โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรากฏการณ์ 'คำพูดติดที่ปลายลิ้น' | บัญชา ธนบุญสมบัติ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 ม.ค. 2567 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2567 เวลา 14.12 น.

หลายคนคงเคยนึกคำที่ต้องการไม่ออกขึ้นมาเฉยๆ โดยคำที่ว่านี้มักเป็นชื่อเฉพาะ (เช่น ชื่อคน) แต่ขณะเดียวกันก็พอจะรู้ว่าตัวอักษรตัวแรกเป็นตัวอะไร ทำให้รำพึงทำนองว่า “ชื่ออะไรน้า…จำได้ว่าขึ้นต้นด้วย ส.เสือ…” ระหว่างที่นึกอยู่นี้ คุณจะรู้สึกอึดอัดใจ แต่แม้กระนั้นคุณอาจพูดถึงเรื่องราวแวดล้อมที่เกี่ยวข้องได้

ครั้นไม่ได้พยายามนึกถึง จู่ๆ คุณก็กลับนึกคำคำนั้นออกมาได้โดยไม่ตั้งใจซะงั้น!

อาการแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า Tip-of-the-Tongue Phenomenon แปลตรงตัวว่า ‘ปรากฏการณ์ปลายลิ้น’ เรียกย่อว่าปรากฏการณ์ทีโอที (TOT phenomenon) คำว่า Tip-of-the-Tongue มาจากสำนวน to be on the tip of one’s tongue อันเป็นการเปรียบเปรยว่าคำที่ต้องการติดอยู่ที่ปลายลิ้น จึงยังไม่หลุดออกมาจากปาก

ส่วนสภาพช่วงที่กำลังนึกไม่ออกนั้นเรียกว่า สภาวะทีโอที (TOT state)

ทําไมนักจิตวิทยาถึงสนใจปรากฏการณ์ทีโอที?

คำตอบคือ เชื่อกันว่าปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นน่าจะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของระบบความจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการดึงข้อมูลออกมาจากสมอง โดยช่วงเวลาที่อาจช่วยไขความลับก็คือ ช่วงที่กำลังนึกไม่ออก และเสี้ยวเวลาที่นึกออกพอดีนั่นเอง

ปรากฏการณ์ทีโอทีเกิดกับผู้คนทั่วโลก มีภาษาอย่างน้อย 51 ภาษาซึ่งมีวลีหรือประโยคที่หมายถึงปรากฏการณ์นี้ โดยในจำนวนนี้มีการใช้คำว่า ‘ลิ้น’ อยู่ในวลีหรือประโยคดังกล่าวอยู่ถึง 45 ภาษา

ส่วนภาษาไทยนั้นเราบอกว่าคำที่นึกไม่ออก ‘ติดอยู่ที่ริมฝีปาก’ ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นสำนวนไทยแท้หรือได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอื่นอีกที เพราะบางภาษา เช่น ภาษาเดนมาร์ก ก็ถอดความออกมาได้ว่า “คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก” เช่นกัน

น่ารู้ด้วยว่าอริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก เคยพาดพิงถึงปราฏการณ์ทีโอทีไว้เล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงความจำและความทรงจำเกี่ยวกับอดีต

วงการวรรณกรรมมีการนำปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นไปใช้เป็นพล็อตเรื่องด้วย เช่น เรื่องสั้นเขียนโดย อันตอน พัฟโลวิช เชฮอฟ (Anton Pavlovich Tchekhov) เมื่อปี ค.ศ.1885 ชื่อ “A Horsey Name” ก็มีตัวละครสำคัญซึ่งมีอาการนึกนามสกุลไม่ออกตลอดเรื่อง แต่พอมานึกออกเอาตอนจบก็สายไปเสียแล้ว

หากสนใจเรื่องสั้นเรื่องนี้ ก็ตามไปอ่านได้ที่ http://www.ibiblio.org/eldritch/ac/horsey.htm ครับ

ส่วนวงการวิชาการเริ่มกล่าวถึงปรากฏการณ์ทีโอทีครั้งแรกในตำราชื่อ The Principles of Psychology (หลักจิตวิทยา) เขียนโดยนักจิตวิทยาชื่อ วิลเลียม เจมส์ (William James) ในปี ค.ศ.1890

งานวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทีโอทีชิ้นแรกปรากฏขึ้นในปี ค.ศ.1966 โดยโรเจอร์ บราวน์ (Roger Brown) และเดวิด แม็กนีล (David McNeil) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดำเนินการศึกษาในลักษณะเชิงประจักษ์ (empirical investigation) และวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะทีโอทีไว้อย่างน่าสนใจ เช่น “ดูเหมือนว่าเขา (หมายถึง ผู้ถูกทดสอบในการวิจัย) จะรู้สึกเหมือนถูกทรมานอยู่บ้าง คล้ายๆ กับความรู้สึกในขณะที่กำลังจะจาม และหากนึกคำคำนั้นออก ก็จะรู้สึกโล่งใจอย่างมาก”

งานวิจัยดังกล่าวยังพบอีกว่าปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นมักเกิดขึ้นราวสัปดาห์ละครั้ง แต่จะเกิดบ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ทั้งนี้ คำที่นึกไม่ออกมักเป็นชื่อเฉพาะ

น่าสนใจว่าคนที่กำลังอยู่ในสภาวะทีโอทีมักจะจำตัวอักษรตัวแรกได้ และมักจะพูดคำที่เกี่ยวข้องกับคำที่ต้องการออกมา (เช่น คำที่มีเสียงคล้ายๆ กัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับการทดสอบสามารถนึกคำที่ต้องการออกได้ราวครึ่งหนึ่งของคำทั้งหมดโดยประมาณ

มีทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์ทีโอทีไหม?

เนื่องจากคนที่กำลังนึกคำไม่ออกมักจะพูดคำอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น คำที่มีเสียงพยัญชนะนำคล้ายกัน หรือมีเสียงพยางค์บางส่วนคล้ายกัน จึงมีผู้เสนอแนวคิดง่ายๆ ว่าการที่คำที่ต้องการไม่หลุดออกมาซะทีเป็นเพราะว่ามีคำอื่นๆ ที่ฟังคล้ายๆ กันมากีดขวางอยู่ แนวคิดที่ว่านี้เรียกว่า สมมุติฐานการกีดขวาง (blocking hypothesis)

อย่างไรก็ดี ไม่ค่อยมีใครเชื่อสมมุติฐานการกีดขวางเท่าใดนัก เนื่องจากมีการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าคำที่ฟังคล้ายๆ กับคำที่ต้องการนั้นกลับจะช่วยให้คนที่กำลังนึกไม่ออกอยู่นึกถึงคำที่ต้องการได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำไป

ในปี ค.ศ.1991 นักจิตวิทยา 2 คน คือ เดโบราห์ เอ็ม เบิร์ก (Deborah M. Burke) และ ดอน แม็กเคย์ (Don Mackay) เสนอแนวคิดว่าคำคำหนึ่งมีข้อมูลองค์ประกอบ 3 มิติ โดยแต่ละมิติจะถูกเก็บในบริเวณที่แตกต่างกันของสมอง ข้อมูลที่เป็นองค์ประกอบทั้ง 3 มิติของคำ ได้แก่ ตัวอักษรที่ประกอบขึ้นเป็นคำคำนั้น (lexical information) ความหมายของคำ (semantic information) และเสียงของคำ (phonological information)

ตัวอย่างเช่น คำว่า house เมื่อสะกดออกมาทีละตัวอักษรก็คือ “h-o-u-s-e” ออกเสียงว่า “เฮ้าส์” และมีความหมายคือ “สิ่งก่อสร้างที่ใช้อยู่อาศัย”

เบิร์กและแม็กเคย์เสนอว่าสภาวะคำพูดติดปลายลิ้นเกิดจากการที่สมองไม่สามารถเชื่อมโยงความหมายและเสียงของคำที่ต้องการได้ดีนัก เช่น อาจเกิดจากการที่ไม่ได้ยิน หรือไม่ได้พูดคำดังกล่าวเป็นเวลานาน แนวคิดนี้เรียกว่า แบบจำลองการส่งผ่านข้อมูลอย่างไม่เพียงพอ (Transmission Deficit Model) หรือ แบบจำลองทีดี (TD Model)

แต่แบบจำลองทีดีก็มีข้อจำกัดนะครับ เพราะใช้อธิบายหรือทำนายปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นได้ในบางแง่มุมเท่านั้น เช่น ระหว่างที่นึกคำคำหนึ่งไม่ออก หากผู้ถูกทดสอบได้ยินคำคำอื่นที่มีเสียงคล้ายกัน ก็อาจจะนึกคำที่ต้องการได้

ส่วนแบบจำลองอื่นๆ ที่มีการเสนอกัน เช่น แบบจำลองเครือข่ายเซลล์ประสาท (Neural Network Model) ซึ่งสามารถนำไปคำนวณเพื่อทำนายแง่มุมต่างๆ ของปรากฏการณ์ทีโอทีได้ในเชิงปริมาณ

การศึกษาปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นยังให้มุมมองที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น

– เด็กเล็กๆ ก็เป็นได้ : เด็กวัยอนุบาลบางคนก็เริ่มมีอาการนึกคำไม่ออกบ้างแล้ว แต่ไม่มากนัก ส่วนเด็กวัยประถมเป็นบ่อยกว่า

– ยิ่งแก่ ยิ่งนึกนาน : สำหรับผู้ใหญ่พบว่า หากอายุมากขึ้นก็จะใช้เวลานานขึ้นกว่าจะนึกคำที่ต้องการออกมาได้

– ยิ่งเครียด ยิ่งเป็นบ่อย : ความรู้สึกเครียดหรือหดหู่สามารถทำให้เกิดอาการคำพูดติดปลายลิ้นมากยิ่งขึ้น

– ขยับมือไม้ อาจช่วยให้นึกออกได้ : มีการทดลองหนึ่งซึ่งทดสอบกับคนที่อยู่ในสภาวะทีโอที โดยคนกลุ่มแรกสามารถขยับมือได้อย่างอิสระ ส่วนคนอีกกลุ่มถูกห้ามไม่ให้ขยับมือ พบว่าคนกลุ่มแรกที่ขยับมือได้สามารถนึกคำออกมาได้มากกว่า

– ความหมายมาก่อนเสียงของคำ : เคยมีการศึกษาปรากฏการณ์ทีโอทีในคนที่เป็นซินเนสทีเซียประเภทที่เมื่อนึกถึงคำก็จะรู้รสชาติร่วมด้วย (เรียกว่า lexical-gustatory synaesthete) พบว่า เพียงแค่คิดถึงความหมายของคำก็จะรู้รสชาติได้ก่อนที่จะนึกถึงการออกเสียงคำนั้น (นั่นคือ semantic information มาก่อน phonological informaton)

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคนิคเอฟเอ็มอาร์ไอ (fMRI, funtional Magnetic Resonance Imaging) ศึกษาบริเวณต่างๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทีโอที เช่น นักวิจัยญี่ปุ่นใช้ชื่อคนดังในหนังสือพิมพ์ชั้นนำในการวิจัย พวกเขาพบว่าในขณะที่ยังนึกชื่อไม่ออกนั้น มีบริเวณหลายแห่งในสมองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อนึกชื่อออกปรากฏว่าสมองส่วนที่เรียกว่า ดอร์โซแลตเทอรัล พรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ (dorsolateral prefrontal cortex, DLPFC) และแอนทีเรียร์ซิงกูเลตคอร์เทกซ์ (anterior cinculate cortex) เท่านั้นที่ถูกกระตุ้น

จะเห็นว่าปรากฏการณ์คำพูดติดปลายลิ้นอันแสนสามัญนี้มีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งและจริงจังทีเดียว แต่ไม่ว่าความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้จะเพิ่มขึ้นเพียงใด ในชีวิตจริงนั้นเราก็ยังอาจนึกคำไม่ออกอยู่เป็นระยะ

ถ้าคำที่นึกไม่ออกไม่สำคัญก็คงไม่เป็นไรนัก แต่หากปรากฏการณ์คำพูดติดที่ปลายลิ้นเกิดกับชายหนุ่ม แล้วทำให้เขานึกชื่อแฟนตัวเองไม่ออกต่อหน้าเธอ (ในขณะที่มีสาวสวยคนอื่นอยู่ใกล้ๆ) รับรองว่าเป็นเรื่องแน่ๆ ครับ…อิอิ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรากฏการณ์ ‘คำพูดติดที่ปลายลิ้น’ | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...