โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Mystery Tour เล่าเรื่องหลอนในวังหน้า (เคล้าเกร็ดประวัติศาสตร์)

Sarakadee Lite

อัพเดต 03 พ.ย. 2566 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2566 เวลา 07.32 น. • ศรัณยู นกแก้ว

“เคยเจออะไรบ้างไหม” หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับของเก่ามักโดนถามอยู่เสมอ เพราะของโบราณมักมาพร้อมกับเรื่องเล่าชวนขนหัวลุก และแน่นอนว่าสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุของชาติจำนวนมาก ย่อมมาพร้อมกับเรื่องเล่าชวนพิศวงอันเป็นตำนานฉบับ ชาวพิพิธภัณฑ์ หลากหลายเรื่อง เช่น เสียงปี่พาทย์ดังขึ้นในเวลากลางคืน คุณยายนุ่งโจงห่มสไบเดินไปมาในห้อง เสียงคนกวาดใบไม้ช่วงหลังเที่ยงคืน เสียงเด็กวิ่งเล่นยามย่ำค่ำ และสิ่งของบนโต๊ะโดนกวาดตกลงพื้นทั้งที่ไม่มีลมพัดหรือใครอยู่ใกล้บริเวณนั้น

Mystery Tour

เรื่องราวชวนหลอนที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์รุ่นแล้วรุ่นเล่าพบเจอนั้นอาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่เลื่องลือกันวงใน เพราะหลายคนเจอเหตุการณ์คล้ายกันอยู่เนืองๆ และนับเป็นครั้งแรกที่เรื่องพิศวงเหล่านี้จะได้ถ่ายทอดสู่วงนอกในรูปแบบ Mystery Tour ที่ภัณฑารักษ์จะพาชมมุมลับๆ ในพิพิธภัณฑ์กับที่มาของ เรื่องหลอนใน วังหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมของเทศกาลผีนานาชาติ พูด-ผี-ปีศาจ (Ghost Talks) ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2566 เพื่อต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน

Mystery Tour
ประคำโบราณ และแหวนพิรอด

Mystery Tour จะจัดวันละ 1 รอบในเวลา 13.00 น. โดยจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างานก่อนเวลาเริ่มและไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม

ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานยังจัดเต็มทั้งความรู้และความสนุกกับตลาดอาร์ตทอยโดยศิลปินกลุ่มศาลาอันเต (Sala Arte) ที่ครั้งนี้นำเสนอกาชาปองรูปผีไทยและผีเทศ นำทัพโดยตำนานผีไทยอย่างแม่นาค ปอบ นางรำ และผีเทศชื่อดัง เช่น ซาดาโกะ จิ้งจอกเก้าหาง ผีแม่ชี และผีตาก้นชิราเมะ พร้อมเวทีทอล์กที่ออกแบบในธีม “ใต้ต้นโพธิ์” ให้ได้พูดคุยกับนักสะสมงานผีของครูเหม เวชกร และทีมศิลปินการ์ตูนผีไทยนำโดย โต๊ด โกสุมพิสัย บรมครูแห่งวงการการ์ตูนผีไทยเล่มละบาท และมุมร้านน้ำชาตกแต่งในธีม “หมอยาไทย” พร้อมเมนูพิเศษสำหรับพรีวันฮาโลวีน

“ในช่วงเทศกาลฮาโลวีนเราอยากจัดกิจกรรมที่สนุกปนหลอนอย่างมีความรู้โดยนำเสนอเรื่องความเชื่อโลกวิญญาณทั้งเทพ ผี ปีศาจ ผ่านกิจกรรมที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์หรือโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับความเชื่อ เช่น กาชาปองรูปจิ้งจอกเก้าหาง เราสามารถเชื่อมเล่าไปถึงจิตรกรรมฝาผนังในเก๋งนุกิจราชบริหารที่เล่าเรื่องพงศาวดารจีนเรื่อง ห้องสินเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรมจนต้องมีการเชิญเทพเทวดาและปีศาจมาสู้รบกันและหนึ่งในนั้นคือจิ้งจอกเก้าหาง” ศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าว

มีดหมอที่ใช้ในพิธีตัดไม้ข่มนามและเชื่อว่าแก้อาการลมเพลมพัดที่ไม่รู้สาเหตุ

Sarakadee Lite พาไปพรีวิวจุดนำชมบางส่วนในเส้นทาง Mystery Tour บนพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือ วังหน้า ที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มาพร้อมเรื่องหลอนๆ แต่แฝงด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์น่าสนใจเช่น ตำนานโกศผีสิง เรื่องของคุณยายยี่เข่งผู้ออกมาจากรูปปั้น และพระแท่นบรรทมของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 ที่เด็กหลายคนมักกล่าวว่า “เห็นคุณยายนอนอยู่บนนั้น”

“การเลือกเรื่องมาเล่านั้นต้องไม่สร้างความเสื่อมเสียกับบุคคลนั้นหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือทำให้คนกลัวจนไม่กล้าเข้าพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งเราไม่ได้เล่าเฉพาะเรื่องแปลกที่คนเจอในนี้ แต่มีโบราณวัตถุให้ชมที่เกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ ด้วย เช่น โกศผีสิง ประคำโบราณ และแหวนพิรอดที่ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูโขนและเชื่อว่าใช้ไล่ภูตผีปีศาจได้ด้วย และมีดหมอที่ใช้ในพิธีตัดไม้ข่มนามและเชื่อว่าแก้อาการลมเพลมพัดที่ไม่รู้สาเหตุ” ศุภวรรณ กล่าว

วังหน้า

อาถรรพ์พระโกศของพระเจ้าตาก

Location: โรงราชรถ

Mystery Story : “โดยปกติแล้วโกศทรงโถไม่ใช้สำหรับพระศพของเจ้านายชั้นสูง แต่โกศใบนี้ฝาเป็นทรงพระมหาพิชัยมงกุฎและเชิงโกศเป็นฐานสิงห์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า โกศโถใบนี้เป็นของที่สร้างเมื่อครั้งกรุงธนบุรีสำหรับเจ้านายชั้นสูงสุดคือสมเด็จพระเจ้าตากสิน โกศทำจากไม้ตะเคียนและแยกเป็นสี่ส่วนได้และข้างใต้มีรูสำหรับต่อท่อไม้ไผ่ไปยังโถใส่น้ำเหลือง เหตุที่ไม่ใช้ทองคำอาจเพราะสร้างเร่งด่วนหรือช่วงนั้นสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติและไม่มั่งคั่งพอ นับว่าเป็นโกศที่เก่าแก่ที่สุดที่เก็บรักษาในโรงราชรถและตั้งสูงกว่าใบอื่นตามลำดับศักดิ์

“เรื่องอาถรรพ์คือเมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดให้เอาโกศใบนี้ไปใส่ศพเจ้าพระยานคร (น้อย) ที่เมืองนครศรีธรรมราชเนื่องจากสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าตากสิน แต่ในพิธีศพนั้นโกศตกลงมาจากเกรินและทับเจ้าพนักงานภูษามาลาตายและตัวโกศแตกร้าวจึงทำให้ลือกันว่าเป็น โกศผีสิง มีอาถรรพ์” ศุภวรรณอธิบาย

วังหน้า

History : โรงราชรถสร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อปี 2472 และมีการบูรณปฏิสังขรณ์พร้อมกับต่อเติมมุขหน้าเมื่อปี 2536 เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาและจัดแสดงราชรถสำคัญรวมทั้งเครื่องประกอบในการพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพ เช่น พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราชรถน้อย เกริน ส่วนประกอบของพระเมรุมาศ พระโกศ พระยานมาศสามลำคานเป็นอาทิ

วังหน้า

คุณยายยี่เข่งผู้ออกมาจากรูปปั้น

Location : พระที่นั่งวสันตพิมาน, หมู่พระวิมาน

Mystery Story : ภายในตู้ที่จัดแสดงต้นไม้แก้วฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าดำรง ปราโมช ยังจัดแสดงพระรูปพระองค์เจ้ายี่เข่ง หรือที่ชาวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เรียกว่า “คุณยายยี่เข่ง” ขนาดความสูง 38 เซนติเมตร โดยตรงฐานพระรูปเขียนระบุว่า นายแววเป็นผู้ปั้นถวาย แต่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้จัดสร้างและในวาระโอกาสใด

“คุณยายยี่เข่งเป็นพระพี่เลี้ยงของรัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านี้พระรูปเก็บไว้ในคลังและมีเจ้าหน้าที่หลายคนเล่าว่าเมื่อต้องเข้าไปตรวจสอบหรือทำความสะอาดโบราณวัตถุในคลังจะเห็นภาพคุณยายท่านหนึ่งแต่งตัวลักษณะเหมือนอย่างพระรูปเดินผ่านไปมา ต่อมาเมื่อย้ายมาจัดแสดงในตู้ที่พระที่นั่งวสันตพิมานเคยมีนักท่องเที่ยวมาบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อกี๊ได้คุยกับคุณยายท่านหนึ่งสนุกดีนะ แต่เจ้าหน้าที่ไม่เห็นคุณยายเลยสักคน หลังจากนั้นทุกๆ วันพระทางเจ้าหน้าที่จะนำหมากพลูมาถวายอยู่เสมอ”

พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่เข่ง

History : พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่เข่งเป็นพระธิดาในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพชรหึง (พระโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทซึ่งเป็น วังหน้า พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1) และได้รับราชการเป็นพนักงานนมัสการ (ผู้ช่วยจัดธูปเทียนดอกไม้และจัดพระแท่นพระพุทธรูป) ในสมัยรัชกาลที่ 4 จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้มารับราชการเข้านอกออกใน (ทำหน้าที่ติดต่อกับเจ้านายและข้าราชการฝ่ายหน้า) อีกตำแหน่งหนึ่งและจากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพนักงานพระโอสถ

อ้างอิงจากข้อมูลของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีเกร็ดเล่ากันว่าเมื่อทรงเป็นพนักงานพระโอสถ คราวหนึ่งพระองค์เจ้ายี่เข่งทรงเชิญพระโอสถมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 เพื่อเสวย แต่พระองค์ทรงรีรอไม่รีบเสวย พระองค์เจ้ายี่เข่งฉวยไม้บรรทัดบนโต๊ะทรงพระอักษรขึ้นขู่ว่า ถ้าไม่รีบเสวยพระโอสถจะทรงถวายตี เป็นที่ทรงขบขันของรัชกาลที่ 5 ทรงนำเล่าพระราชทานพวกข้างในว่า “ฉันไม่กินยา เจ้าเข่งแกจะตีฉัน”

Mystery Tour

“เสียงเบาหน่อย คุณยายนอนอยู่”

Location : พระที่นั่งวสันตพิมาน, หมู่พระวิมาน

Mystery Story : พระแท่นบรรทมซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าเป็นพระแท่นบรรทมของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 เดิมนั้นเก็บรักษาและจัดแสดงที่พระตำหนักแดงก่อนจะย้ายมาที่พระที่นั่งวสันตพิมานในปัจจุบัน

“ในสมัยก่อนทางพิพิธภัณฑ์มีกฎว่าเจ้าหน้าที่ผู้ชายต้องสลับกันมานอนเวรและยังไม่มีที่พักจัดให้ต้องหาที่นอนกันเอาเอง มีเรื่องเล่าว่าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งปูผ้านอนบนตั่งไม้หน้าพระตำหนักแดงและโดนถีบตกตั่งเลย อีกเรื่องคือเจ้าหน้าที่อีกคนเคยพาลูกมาทำงานด้วยขณะทำหน้าที่เฝ้าพระตำหนักแดงแล้วแม่เผลอคุยเสียงดังกับเพื่อนร่วมงาน ลูกก็เดินมาบอกว่า ‘แม่เสียงเบาหน่อย คุณยายนอนอยู่’ แม่ก็ขนลุกซู่เลยทีเดียว”

พระตำหนักแดง สถานที่ตั้งพระแท่นเดิม

History : สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (ผู้เป็นทั้ง วังหน้า และพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 4) สำหรับพระแท่นบรรทมนี้เป็นพระแท่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งประทับที่พระตำหนักแดงในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังเมื่อเสด็จพร้อมด้วยพระโอรสองค์เล็กออกไปประทับที่พระราชวังเดิม ธนบุรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระตำหนักแดงทั้งหมู่ไปปลูกถวายและคงนำพระแท่นนี้ไปด้วย

ต่อมาเมื่อพระโอรส คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ได้เสด็จบวรราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ย้ายพระตำหนักแดงส่วนที่เป็นที่ประทับของพระองค์มาปลูกรักษาในพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งภายหลังพื้นที่บางส่วนกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เรือนไม้สักของพระตำหนักแดงปัจจุบันจัดแสดงเรื่องวิถีชีวิตเด็กไทยในอดีตตั้งแต่ธรรมเนียมการขอลูก การเกิด การอยู่ไฟ และการศึกษา

พระที่นั่งบุษบกเกรินสำหรับเสด็จออกขุนนาง

จับขโมยได้ เพราะเสียง (ใคร) เดินเวรตลอดคืน

Location : มุขกระสัน, พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

Mystery Story : ศุภวรรณกล่าวว่าบริเวณที่เป็นมุขกระสันในปัจจุบันนั้น เดิมเป็นห้องเก็บทองคำที่สร้างล้อมรอบด้วยลูกกรงเหล็กและจะมีผ้าม่านผืนใหญ่จากพื้นจดเพดานกั้นระหว่างห้องทองคำกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ผู้ที่ถือกุญแจเปิดห้องนี้ได้คืออธิบดีกรมศิลปากร เรื่องที่เป็นตำนานคลาสสิกของที่นี่สมัยที่ยังไม่มีการติดตั้งกล้อง CCTV คือมีโจรแอบอยู่หลังม่านเพื่อรอเวลากลางคืนจะเข้าไปขโมยของมีค่าในห้อง

“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเกษียณไปแล้วเล่าว่าโจรได้ให้การกับตำรวจว่าเขาทำทีเป็นนักท่องเที่ยวมาชมพิพิธภัณฑ์และไปแอบอยู่หลังม่าน พอตกดึกก็เอาเลื่อยออกมาเพื่อจะตัดลูกกรงเหล็ก แต่ในขณะที่กำลังจะเลื่อยได้ยินเสียงคนสวมรองเท้าเดินมาและเห็นเงาชะโงกมองมา โจรก็กลับไปแอบหลังม่านและออกมาใหม่เมื่อเสียงหายไปแล้ว แต่พอจะเริ่มตัดลูกกรงก็จะได้ยินเสียงแบบเดิมอีกเรียกว่าเล่นเอาล่อเอาเถิดกันทั้งคืนจนโจรคนนั้นเหนื่อยและหลับไป จนรุ่งเช้าเจ้าหน้าที่เห็นความผิดปกติจึงแจ้งตำรวจมาจับตัวโจรไว้ได้โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าเมื่อคืนไม่มีใครเดินไปทางด้านนั้นเลย”

History : มุขกระสันเป็นอาคารที่เชื่อมพระราชมณเฑียรที่ประทับกับท้องพระโรง แต่เดิมคือส่วนหนึ่งของมุขเด็จ ที่ตั้งพระที่นั่งบุษบกเกรินสำหรับเสด็จออกขุนนาง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (วังหน้าในรัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยเพื่อใช้เป็นท้องพระโรงเพื่อเสด็จออกรับแขกเมืองและบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ มุขเด็จจึงกลายเป็นมุขกระสันซึ่งเป็นทางเชื่อมหมู่พระวิมานกับท้องพระโรงและปัจจุบันจัดแสดงเรื่องกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับ วังหน้า ในแต่ละรัชกาล

ตัวอย่าง ศาลเพียงตา ที่เคยจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

ศาลเพียงตาและอะไรเอ่ยมาแต่ขาไม่เจอตัว

Location : พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน

Mystery Story : ศุภวรรณเล่าว่าขณะกำลังเตรียมจัดงานอาร์ตทอย เมื่อเดือนเมษายน 2566 ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน นักออกแบบคนหนึ่งได้วางของชิ้นใหญ่ไว้บนโต๊ะกลางห้องและรอบๆ ไม่มีใครอยู่และไม่มีลมพัด แต่ปรากฏว่าอยู่ๆ ของชิ้นนั้นก็โดนกวาดลงบนพื้นจนแตก

“เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ท่านหนึ่งซึ่งอยู่ที่นี่มานานจึงถามว่า ‘มาขายของได้บอกเจ้าที่เขาหรือยัง’ เราไม่ได้เอะใจมาก่อน เพราะคิดว่าเป็นงานเล็กๆ ก็เลยไม่ได้ทำพิธีอะไร เพราะปกติถ้าเป็นนิทรรศการใหญ่เราจะมีพิธีบรวงสรวงเซ่นไหว้อยู่แล้ว เราก็เลยต้องทำศาลเพียงตาเซ่นไหว้ของแบบแอบๆ ไม่ให้ผู้เข้าชมเห็น แต่ในนิทรรศการ “พูด ผี-ปีศาจ” ครั้งนี้เราจะจัดศาลเพียงตาให้เห็นกันชัดๆ เลย

“ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ที่มาทำงานใหม่จะเจอเหมือนเขาออกมาทักทาย เช่น เจ้าหน้าที่น้องใหม่คนหนึ่งเขาเข้ามาเปิดกุญแจตู้จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกข์เพื่อเตรียมเปิดไฟ ขณะกำลังก้มไขกุญแจนั้นสายตาเหลือบเห็นขาคู่หนึ่งมายืนข้างๆ แต่เมื่อแหงนหน้ามองก็ไม่เจอใคร”

History : พระที่นั่งศิวโมกขพิมานสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยแผนผังได้รับรูปแบบมาจากพระที่นั่งทรงปืนซึ่งเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงตอนท้ายพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (วังหน้าในรัชกาลที่ 3) โปรดให้รื้อของเดิมซึ่งเป็นอาคารเครื่องไม้โถงไม่มีผนังแล้วทำใหม่ทั้งหลังโดยขยายส่วนให้ใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงโรงและมีเฉลียงรอบ ปัจจุบันเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ

วังหน้า

เด็กๆ อย่าปีนป่าย เดี๋ยวโดนผลักตกลงมา

Location : พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

Mystery Story : พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นแบบตะวันตกเพื่อทรงใช้ประทับและเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะ ปัจจุบันจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ บริเวณห้องตอนกลางชั้นบนของพระที่นั่งมีตู้จำหลักปิดทองประดิษฐานพระป้ายฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและเบื้องล่างตู้มีอัฒจันทร์ไม้สลักจำนวนสามชั้น

“บริเวณอัฒจันทร์ที่มีชั้นลดหลั่นนี้เมื่อก่อนเราไม่ได้ติดตั้งเชือกกั้นทำให้เด็กบางคนชอบไปปีนป่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และมักโดนผลักตกลงมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และเมื่อไม่นานมานี้ทางพิพิธภัณฑ์ได้มีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ดูแลห้องต่างๆ และเจ้าหน้าที่ซึ่งเพิ่งมาประจำที่ห้องนี้เล่าว่าขณะกำลังเช็ดทำความสะอาดรู้สึกเหมือนมีใครมาดึงผมเบาๆ เขาเลยคิดว่าเพราะเขามาใหม่คงจะโดนทักทายแน่เลย” ศุภวรรณกล่าวและเสริมว่าสำหรับตนเองนั้นไม่เคยเจอแบบตัวเป็นๆ นอกจากได้ยินเสียงคนกวาดใบไม้หลังเที่ยงคืนตรงลานลั่นทม

พระป้าย

History : พระป้าย ภาษาจีนเรียกว่า “เจียเสริน” แปลตามศัพท์ว่า “เทพประจำบ้าน” หมายถึงป้ายชื่อบรรพบุรุษที่ชาวจีนจะจัดทำไว้ประจำบ้านสำหรับให้ลูกหลานเคารพบูชาเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ พระป้ายฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างบูชาภายหลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อปี 2408 โดยพระโอรสคือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ตัวพระป้ายทำด้วยไม้แกะสลักซ้อนกันสองชั้น ชั้นนอกจารึกอักษรภาษาจีนปิดทองสองแถวจารึกพระปรมาธิไธยและผู้เซ่นสรวงบูชา ชั้นในหรือลิ้นพระป้าย เขียนอักษรจีนภาษาจีนด้วยหมึกสีดำ มีอักษรสามแถว แถวกลางเป็นพระปรมาธิไธย แถวขวาบอกวันเวลาประสูติ และแถวซ้ายบอกวันเวลาสวรรคต

วังหน้า

เรื่องเล่าลานลั่นทมและชายนุ่งโจงในสวนจีน

Location : หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช / เก๋งนุกิจราชบริหาร

Mystery Story : แจม-จนัญญา ดวงพัตรา นักออกแบบจาก มือกระบี่สตูดิโอ และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มศิลปินศาลาอันเต ผู้สร้างสรรค์กาชาปองอาร์ตทอยที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวสุดพิศวงเมื่อมีโอกาสได้เข้ามาทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์

“แจมชอบมานั่งทำงานที่ห้องชั้นล่างของหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราชซึ่งเป็นห้องกระจกและด้านหนึ่งมองออกไปเห็นลานลั่นทมและเก๋งนุกิจราชบริหาร ปกติแล้วแจมเป็นคนที่ไม่เคยเจอเรื่องลี้ลับหรือวิญญาณมาก่อนเลย จนวันหนึ่งขณะนั่งทำงานในห้องนั้นและมองออกไปตรงลานลั่นทม แจมเห็นผู้ชายคนหนึ่งนุ่งโจงสีแดงและเสื้อสีเหลือง จำได้แม่น เพราะเสื้อเหลืองมากๆ แบบแจ่มติดตา ตอนแรกคิดว่าคงเป็นนักท่องเที่ยวและเราก็จ้องดูเพื่อจะได้เห็นชัดๆ เวลาเขาเดินพ้นเสาอาคาร แต่ก็ไม่เห็นว่าเดินผ่านมาสักที เลยออกไปดูก็ไม่เห็นใครเลย อีกวันหนึ่งในห้องที่เราชอบไปนั่งทำงานและเป็นที่เก็บตู้กาชาปองด้วย แจมเห็นเด็กผู้ชายหัวเกรียนผลุบโผล่อยู่ข้างตู้ แต่พอเดินไปดูใกล้ๆ ก็ไม่เจอตัวเหมือนกัน”

ศุภวรรณเสริมว่า “เมื่อตอนก่อสร้างอาคารหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช ช่างเขาบอกว่าไม่ขอทำโอทีนะ เพราะพอตกเย็นพวกเขาจะได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นกันรอบๆ”

ภายในห้องสิน

History : พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งบวรปริวัติเป็นอาคารทรงจีนสองชั้นเพื่อเป็นที่เสด็จออกประพาสฝ่ายใน แต่เสด็จสวรรคตก่อนการก่อสร้างแล้วเสร็จ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงดำเนินการต่อจนเสร็จ ภายในบริเวณพระที่นั่งบวรบริวัติยังมีสวนและเก๋งแบบจีนอีกด้วย ปัจจุบันได้รื้อถอนพระที่นั่งและสวนจีนไปแล้วคงเหลือแต่เก๋งนุกิจราชบริหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสวนจีน

เก๋งจีนเป็นอาคารขนาดเล็กชั้นเดียวก่ออิฐถือปูนสามด้านหลังคามุงกระเบื้องจีน และที่สำคัญคือภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งสามด้านเล่าเรื่องพงศาวดารจีนเรื่อง ห้องสิน ซึ่งพบเพียงที่เดียวในประเทศไทย และสันนิษฐานว่าเขียนโดยฝีมือช่างจีนในสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าในรัชกาลที่ 5

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นสวนจีนปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี) ซึ่งสร้างขึ้นใหม่โดยมีศิลปวัตถุที่สำคัญคือบานเฟี้ยมไม้ชิงชันแกะสลักปิดทองจำนวน 26 บานที่เล่าเรื่องวรรณกรรมจีน สามก๊ก โดยชุดบานเฟี้ยมนี้เดิมติดตั้งอยู่ที่หอนั่งซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการในเคหาสน์ย่านหัวลำโพงของเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกรมพระนครบาลในสมัยรัชกาลที่ 4

Fact File

  • เทศกาลผีนานาชาติ “พูด ผี-ปีศาจ” (Ghost Talks) จัดขึ้นที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
  • Mystery Tour จะจัดวันละ 1 รอบในเวลา 13.00 น. ในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2566 โดยจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างานก่อนเวลาเริ่มและไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม
  • สอบถามเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 0-2224-1333 และ 0-2224-1402 หรือ https://www.facebook.com/eduNMB

The post Mystery Tour เล่าเรื่องหลอนในวังหน้า (เคล้าเกร็ดประวัติศาสตร์) appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...