสวรรค์ ใบหน้าน่ารักเผยอารมณ์ผ่อนคลาย ในนี้กว้างขวางกว่าที่คิด ลอยคอว่ายเล่นไปมาก็ไม่ติดขัด มือเรียวจัดการสางผมเอาความสกปรกต่าง ๆ ออกไป นางขมวดคิ้วเหยเกเมื่อพบว่ามีเศษกิ่งไม้ติดอยู่ เสียดายที่ไม่มีแชมพู นางอยากได้สูตรเย็น คงสบายหัวไม่น้อย

นางไม่สามารถเสกของแบบนั้นออกมาได้ คาถาที่มี ทำได้แค่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกและสถานะอ่อนแข็ง เรื่องคุณสมบัติละเอียดอ่อนนั้นทำไม่ได้ กล่าวคือ ถึงจะเสกก้อนหินเป็นแชมพู มันก็จะเป็นหินเหลว ๆ ที่ไม่อาจทำให้หัวสะอาด แถมยังสกปรกกว่าเดิม และถึงเสกจากน้ำ มันก็ไม่ต่างอะไรจากใช้น้ำสระอยู่ดี

ดวงตากลมโตมองผลมะกรูดที่วางอยู่ในตะกร้า จำได้ว่าคนโบราณใช้มันสระผมนี่นา คิดได้ดังนั้นแล้ว นางก็เอาหินแถว ๆ นั้นมาเสกให้เป็นมีดผ่าครึ่งมะกรูด แล้วเอามาลูบ ๆ ถู ๆ กับหัว ถึงจะไม่ดีเท่าแชมพู แต่ให้กลิ่นหอม ๆ ก็ยังพอได้

เมื่อสระผมจนพอใจ นางก็เอาใยบวบมาขัดตัวต่อ ทว่าในระหว่างที่กำลังขัดเพลิน ๆ หูก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

จอมโจรมิดไนท์ขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เสกเสื้อผ้าตัวเองให้กลายเป็นกรวดก้อนเล็ก ๆ แล้วแปลงร่างเป็นแมวดำ ทันหวุดหวิดกับตอนที่ผ้าถูกแหวกออก

คนที่เข้ามาเป็นชายร่างสูงเพรียว ใบหน้ามีริ้วรอยแต่ก็ยังมีเค้าความหล่อเหลาเมื่อวัยหนุ่ม เรือนผมยาวที่เคยเป็นสีน้ำเงินเข้มนั้น ตอนนี้ออกจะซีดไปสักหน่อย ผิวแทนแต่ไม่เข้มเท่านิลพัท ร่างกายยังมีกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็น บ่งบอกถึงความสมบุกสมบันเมื่อครั้งอดีต

เขาคือองค์ราชาแห่งเมืองชมพู ท้าวมหาชมพูนั่นเอง เนื่องด้วยคืนนี้อากาศร้อน เขาจึงนอนไม่หลับ อยากออกมาอาบน้ำสักหน่อย

ท่านท้าวชะงัก ก้มมองแมวดำอย่างฉงน ก่อนจะหันไปมองพื้นหินเปียก ๆ และมะกรูดหั่นซีกลอยตุ๊บป่องอยู่กลางน้ำ ไหนจะใยบวบที่เปียกชื้นอีก

‘เวรแล้ว!’ ไพลินตัวเกร็ง ถอยหลังช้า ๆ ตาก็มองวานรรุ่นใหญ่อย่างระวัง

“หืม~ เจ้าคือแมวที่นิลพัทเก็บมาเลี้ยงสิหนา” ท้าวมหาชมพูเอ่ยถาม ท่าทางดูใจดีมีอัธยาศัย

“……” ไพลินแทบจะนิ่วคิ้วมอง ความจริงนางอยากหนี แต่ราชาวานรกำลังยืนบังทางออก

จะพุ่งตัวลอดออกไปก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้ายังไม่จำเป็นและแน่ใจจริง ๆ นางจะไม่เสี่ยงเด็ดขาด เกิดเขาจับได้ทำยังไง ลิงยิ่งไวอยู่ด้วย

“ให้ข้าพระพุทธเจ้าจับออกมาดีฤๅไม่พระพุทธเจ้าข้า” มีเสียงทุ้มห้าวดังอยู่ข้างนอก

คงจะเป็นหนึ่งในผู้ติดตามของพญาวานร เพราะไพลินได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ทีเดียว

“มิต้อง ๆ~ เรามีเรื่องจักคุยกับเจ้าแมวน้อยเสียหน่อย” ท้าวมหาชมพูพูดอย่างอารมณ์ดี

“???” คนข้างนอกงง

ส่วนไพลินเข้าใจเจตนาท้าวมหาชมพูทันที เขารู้แล้วแน่ ๆ ว่านางไม่ใช่แมวธรรมดา แต่ที่น่าสงสัยคือ เขากำลังคิดอะไรอยู่?

ท้าวมหาชมพูเปลื้องเครื่องทรงออก บนกายเหลือเพียงกางเกงสนับเพลา เขาเดินลงน้ำไปแช่ตัว เอนหลังพิงกับแผ่นหิน แขนก็เกยขึ้นมา ท่าทางสบายอารมณ์เสียเหลือเกิน “นี่เจ้าแมวน้อย เจ้ามาจากที่ใด” ถามโดยไม่หันมามอง

ไพลินหมุนตัวจะออกไปข้างนอก แต่ก็ต้องหยุดฝีเท้า เมื่อ…

“ถ้าแมวออกไป จับไว้ด้วย” ท่านท้าวสั่งคนที่อยู่ข้างนอก

“พระพุทธเจ้าข้า”

จอมโจรสาวฮึดฮัด หันไปมองพญาวานรแล้วนั่งลง…เอ้า จะคุยอะไรก็ว่ามา

“เจ้าเข้ามาในขบวนเสด็จของเรา ต้องการสิ่งใดฤๅ” เรื่องของแมวดำ นิลพัทเล่าให้เขาฟังแล้ว ลูกพระกาฬก็รู้สึกเช่นกันว่าแปลก และตอนนี้ท่านท้าวก็แน่ใจมากว่านี่คือแมวแปลงแน่ ๆ แถมเป็นสตรีเสียด้วย พญาวานรกระตุกยิ้มมุมปาก “หากเจ้ามิได้มีเจตนาร้ายกระไร เราก็มิว่าดอก หากอยากติดตามนิลพัทไปเรื่อย ๆ ก็ตามใจ แต่หากเจ้ามีเจตนาร้ายก็ระวังตัวให้จงดี ผู้ที่เจ้าอยู่ด้วย มิใช่ว่าจักลูบคมได้ง่าย ๆ ดอกหนา”

‘ขู่?’ ไพลินเลิกคิ้ว ก่อนจะเหยียดยิ้มในใจ ‘พอดีชอบความท้าทายค่ะท่าน’

“แต่หากเจ้าสนใจนัดดาของเรา” ท้าวมหาชมพูรีบพูด เมื่อแมวดำลุกขึ้นจะเดินออกไป เขาหันกลับไปมองพร้อมยิ้มพราย “นิลพัทยังว่างหนา”

ไพลินหันไปมอง ‘อีหยังวะ?’

หลังจากหาที่ใส่เสื้อผ้าได้แล้ว ไพลินก็ลังเลว่าควรกลับไปหานิลพัทหรือเปล่า เพราะตอนนี้ถูกจับไต๋ได้เห็น ๆ ท้าวมหาชมพูดูเหมือนจะไม่แฉก็จริง แต่เพื่อความไม่ประมาท คืนนี้นางเลือกนอนข้างนอกก่อน พอตอนเช้ามาถึง ก็ลอบตามนิลพัทไปเข้าเฝ้าท้าวมหาชมพู แอบฟังจนแน่ใจว่าไม่มีเรื่องเมื่อคืนหลุดออกมา ถึงกลับไปหาเขา

“ไปไหนมาวิฬาร์” นิลพัทเอ่ยถามอย่างไม่จริงจัง เขาวางเนื้อไก่ต้มฉีกให้ “รีบกินเสีย เราใกล้จักเดินทางกันแล้ว”

เมื่อได้ยิน ไพลินก็กินอย่างรวดเร็ว ตามด้วยน้ำที่ถูกวางให้

นิลพัทอุ้มแมวน้อยเดินออกจากพลับพลา ปล่อยให้เหล่าทหารเก็บของ เขามุ่งหน้าไปยังรถทรง วางวิฬาร์ลงบนเบาะนุ่มนิ่ม ส่วนเขาก็เอนตัวนั่งใกล้ ๆ กัน

ไม่นานนัก ขบวนเสด็จก็เริ่มเดินทาง ไพลินนอนหมอบอยู่ข้างวานรหนุ่มอย่างสงบ นางคำนวณเวลาว่าเหลืออีกกี่ชั่วโมง จะได้เตรียมตัวถูก ความเร็วในการเดินทางของทัพนี้ไม่ช้าไม่เร็ว เมื่อถึงเวลาที่กะไว้ คงห่างจากวงเวทย์ตามที่คาด

ทุกอย่างผ่านไปราบรื่น เข้าวันที่สามแล้วที่ไพลินนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในขบวนเสด็จ ซึ่งคืนนี้แหละ เวลาลงมือของนาง

แมวดำเหยียดขาโก่งตัวบิดขี้เกียจ ก่อนกระโดดลงจากรถทรง ซึ่งหยุดเพื่อพักเที่ยง นางหิวมากแล้ว แต่ไม่รู้สึกดีใจเท่าไหร่เมื่อกำลังจะได้กินข้าว…เบื่อไก่ฉีกอะ

ไพลินหาวหวอด ปล่อยให้องค์ยุพราชอุ้มไปอย่างคุ้นชิน เขาพานางไปนั่งในพลับพลาที่สร้างขึ้นง่าย ๆ เป็นสี่เสาพร้อมหลังคาที่ทำจากผ้าผืนใหญ่ ผนังเปิดโล่งให้ลมพัดโกรก กลิ่นหอมจากดอกไม้ป่าโชยแตะจมูก

นิลพัทพานางมาร่วมโต๊ะเสวยกับท้าวมหาชมพู ซึ่งนี่เป็นคำสั่งของท่านท้าวนั่นแหละ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่แล้วดวงตาแมวเหมียวก็เป็นประกาย เมื่อพญาวานรสั่งนางวิเสทให้วางอาหารเลิศรสให้

นิลพัทนิ่วคิ้ว “ขอพระราชทานอภัยพระพุทธเจ้าข้า แต่กระหม่อมเกรงว่าอาหารเยี่ยงนี้จักมิเหมาะกับแมว”

‘ไม่เหมาะกับแมว แต่เหมาะกับฉันค่ะพี่!’ ไพลินร่ำร้องอยู่ในใจ จะกินให้ดูแต่โดนหิ้วคอไว้ก่อน ‘พี่โว้ย!’

“ฮะ ๆ~ ปล่อยนางเถิดนิลพัท กินแต่เนื้อไก่จืดชืดคงเบื่อมากแล้ว” ท้าวมหาชมพูสรวลในลำคอ หรี่ตามองแมวน้อยที่กำลังดีดดิ้น

วานรหนุ่มชะงัก ตงิดใจในคำพูดของท่านท้าว เขามองแมวดำที่เงยหน้าส่งสายตาออดอ้อนให้ ‘นาง?’

ไพลินกะพริบตาปริบ ๆ เห็นเขาหรี่ตามองนิ่งนานก็เริ่มเสียวสันหลัง หรือควรจะรีบหนีไปตอนนี้ดี? ขณะที่กำลังครุ่นคิด วานรหนุ่มก็วางนางลง ‘อาเระ?’

“กินสิ” เขาบอกเมื่อนางเอาแต่มองหน้าอย่างสงสัย

‘ทำไมอยู่ ๆ ก็…’

“รีบกินเข้า ก่อนที่นิลพัทจักเปลี่ยนใจ” ท้าวมหาชมพูพูดยิ้ม ๆ

‘ไม่อยากกินแล้วอะ’ ไม่น่าไว้ใจสุด ๆ ไปเลย

“กินเถิด มิมียาพิษหรือยานอนหลับดอก หากอยากให้เจ้าหลับ มิจำเป็นต้องทำเรื่องยุ่งยากถึงเพียงนั้น” ท่านท้าวพูดลอย ๆ ส่วนนิลพัทก็หรี่ตามองแมวดำอย่างจับผิด

‘รู้งี้ไม่เข้ามาดีกว่า’ จอมโจรสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ นิลพัทรู้แล้วแบบไม่ต้องสืบ แล้วท่านท้าวนี่ก็เหมือนกัน เอาอาหารมาให้ ไม่รู้หวังดีหรืออยากแฉเป็นความนัยกันแน่ เอาเหอะ พวกเขายังไม่รู้หรอกว่าเป้าหมายนางคืออะไร ถ้ากินข้าวเสร็จแล้วค่อยหลบฉาก แน่นอนว่าไม่กลับไปหานิลพัทเด็ดขาด ดูทรงแล้วรอสอบสวนเต็มที่เลย

ขณะที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ก็มีทหารนายหนึ่งเข้ามาแจ้งว่ามีคนมาขอเข้าเฝ้าท้าวมหาชมพู เหมือนจะเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ผ่านมาเห็นขบวนเสด็จ เลยแวะมาถามไถ่

“…….” ไพลินตาค้าง เมื่อพบว่าเพื่อนท้าวมหาชมพูก็คือสดายุ ผู้มีพระคุณของตัวเอง ซึ่งเขาไม่รู้ว่านางสามารถแปลงร่างเป็นแมวดำได้ เลยแค่หันมามองอย่างฉงนแว็บหนึ่ง ก่อนจะไปพูดคุยกับท้าวมหาชมพู

ท้าวมหาชมพูแนะนำพระสหายกับนิลพัทให้รู้จักกัน เขาเล่าว่าตอนเป็นหนุ่มเคยออกไปท่องโลก จึงได้เจอกับพญาสดายุ และผูกมิตรเป็นสหายร่วมใจ พวกเขาพูดคุยถามไถ่กันไปเรื่อย และแล้วก็มีบทสนทนาหนึ่งที่ทำให้ไพลินหูผึ่ง

“เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเราเจอสร้อยอัญมณีประหลาด มันตกลงมาจากฟากฟ้า ใส่หัวเราพอดีเลยหนา มันเป็นอัญมณีที่สวยงามน่าพิศวงเหลือเกิน เกิดมานาน เพิ่งเคยเห็นอัญมณีเยี่ยงนี้ครั้งแรก”

“อัญมณีประหลาดเยี่ยงนั้นรึท่านท้าว” สดายุสนใจอย่างยิ่งยวด

“ใช่ เป็นอัญมณีสีน้ำเงินเข้มจนลางทีก็ออกเป็นสีนิล เวลาแสงส่องโดน จุ๊ ๆ ราวกับมีดารานับร้อยอยู่ในนั้น! มันถูกเจียระไนมาอย่างดีเทียว เพชรที่ล้อมกรอบก็ประณีต มิรู้ว่าตกมาจากฟ้าได้อย่างไร”

‘ตกเพราะหลุดมือฉันไง’ ไพลินกลอกตา

“ประหลาดดีแท้” สดายุไม่ได้รู้เลยว่าสร้อยลักษณะดังกล่าว เคยอยู่ในมือไพลินจนกระทั่งเขาโจมตีวายุราช

“อยากเห็นไหมเล่าพญาสดายุ” ท้าวมหาชมพูกระตือรือร้นที่จะอวด ยิ่งเห็นสหายตอบรับ ก็ยิ่งสำราญใจ รีบสั่งให้นางกำนัลไปเอาอัญมณีที่ว่ามา

ไพลินไม่หันไปมองมันสักนิด เพราะรู้ว่านิลพัทแฉลบมองอยู่เนือง ๆ

เพชรโฮปถูกเอามาอวดโฉมให้พญาปักษาดู เขาชื่นชมมันและเห็นด้วยว่าเป็นอัญมณีที่สวยแปลกตาเหลือเกิน ท้าวมหาชมพูยังคงโม้เรื่องมันต่อไปเรื่อย ๆ บอกว่าต้องเป็นอัญมณีที่สวรรค์ประทานให้แน่ ๆ และเขาจะเอาไปเป็นของกำนัลให้สหายรักอย่างพญาพาลี

‘ไม่มีทาง’ เด็กสาวร้องเหอะอยู่ในใจ กำลังจะเดินออกไปนอกพลับพลา แต่กลับชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง หูแมวกระดิกตามสัญชาตญาณ นางเงยหน้ามองไปทิศทางที่ได้ยินเสียง เห็นนกตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามาด้วยความเร็ว ไม่มีใครในที่นี้ตั้งตัวทัน รู้อีกที สร้อยอัญมณีที่อยู่ในมือท้าวมหาชมพูก็ถูกชิงไป

“…….” ทุกคนตาค้าง ยังตั้งสติไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น

‘อะไรวะ!’ ไพลินสบถ รู้ตัวก่อนใคร นางออกตัววิ่งจนพ้นพลับพลา กลับร่างเดิมโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น สร้างความตะลึงรอบสองให้ชาววานร

“ไพลิน!” เห็นแค่ข้างหลังสดายุก็จำนางได้แล้ว สามโลกนี้มีแค่คนเดียวที่ใส่เสื้อผ้าแปลก ๆ

ไพลินไม่มีเวลาหันไปคุยกับเขา นางหยิบก้อนหินมาเสกเป็นไม้กวาด ยกขาขึ้นขี่ก่อนพุ่งทะยานตามนกไป “หยุดนะไอ้นกเวร!”

แม่มดสาวซิ่งไม้กวาดจนหูอื้อ นกบ้านั่นบินเร็วชะมัด แถมยังแปลกมากด้วย มันโฉบผ่านทหารเข้ามาในพลับพลา และฉกเพชรโฮปไปเฉยเลย มันไม่ปกติ ไม่รู้หรอกว่ามันเรื่องบ้าอะไร แต่บังอาจขโมยของที่มิดไนท์หมายตา กล้ามาก!

“เจ้าเป็นใคร!” นิลพัทที่เหาะตามมาตะโกนถาม

“!!” ไพลินหันขวับ มองคนที่ขนาบข้างตัวเองอยู่ แป๊บเดียวเขาก็ตามทันแล้วเหรอเนี่ย!

แต่ช่างเถอะ ไม่มีเวลาไปสนใจหรอก

“เจ้า!” นิลพัทตะโกนตามหลังคนที่เร่งความเร็วหนี เขามองอยู่อึดใจก็รู้ว่านางหมายตาอัญมณีประหลาด แน่นอนว่าเขาต้องเอามันกลับไปถวายท่านท้าว ดังนั้นยอมให้ไม่ได้เด็ดขาด

“วุ่นวายชะมัด!” เด็กสาวสบถ เมื่อวานรหนุ่มพยายามแย่งเพชรโฮปเช่นกัน กลายเป็นว่านอกจากต้องไล่ตามนกแล้ว ยังต้องพยายามไปให้เร็วกว่านิลพัทอีก นางตะโกนอย่างหงุดหงิด “นั่นของข้านะ อย่ามาแย่ง!”

“ของเจ้ารึ!” นิลพัทตะโกนเช่นกัน

“ใช่! ข้าทำตกจากฟ้าหนึ่งเดือนก่อน กลับไปบอกราชาของท่านเลยว่าอย่ามาแย่งของเด็ก!”

นิลพัทสบถเมื่อโดนเด็กสาวกระแทกตัวใส่จนเสียจังหวะ

เมื่อเขาชะงักไป ไพลินก็ได้โอกาสเร่งความเร็วตามนกบ้า อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว นางยื่นมือออกไปจะคว้ามัน พลันเสียงร้องแหลมสูงก็ดังมาจากอีกทิศ นางหันไปทางขวา เบิกตากว้างเมื่อเห็นนกขนาดใหญ่กำลังพุ่งใส่ แม้พยายามจะหลบแต่ก็ไม่ทัน ร่างเล็กพลัดตกจากไม้กวาดที่บินสูงเทียมเมฆ!

เด็กสาวพยายามคว้าไม้กวาดแต่ไม่สำเร็จ แถมนกยักษ์ตัวนั้นยังทำท่าจะโฉบลงมาใส่ แต่ก็โดนตรีเพชรของนิลพัทจนเสียหลัก นางจิ๊ปากหงุดหงิด เหลือบมองเพชรโฮปอย่างเจ็บใจ

เอาไว้ก่อนก็ได้วะ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว จะถึงพื้นอยู่แล้ว!

ไพลินท่องคาถาหายตัว เป็นจังหวะเดียวกับที่นิลพัทตามลงมาทัน เขาจะคว้าตัวไว้ แต่ร่างเล็กก็หายวับไปกับตา

************

ไพลินผูกพันกับนก—

เรื่องนิลพัทนี่คือ พระอิศวรมอบให้เป็นลูกบุญธรรมท้าวชมพู แต่ในบทกลอนท้าวชมพูกลับเรียกนิลพัทว่าหลาน อยู่ในตำแหน่งพระนัดดา แต่ก็ถือว่ารัชทายาทนั่นแหละค่ะ เพราะท่านท้าวไม่มีลูกหลานของตัวเอง ตอนพระอิศวรให้ก็บอกแหละว่าเอาไปใช้ เอาไปสืบวงศ์วาน ไรท์พยายามหามากว่านิลพัทเรียกท้าวชมพูว่าอะไรแต่ก็ไม่เจอ

ส่วนสีท้าวชมพูก็คือ ในวิกิบอกว่าขาวนวล บางทีก็บอกว่าสีขาบ(น้ำเงินเข้ม ๆ) ไรท์ขอยึดเอาตามหัวโขนและภาพจิตรกรรมฝาผนังค่ะ มันเป็นสีขาบ

สามารถติดตามและพูดคุยกับไรท์ได้ที่

https://www.facebook.com/profile.php?id=100075627591923&mibextid=ZbWKwL

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...