ทำความรู้จัก ‘นักชิมไอติม’ เบื้องหลังทุกรสชาติของไอศกรีมเนสท์เล่
เคยสงสัยกันไหมว่ากว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ไอศกรีมแสนอร่อย ที่คนไทยนิยมบริโภคกันไม่ว่าจะฤดูกาลไหน แต่ละรสชาติมีกรรมวิธีในการคิดค้นอย่างไร เริ่มต้นตรงไหนกว่าจะมาถึงมือผู้บริโภคอย่างเราทุกคน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไอศกรีมของ ‘เนสท์เล่’ ที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ที่ยังขายดิบขายดี แถมมีไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ ออกมาให้ได้ลิ้มลองกันไม่หยุดหย่อน
TODAY Bizview พาไปหาคำตอบถึงโรงงานผลิตไอศกรีม โดยนอกจากจะได้เห็นกรรมวิธีการผลิตไอศกรีม และชิมกันสด ๆ หน้าสายพานแล้ว เรายังมีโอกาสได้พูดคุยกับ ผู้อยู่เบื้องหลังไอศกรีมหลากหลายรสชาติของเนสท์เล่ ‘ยิ้ม’ วรุณพร ใจประเสริฐ นักชิมไอศกรีม ของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่จะมาเล่าเรื่องราวการเดินทางของไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ ให้ทุกคนได้ฟัง
“ถ้าเกิดเป็นสายหวานก็ต้องนมเย็น ลาฟรุ๊ตต้าลิ้นจี่โยเกิร์ตสำหรับคนสายคูล แต่ถ้าอยากมีคู่ก็ต้องบัตเตอร์ฟลาย ถ้าคิดจะพักต้องคิดถึงคิทแคท แต่ถ้าอยากสัมผัสความอร่อยสุด ๆ ก็ต้องเนสท์เล่ เอ็กซ์ตรีม ทุกตัวที่กล่าวมา ยิ้มชิมมาหมดแล้วค่ะ”
ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าสนใจ เมื่อถูกตั้งโจทย์ให้แนะนำผลิตภัณฑ์และงานที่ทำให้เราเข้าใจแบบง่าย ๆ คุณยิ้มอธิบายว่าโดยตำแหน่งเธอคือนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development) ของทางเนสท์เล่ ประเทศไทย แต่เพราะผลิตภัณฑ์ที่ว่าคือไอศกรีม อาชีพของเธอจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นงานในฝันของใครหลายคน
“รสชาติของผลิตภัณฑ์ไอศกรีมทุกตัวที่ผ่านโรงงานนี้ไป ต้องผ่านการชิมของยิ้มก่อนค่ะ เราอยู่ตั้งแต่การคิดค้นสูตร มองหาว่าผู้บริโภคต้องการอะไร การคัดเลือกวัตถุดิบ การพยายามพัฒนาให้ออกมาถูกปากผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม จนกระทั่งออกมาเป็นโปรดักต์ไอศกรีมในมือทุกคน”
เพราะโจทย์ของเราคือความต้องการของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่จึงมีการปรับเปลื่ยนและพัฒนาอยู่ตลอด เราจึงได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของเนสท์เล่เกือบทุกเดือน
“จริง ๆ แล้วการออกแบบไอศกรีมรสชาติใหม่ ๆ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะรสชาติและรสสัมผัสถึงจะแปลกใหม่แต่ก็ต้องไปด้วยกันได้ อย่างตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของเรา ‘เนสท์เล่ เอ็กซ์ตรีม นามะ อัลมอนด์ ทูโทน’ ก็เป็นการออกแบบโดยทำให้ตัวไอศกรีมมีการผสมผสานระหว่าง 2 รสชาติ วานิลลากับช็อคโกแลต แล้วเคลือบด้วยช็อคโกแลตนามะสูตรเฉพาะ ซึ่งความพิเศษก็คือเนื้อไอศกรีมจะมีความเนียนนุ่ม เคลือบดาร์กช็อกโกแลตที่ให้สัมผัสนุ่มละมุนลิ้นอันเป็นเอกลักษณ์ และยังมีรสสัมผัสกรุบกรอบเพราะมีอัลมอนด์เป็นส่วนผสม”
คุณยิ้มเล่าว่าเทคโนโลยีการผลิตไอศกรีมของเนสท์เล่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมเฉพาะ ของการเคลือบช็อคโกแลตที่สามารถลดไขมันอิ่มตัว แต่ยังคงความกรอบอร่อยไว้ได้เหมือนเดิม ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของทางเนสท์เล่
“นอกจากจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว เราก็ยังอยากให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างตัวโรงงานของเราตอนนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่วันละกว่า 2 ล้านชิ้น และเนสท์เล่เองก็มองหาวิธีที่จะปรับลดการใช้พลังงาน ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีโอกาสร่วมมือกับทาง กฟผ. เพื่อนำร่องใช้ไฟฟ้าสีเขียวจากพลังงานหมุนเวียน”
ความร่วมมือดังกล่าว ทำให้เนสท์เล่กลายเป็นรายแรกของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ที่ใช้การซื้อขายพลังงานทดแทนแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff) มาช่วยในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นับว่าเป็นการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแบบ 100% ในการผลิต
นอกจากส่วนของโรงงานแล้ว เนสท์เล่ยังใส่ใจไปถึงส่วนต่อขยายอื่น ๆ อย่างการออกแบบรถสามล้อ EV ที่จะทำหน้าที่พาผลิตภัณฑ์ไปสู่มือผู้บริโภค และตู้แช่ไอศกรีมที่มีการใช้สารทำความเย็นซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ของเนสท์เล่
“รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาทำงานค่ะ เราคิดว่านอกจากจะได้ทำงานกับบริษัทที่พยายามคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อความสุขให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังมีเรื่องของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่พยายามมุ่งไปข้างหน้าแต่ยังเห็นคุณค่าของสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือได้ว่าเป็นงานที่เรารู้สึกภูมิใจค่ะ” คุณยิ้มกล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของนักชิมไอศกรีมแห่งเนสท์เล่ และบทบาทในการพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าทั้งในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้นอกจากเราจะได้เบื้องหลังของเทคโนโลยีการผลิตไอศกรีมแล้ว เรายังสามารถเห็นถึงความตั้งใจในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมตลอด 130 ปี ของเนสท์เล่อีกด้วย