โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาป่วนครัว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 ม.ค. 2567 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2567 เวลา 07.39 น. • Honghua
เด็กสาวพิการทะลุมิติมาอยู่ในร่างของบุตรสาวท่านเจ้าเมือง ทุกอย่างที่นี่ล้วนดีไปหมด ยกเว้นอาหารที่มีแต่น้ำมัน ไม่ได้การ เธอจะต้องเปลี่ยนวิธีการกินของคนในบ้าน ก่อนจะเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดไปเสียก่อน

ข้อมูลเบื้องต้น

อมีนา หญิงสาวอายุสิบเจ็ด ได้ประสบอุบัติเหตุจนเสียขาทั้งสองข้าง หลังจากที่เธอหายดีได้เพียงแค่ปีเดียว ก็ต้องมาสิ้นใจ เพราะคนใจหยาบ และได้เข้ามาอยู่ในร่างของมู่เฟยหง คุณหนูสามตระกูลมู่ ที่มีบิดาเป็นท่านเจ้าเมือง

ตายแล้วเกิดใหม่เธอยังพอรับได้ แต่อาหารที่มีแต่น้ำมันนี่คืออะไร อยากกินอาหารนะไม่ได้อยากกินน้ำมัน

เรื่องราวของเด็กน้อยวัยห้าขวบ เดินเข้าครัวไปทำอาหาร ทำเอาคนทั้งจวนต่างพากันแตกตื่น

แนะนำตัวละคร

มู่เฟยหง (นางเอก)

มู่เฟยเทียน (เจ้าเมือง)

กู้ซิวอิง (ฮูหยินกู้)

มู่เจ๋อ (พี่ชายนางเอก)

มู่ชิงอี (พี่สาวนางเอก)

องค์ชายเก้าโจวเหวินหราน (ลูกเขยท่านเจ้าเมือง)

ฉินซาน (พ่อบ้าน)

? (พระเอก)

ถังรั่วอวิ๋น

ถังจินเยว่

ถังซินหยาน

***ตัวละครจะเพิ่มขึ้นมาตามเนื้อหาของเรื่อง

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1

อมีนา หรือที่เพื่อน ๆ ชอบเรียกมีนา ในตอนนั้นเธอเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง อายุเพียงสิบเจ็ดย่างเข้าสิบแปด กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ห้า สถานะทางบ้านก็กลาง ๆ แต่กระนั้นครอบครัวของเธอก็มีความสุขกันอย่างมาก แม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ครอบครัวก็พร้อมหน้าพร้อมตา รักใคร่กลมเกลียวกันดี

เธอเองก็เป็นเด็กที่เรียนเก่งมีอนาคตไกล เป็นความหวังของครอบครัว จนกระทั่งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ในวันที่หนึ่งหลังจากที่เลิกเรียน เด็กสาวเดินมารอรถประจำทางอย่างเช่นทุกวัน เพื่อที่จะขึ้นรถกลับบ้าน แต่ป้ายรถเมย์ที่เธอต้องขึ้นอยู่ฝั่งตรงข้าม

เด็กสาวจึงเดินข้ามทางม้าลายที่เคยใช้เป็นประจำ แต่ว่าวันนั้นมีสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น เมื่อรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูง และเข้าประทะกับร่างของเธออย่างจัง จนร่างลอยกระเด็นไปไกล

อุบัติเหตุในครั้งนั้น ทำให้เธอต้องเสียขาทั้งสองข้าง ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนรถเข็น ยังดีที่แขนทั้งสองข้างของเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่อนาคตที่เคยวาดฝันไว้ก็ดับวูบลงไปในทันที

ครอบครัวจากที่เคยอยู่กันพร้อมหน้า พ่อกับแม่ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อที่จะได้มีเงินมาดูแลเธอ แม้จะได้รับเงินชดเชยจากคู่กรณี แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอ

เธอจำต้องอยู่บ้านคนเดียว เพื่อน ๆ ที่มาเยี่ยมเยียนในตอนแรก ๆ ก็ค่อย ๆ หนีหาย แต่เธอก็เข้าใจ คงไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับคนพิการ เด็กสาวจากที่เคยร่าเริงสดใส หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ก็กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่ยอมพูดจากับใคร

แม่ของเธอเห็นว่าเธอดูเศร้า จึงได้หางานอดิเรกให้เธอทำ เพื่อที่จะไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน และสิ่งแรกที่เธอได้ทำก็คือการวาดรูป ซึ่งเธอก็ทำมันออกมาได้ดี ชนิดที่ว่าดีกว่าตอนที่แขนขายังสมบูรณ์อีก

จิตใจของเธอเริ่มจะดีขึ้น เธอจึงขอแม่ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง นั่นก็คือการทำอาหาร แม่กับพ่อของเธอกลับดึกทุกวัน ไหนจะต้องมาหุงหาอาหารกินเองอีก เธอจึงอยากจะแบ่งเบาภาระตรงจุดนี้ ซึ่งพ่อกับแม่ก็อนุญาต

หลังจากนั้นเป็นต้นมา หน้าที่ทำกับอาหารจึงตกเป็นของเธออย่างถาวร เวลาต้องการผัก เครื่องปรุงหรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เธอก็กดสั่งในแอป หรือไม่ก็จ้างเดลิเวอรี่มาส่งให้

ซึ่งเหตุการณ์ก็ดำเนินไปได้ด้วยดีตลอด จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ที่เธอกดสั่งเนื้อหมูจากช่องทางเดลิเวอรี่ ซึ่งก็มีการนำส่งปกติเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ที่ต่างออกไปก็คือ พนักงานเดลิเวอรี่คนนั้น พอรู้ว่าเธอเป็นคนพิการ และอยู่บ้านเพียงคนเดียว

จากพนักงานส่งอาหาร ก็กลายเป็นโจรในทันที เด็กสาวพยายามที่จะห้ามและขอร้อง แต่คนใจบาปก็ไม่ได้หยุดการกระทำ ยังคงค้นหาสิ่งของมีค่าตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน เมื่อขอร้องอ้อนวอนไม่เป็นผล เด็กสาวก็เริ่มกรีดร้องขอความช่วยเหลือ

โจรใจบาปที่เห็นว่าท่าไม่ดี จึงเดินเข้ามาประชิดตัวของเด็กสาว ก่อนที่จะใช้มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ ๆ ปาดเข้าที่คอ ส่งผลให้เด็กสาวสิ้นใจในทันที…

“ท่านพี่เจ้าคะ เรารีบเดินทางกันดีหรือไม่ หงเอ๋อร์อาการท่าจะไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ”

กู้ซิวอิง หรือมู่ฮูหยินกำลังอ้อนวอนสามี มู่เทียนเซียวให้รีบออกเดินทางเข้าไปในตัวเมืองให้เร็วที่สุด เนื่องจากบุตรสาวมู่เฟยหงป่วยเป็นไข้ป่า ต้องรีบหาทางรักษา ไม่เช่นนั้นบุตรสาวอาจจะไม่มีชีวิตรอด

คณะเดินทางของมู่เทียนเซียว กำลังเดินทางไปที่เมืองเหลียงโจว เพื่อไปรับตำแหน่งท่านเจ้าเมืองที่นั่น แต่พอเดินทางมาถึงกลางป่า มู่เฟยหงบุตรสาวคนที่สามก็เกิดล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน และจากอาการก็คล้ายจะเป็นไข้ป่า

พวกเขาได้ทำการต้มยาให้เด็กน้อยกินแล้ว หากแต่อาการไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายยังทรุดลงทุกที ด้วยความร้อนใจมู่ฮูหยินจึงต้องการพาบุตรสาวไปรักษาที่โรงหมอให้เร็วที่สุด

“ข้าเองก็ร้อนใจ แต่วันนี้ทุกคนก็เร่งเดินทางอย่างสุดกำลังแล้ว หากไม่พักเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่หงเอ๋อร์ที่ป่วย”

สองวันมานี้ขบวนรถม้าเดินทางกันไม่ได้หยุดหย่อน เพียงเพราะต้องการที่จะถึงจุดหมายให้ได้เร็วที่สุด ทุกคนที่ร่วมทางต่างก็เหนื่อยล้ากันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ม้าที่ใช้ลากจูง

คนนั้นไม่เท่าไหร่เพราะยังนั่งกันอยู่ในรถม้า แต่ม้าที่ใช้งานมันมาทั้งวัน หากบังคับให้มันต้องลากต่อเกรงว่ามันจะไปไม่ถึงจุดหมาย จากที่จะถึงไวจะกลายเป็นล้าช้า

“แต่ลูกจะไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ”

มู่ฮูหยินเข้าใจสิ่งที่สามีต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้นางไม่สนอะไรทั้งนั้น นอกจากบุตรสาวที่นอนไข้ขึ้นไม่ยอมลด นางต้องการที่จะให้บุตรสาวถึงมือหมอให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ คืนนี้เราค้างที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้เช้าพี่จะพาลูกล่วงหน้าไปหาท่านหมอเอง”

ทางด้านมู่เทียนเซียวเองก็ร้อนใจไม่ต่างกันกับภรรยา หากแต่เขาไม่ใช่แค่พ่อ แต่ว่าเขาเป็นผู้นำการเดินทางในครั้งนี้ด้วย การจะทำอะไรแต่ละอย่าง ก็ต้องผ่านกระบวนการคิดให้อะเอียดและรอบครอบ

สองวันมานี้บุตรสาวของเขาอาการไม่ดีขึ้นเลย แม้จะห่วงมู่เฟยหง แต่บุตรคนอื่น ๆ และบ่าวไพร่ก็ยังอยู่ที่นี่ จึงจะทำอะไรตามใจตนไม่ได้ แต่หากว่าพรุ่งนี้มู่เฟยหงยังไม่ดีขึ้น เขาก็จะพาลูกออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แล้วค่อยให้ขบวนรถม้าตามไป อย่างไรเสียก็ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง

“จริงนะเจ้าคะ”

“พี่เคยโกหกเจ้าหรือ เจ้าเองก็ไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ดูแลลูกให้”

“ก็ได้เจ้าค่ะ”

มู่ฮูหยินต้องการที่จะพูดต่อ แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันเหนื่อยล้าของสามี นางก็จำต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป จากนั้นก็ลุกออกไปเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ลูกน้อย

เมื่อทำทุอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มู่ฮูหยินก็เลือกที่จะนอนอยู่ใกล้ ๆ บุตรสาว เผื่อว่าบุตรสาวนางเป็นอะไร นางจะได้รู้ตัว แต่เพียงแค่หัวถึงหมอน ก็นอนหลับไปอย่างง่ายดาย ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ประกอบกับต้องดูแลบุตรสาวมาสองวันสองคืน ร่างกายจึงต้องการการพักผ่อน

มู่เทียนเซียวที่เดินตามมาทีหลัง เมื่อเห็นว่าฮูหยินหลับเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำผ้าห่มมาคลุมให้ จากนั้นก็นั่งเฝ้าบุตรสาว แต่เพราะความเหนื่อยล้า ที่มีมากไม่แพ้ภรรยา ทำให้มู่เทียนเซียวเผลอหลับไปแบบไม่รู้ตัว

ตกดึกในตอนที่ผู้คนกำลังหลับสนิท มู่เฟยหงก็เริ่มตัวร้อนขึ้นเรื่อย ๆ การหายใจเริ่มติดขัด เด็กน้อยพยายามที่จะเรียกหาผู้เป็นแม่ หากแต่น้ำเสียงช่างแหบแห้งเหลือหลาย ไม่ว่าจะเอ่ยอะไรออกไป ก็มีเพียงเสียงลมเท่านั้น

เด็กน้อยทนกับความทุกข์ทรมานไม่นาน ลมหายใจก็เริ่มแผ่วลงช้า ๆ ก่อนที่จะหมดไปในที่สุด…

ในความมืดมิดของยามราตรี ดวงตาที่ปิดสนิทของมู่เฟยหงได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ จุดที่ตัวเองกำลังนอนอยู่อย่างสำรวจ สายตาเต็มไปด้วยความสับสนและมึนงง มากกว่านั้นคือความสงสัย

ไม่ใช่ว่าเธอถูกฆ่าแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่อีก หรือว่ามีคนมาช่วยเธอไว้

แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ก็ต้องกุมขมับเพราะความเจ็บปวด จากนั้นก็มีความทรงจำสายหนึ่งเพิ่มเข้ามา และเมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหว จึงสลบไปอีกครั้ง…

***ไรท์มาแล้ว หายไปหลายวันไม่รู้มีใครคิดถึงไรท์บ้างมั้ย

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

ในขณะที่กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้น หูพลันได้ยินเสียงของคนคุยกันอยู่ข้าง ๆ หู มู่เฟยหงลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหลับลงไปอีกครั้ง เนื่องจากถูกแสงแยงตา เด็กน้อยลืมตาขึ้นอีกช้า ๆ ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งการมองเห็นจึงกลับมาปกติ

เด็กน้อยเหลือบมองคนที่นั่งห้อมล้อมตนเองด้วยความสงสัย ก่อนที่ความทรงจำจะผุดขึ้นมา ว่าคนที่กำลังจ้องนางอยู่มีใครบ้าง

“หงเอ๋อร์!! หงเอ๋อร์ของแม่ฟื้นแล้ว”

มู่ฮูหยินเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ ที่เห็นว่าบุตรสาวได้ลืมตาขึ้นมาแล้ว หลังจากที่หลับมาตลอดสองวันสองคืน ทำให้นางเป็นห่วงจนไม่เป็นอันกินอันนอน

“เป็นอะไร ไม่สบายตรงไหน บอกแม่ได้นะลูก”

เมื่อเห็นว่าบุตรสาวเอาแต่นิ่งเงียบ มองไปทางคนนั้นทีคนนี้ที ทั้งยังเดี๋ยวขมวดคิ้วเดี๋ยวคลาย ใจคนเป็นแม่ก็ร้อนรนขึ้นมา ด้วยคิดว่าลูกกำลังได้รับความเจ็บปวดจากการป่วย

โดยที่ไม่รู้เลยว่า การที่เด็กน้อยทำเช่นนั้น ก็เพราะว่ากำลังค้นความทรงจำของร่างเดิม ว่าคนที่ห้อมล้อมนางอยู่นี้มีใครบ้าง

เด็กน้อยไม่รู้ว่าตนเองจะต้องพูดหรือแสดงออกอย่างไร เมื่อเห็นสีหน้าดีใจของทุกคน จะให้บอกว่านางเป็นคนอื่นที่มาอาศัยอยู่ในร่างนี้ ก็เกรงว่าคนอื่นจะคิดว่านางเพ้อเจ้อ อีกอย่างก็คือ หากคนในครอบครัวเชื่อในเรื่องที่พูดออกมา พวกเขาทั้งหมดจะเป็นเช่นไร ที่รู้ว่าไส้ในของเด็กน้อยคนนี้ ไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง

หากว่าครอบครัวนี้รับไม่ได้ แล้วไล่นางไปจะทำอย่างไร ถึงแม้ว่าข้างในจะไม่เด็กแล้ว แต่ว่าร่างนี้ก็เป็นเพียงเด็กน้อยอายุห้าขวบ หากไปอยู่ข้างนอกโดยไม่มีคนช่วยเหลือดูแล อีกไม่นานก็คงได้ตายอีกรอบเป็นแน่

เด็กน้อยเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับครอบครัวในนี้ เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คงต้องรอให้โตกว่านี้อีกหน่อย เมื่อถึงตอนนั้นหากครอบครัวนี้ไม่ยินดีให้นางอยู่ด้วย นางก็จะจากไปโดยดี

มู่ฮูหยินที่เห็นบุตรตรีเงียบนาน ทั้งยังเอาแต่มองคนนั้นทีคนนี้ที ไม่ยอมพูดจาอะไร ใจก็กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไปอีกรอบ จึงได้เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ เป็นอะไรลูก”

เสียงเรียกของมู่ฮูหยิน ทำให้มู่เฟยหงหลุดออกจากความคิดของตนเอง ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“นะ นะ น้ำ”

มู่เฟยหงที่พยายามจะเอ่ยออกมา แต่ด้วยลำคอที่แห้งผาก ทำให้กว่าที่จะเอ่ยออกมาได้แต่ละคำ ทำเอาคนที่มุงดูถึงกับต้องลุ้นตาม

“นี่น้ำ ค่อย ๆ ดื่มนะลูก”

พอรู้ว่าบุตรสาวต้องการอะไร มู่ฮูหยินก็รีบหามาให้ทันที พอได้น้ำมาแล้ว ก็ค่อย ๆ ประคองร่างของมู่เฟยหงขึ้นมา จากนั้นก็บบรรจงป้อนน้ำให้ดื่ม

“เป็นเช่นไรบ้าง ดีขึ้นไหม”

“เจ้าค่ะ ขอบคุณนะเจ้าคะ”

“ยังเจ็บตรงไหนหรือไม่”

มู่ฮูหยินลูบตามใบหน้าและลำตัวของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา ด้วยกลัวว่าลูกจะเจ็บ คนเป็นแม่เมื่อเห็นลูกต้องป่วยไข้ หัวใจก็แทบจะแตกสลาย อยากจะเจ็บป่วยแทนลูก

มู่เฟยหงที่มองเห็นความรักความห่วงใย จากสายตาของมู่ฮูหยิน หัวใจดวงน้อย ๆ ของนางก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในทันที ตอนนี้ทุกคนยังไม่รู้ว่ามู่เฟยหงคนก่อนได้ตายไปแล้ว และวิญญาณของนางได้เข้ามาแทนที่

หากว่าทุกคนรู้ ว่าข้างในนี้ไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง ถึงตอนนั้น นางจะยังได้รับสายตาเช่นนี้อยู่หรือไม่นะ จากที่คิดว่าจะบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างตอนที่นางโต ในตอนนี้นางกลับหวาดกลัวกับคำตอบที่จะได้รับ

ชาติที่แล้วนางมีพ่อแม่ก็จริง แต่ทั้งสองไม่เคยมีเวลาให้นางเลย เพราะต้องเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำงานหาเงิน เพื่อส่งนางให้เรียนสูง ๆ แม้กระทั่งตอนที่ประสบอุบัติเหตุเสียขา พวกเขาก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นกว่าที่เคย จนวันหนึ่ง ๆ แทบจะไม่เจอหน้ากันด้วยซ้ำ

แต่พอมาชาตินี้ นอกจากพ่อแม่ที่คอยนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง นางยังมีพี่น้องที่คอยห่วงใยอีกด้วย แม้จะพึ่งเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อย แต่จากความทรงจำที่มีอยู่ของร่างเดิม ทำให้ได้รู้ว่ามู่เฟยหงได้รับความรักความเอาใจใส่มากแค่ไหน

คนที่โหยหาความอบอุ่นมาตลอดแบบนาง เริ่มที่จะหวงแหนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จนความคิดที่จะบอกความจริงแก่ครอบครัวนี้ ได้หายไปในชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว

กลับมาที่คำถามของมู่ฮูหยิน มู่เฟยหงคว้าจับมือของมารดา ก่อนที่จะส่งยิ้มฝืน ๆ ตอบไปด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

“นอกจากตัวที่ยังร้อนอยู่ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วเจ้าค่ะ”

“น้องสามเจ้ารีบหายเร็ว ๆ นะ พอไม่มีเจ้าพี่กินข้าวไม่อร่อยเลย”

มู่เจ๋อที่สบโอกาสได้พูดกับน้องสาวได้เอ่ยขึ้นมา ในตอนที่น้องกำลังป่วยอยู่นั้น มารดาไม่ยอมให้เขาได้เยี่ยมน้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะกลัวว่าเขาจะป่วยเหมือนน้องไปอีกคน

“ข้าจะรีบหายเจ้าค่ะ”

“น้องสามอยากกินอะไรหรือไม่ เดี๋ยวพี่รองจะไปทำให้”

มู่ชิงอีที่รอคุยกับน้องสาวได้เอ่ยขึ้นมา หลังจากที่พี่ชายได้พูดไปแล้ว ตัวของนางเองก็เป็นห่วงน้องสาวไม่ต่างจากใคร ๆ แต่เพราะช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากนัก นางจึงถามในเรื่องที่นางถนัด ซึ่งก็คือการทำอาหาร

เมื่อพี่ ๆ พูดถึงเรื่องอาหาร คนที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาเป็นเวลาสองวันอย่างมู่เฟยหง ท้องเจ้ากรรมก็ดันส่งเสียงประท้วงออกมา ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหัวเราะออกมา หลังจากที่เคร่งเครียดกันมาหลายวัน

เด็กน้อยยกมือเกาแก้มตัวเองด้วยความเขินอาย กล่าวโทษกระเพาะตัวเองในใจครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกมาเสียงอ่อย ๆ

“ขออะไรที่มันแซ…เอ่อ…ขออาหารที่มีรสจัดสักหน่อยก็ดีเจ้าค่ะ”

ด้วยความที่พึ่งหายไข้ ก็เลยอยากจะกินอะไรที่มันเผ็ด ๆ แต่ดันลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของตนเอง จนเกือบหลุดปากออกไป ดีที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง จึงเอ่ยแก้ไขได้ทัน

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินคำพูดแปลก ๆ ในประโยคแรกจากเด็กน้อย ต่างก็พากันสับสน แต่เมื่อคิดว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงเด็กห้าขวบ การที่จะพูดไม่รู้เรื่องย่อมเป็นเรื่องที่ปกติ

ในขณะที่คนอื่นกำลังมึนงงกับคำพูดของมู่เฟยหง ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจประโยคแรกเลย แต่กลับให้ความสนใจกับประโยคหลังมากกว่า

“ไม่ได้นะ เจ้าพึ่งหายไข้ กินแค่ข้าวต้มกับน้ำแกงรากบัวไปก่อนก็แล้วกัน”

ด้วยความที่บุตรสาวหลับไปหลายวัน มู่ฮูหยินจึงไม่กล้าให้ลูกสาวกินอาหารรสจัด นางกลัวว่าหากกินเข้าไป ลุกของนางต้องได้ป่วยอีกรอบแน่ ๆ

“ตอนนี้กินอย่างที่ท่านแม่บอกไปก่อนนะ เอาไว้เจ้าหายดีเมื่อไหร่ พี่รองจะรีบทำให้เจ้ากินทันที ไม่ว่าน้องสามอยากกินอะไร พี่รองจะทำให้กินหมดเลย ดีหรือไม่”

มู่ชิงอีที่เห็นว่าน้องสาวนิ่งไป หลังจากที่มารดาไม่ยอมให้กินอาหารรสจัด ก็คิดว่าน้องสาวไม่พอใจ จึงได้เข้ามาปลอบโยนกึ่งหลอกล่อ

มู่เฟยหงรับรู้ถึงความหวังดีของทั้งสองคนที่มีต่อร่างนี้ เด็กน้อยจึงไม่ได้ว่าอะไร เพราะนางเองก็รู้ตัวดี ว่าไม่สามารถกินได้อย่างที่ต้องการแน่นอน

“เจ้าค่ะ”

แม้ว่าภายในใจอยากจะปฏิเสธสักเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องจำยอมกินข้าวต้มกับน้ำแกงรากบัว ที่พี่สาวนำมาให้เท่านั้น เด็กน้อยได้แต่ตั้งมั่นในใจไว้ว่า หากหายป่วยเมื่อใด จะลุกขึ้นมาทำอาหารกินเอง ถึงตอนนั้นนางจะกินทุกอย่างที่อยากกิน

หลังจากที่รับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว คณะเดินทางของมู่เทียนเซียวก็ออกเดินทางในทันที โดยที่ครั้งนี้ไม่ได้เร่งรีบเหมือนกับสองวันที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้เวลาเกือบสิบวัน กว่าจะเดินทางถึงเมืองเหลียงโจว

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

“คุณหนู กินสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

ถี่หลันสาวใช้ข้างกายของมู่เฟยหงได้พูดขึ้น หลังจากที่เจ้านายตัวน้อยของนางไม่ยอมกินข้าว หรือหากกินก็ตักแค่คำสองคำก็วาง ทำเอาสาวใช้อย่างนางถึงกับร้อนใจ

ตั้งแต่ที่เดินทางมาถึงเหลียงโจว คุณหนูของนางก็ไม่ยอมกินอาหารที่ทางครัวส่งมาให้เลย ที่เห็นกินได้ก็มีเพียงข้าวต้มกับผักดองเท่านั้น ส่วนอาหารอื่น ๆ ไม่แม้แต่จะชายตาแล แต่ว่าในตอนนี้แม้แต่ข้าวต้ม คุณหนูของนางก็ไม่ยอมแตะแล้วเช่นกัน

“ข้าไม่อยากกิน เอาออกไปเถอะ”

ผัดผักที่น้ำมันแทบจะท่วมผัก กับหมูทอดที่เหมือนยกน้ำมันมาทั้งกระทะ แม้แต่น้ำแกงปลายังเต็มไปด้วยน้ำมัน จะให้นางกินอาหารแบบนี้ลงไปได้อย่างไร ขนาดแค่เห็นยังรู้สึกเลี่ยนเลย

“หากคุณหนูไม่ยอมกินข้าว เช่นนี้ต่อไปคุณหนูอาจจะป่วยอีกได้นะเจ้าคะ หรือว่าคุณหนูอยากป่วยเหมือนครั้งที่แล้ว”

สาวใช้หาวิธีมาหลอกล่อเด็กน้อย จะว่าหลอกล่อก็คงไม่ใช่ เพราะถ้าหากมู่เฟยหงยังไม่ยอมกินข้าวแล้วล่ะก็ อีกไม่นานคงได้ป่วยอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากป่วยเพราะไม่กินข้าว คงไม่พ้นนางที่เป็นดูแลจะต้องได้รับโทษ

“ข้าไม่อยากป่วย”

“เช่นนั้นก็ต้องกินข้าวนะเจ้าคะ จะได้ไม่ต้องป่วย”

“ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ สักหน่อย ไม่ต้องมาหลอกให้ข้ากินข้าวหรอก”

ใบหน้าเล็กเชิดสูง สองแขนถูกยกขึ้นมากอดอกเอาไว้ ก่อนจะพูดเสียงขึ้นจมูก มู่เฟยงหงที่แม้ไส้ในจะเป็นหญิงสาวอายุสิบแปด แต่นางคล้ายจะลืมไปว่า ตอนนี้ตนเองได้ย่อส่วนลงเหลือแค่ห้าขวบเท่านั้น การที่แสดงออกเช่นนั้น จึงทำให้เด็กน้อยดูน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัว

“ห้าขวบ ไม่ใช่เด็กหรือเจ้าคะ”

ถี่หลันกระพริบตาปริบ ๆ ถามเจ้านายตัวน้อย ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าตัวจะไม่อยากเป็นเด็กน้อยแล้ว

แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เจ้านายตัวน้อยของนางพูดเช่นนี้ เพราะตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาจากไข้ป่าเมื่อตอนนั้น คุณหนูของนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กที่เคยสดใสสมวัย กลายเป็นคนค่อนข้างเงียบขรึม และบางครั้งก็เหมือนกับว่า กำลังมีเรื่องอะไรในใจ

“ไม่เด็ก”

มู่เฟยหงเอ่ยตอบ แม้จะรู้ว่าอย่างไร สาวใช้ก็ไม่มีทางมองนางเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ตาม

“เช่นนั้นก็ยิ่งต้องกินข้าวนะเจ้าคะ เพราะผู้ใหญ่เขาต้องกินอาหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงกันทั้งนั้น”

“จะให้ข้ากินได้อย่างไร เจ้าดูอาหารแต่ละอย่างสิ มีแต่น้ำมันทั้งนั้น”

เด็กน้อยชี้นิ้วไปที่อาหารตรงหน้า ที่ชุ่มช่ำไปด้วยน้ำมัน ถ้าหากว่านางกินเข้าไปจริง ๆ แล้วล่ะก็ คงไม่พ้นได้บ้วนทิ้งอย่างแน่นอน อาหารที่มัน ๆ ไม่ใช่ว่าตอนที่อยู่โลกโน้นนางไม่เคยกิน แต่ก็ไม่ได้กินน้ำมันทุกมื้อเช่นนี้

“เช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะให้ห้องครัวทำข้าวต้มมาเปลี่ยนให้นะเจ้าคะ”

“ข้าวต้มอีกแล้ว ข้ากินแต่ข้าวต้มมาจะครบสิบวันแล้วนะ”

“แล้วคุณหนูอยากกินอะไรล่ะเจ้าคะ ข้าจะได้ให้คนครัวทำให้ใหม่”

ก็นอกจากข้าวต้ม เจ้านายตัวน้อยของนางไม่ยอมแตะอาหารอื่นเลย ถี่หลันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร คุณหนูของนางถึงจะยอมกินข้าวสักที

“ไม่ต้อง ครั้งก่อน ๆ บอกให้ทำใหม่ ก็ยังใส่น้ำมันมาเยอะเช่นเดิม ข้าจะไปทำเอง”

แม้ว่าจะเป็นข้าวต้ม แต่นางได้สั่งให้คนครัวเจียวกระเทียมใส่มาให้ด้วยเพื่อเพิ่มความหอม ปรากฏว่าสิ่งที่นางได้ ไม่ใช่แค่กระเทียมเจียวอย่างที่ต้องการ แต่มีน้ำมันลอยเต็มชามข้าวต้มของนางด้วย

มู่เฟยหงตัดสินใจแล้วว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางจะต้องเข้าครัวไปกำชับการปรุงอาหารในทุกขั้นตอน มิเช่นนั้นนางก็จะได้กินน้ำมันแบบนี้อยู่เรื่อยไปแน่นอน

“อะไรนะเจ้าคะ!!”

“ข้าบอกว่า ข้า จะ ทำ กับข้าว เอง”

เด็กน้อยเอ่ยช้า ๆ ชัด ๆ เมื่อสาวใช้ทำหน้าเหมือนกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูด

“คุณหนูทำเป็นหรือเจ้าคะ”

การที่เกิดเป็นหญิงงานครัว เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้เอาไว้ แต่ว่ามู่เฟยหงยังไม่ถึงเวลาที่จะเรียนรู้ จึงไม่แปลกที่ถี่หลันจะถามออกมาเช่นนั้น

“เจ้าก็เป็นลูกมือคอยช่วยข้าสิ”

มู่เฟยหงไม่พูดเปล่า แต่ลุกขึ้นเพื่อที่จะไปที่โรงครัว เพราะตอนนี้ความหิวกำลังเล่นงานนางอย่างหนักแล้ว แต่เมื่อเดินจะถึงประตูห้อง ก็หันมาหาสาวใช้ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับเอ่ยเร่ง

“จะนั่งอยู่ทำไมเล่า ตามมาสิ”

“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”

แม้จะยังงุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อผู้เป็นนายบอกว่าจะไป ถี่หลันก็รีบลุกขึ้น และเดินตามเจ้านายตัวน้อยในทันที

เมื่อทั้งสองมาถึงห้องครัว ก็เห็นว่าเหล่าสาวใช้ กำลังจะเก็บทำความสะอาด มู่เฟยหงจึงสั่งให้พวกนางไปทำอย่างอื่นก่อน จากนั้นเจ้าตัวก็ทำการค้นครัว เพื่อหาวัถุดิบในการทำอาหารซึ่งก็ได้ไข่ไก่มาสามใบ กระเทียมอีกห้ากลีบ และผักที่เหลือจากที่ทางครัวทำอาหารไว้

จากวัตถุดิบที่ได้มา ก็คงทำได้แค่ผัดข้าวผัดใส่ไข่ง่าย ๆ ไปก่อน เพราะในครัวตอนนี้ไม่มีอาหารสดอย่างอื่นเหลืออยู่เลย

มู่เฟยหงสั่งให้ถี่หลันนำผักไปล้าง แล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดหนึ่งชุ่น จากนั้นนางก็หันมาตีไข่คลุกกับข้าว เสร็จแล้วนำกระทะไปตั้งไฟ เทน้ำมันลงไปเล็กน้อย ทุบกระเทียมให้แตกจากนั้นก็นำไปผัดในกระทะ พอได้กลิ่นหอมของกระเทียม ก็เทข้าวที่คลุกไข่เรียบร้อยแล้วลงไป ปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อย ชิมรสตามใจใส่ผักที่หั่นไว้ลงไป ผัดต่ออีกเล็กน้อยแล้วจึงยกลงจากเตา

ความคล่องแคล่วเกินตัวของมู่เฟยหง ตกอยู่ในสายตาของถี่หลันตลอดเวลา ในใจเกิดความสงสัยเต็มไปหมด

คุณหนูของนางยังไม่เคยเจียดเข้าใกล้ครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เกิดมา แต่ทักษะการทำอาหารของเจ้านายตัวน้อยในวันนี้ เหมือนกับว่าได้ฝึกฝนจนชำนาญแล้ว

ข้าวผัดหอม ๆ ถูกตักแบ่งเป็นสองจาน จานหนึ่งเป็นของตัวเอง ก่อนที่จะส่งอีกจานให้กับสาวใช้ ที่ตั้งแต่เข้ามาในครัว ก็เอาแต่นั่งจ้องนางไม่หยุด

“ข้าให้เจ้าชิม ข้ายังไม่เคยทำให้ใครกินเลยนะ เจ้าเป็นคนแรกเลย”ถ้าไม่นับคนที่โลกเดิมนะ

ประโยคหลังมู่เฟยหงเพียงแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยออกมา

ถี่หลันมองจานข้าวผัดที่มีควันลอยอยู่ตรงหน้า ความหอมของมันทำให้นางรีบรับเอาไว้ โดยลืมเรื่องที่มู่เฟยหงเป็นคนทำไปโดยสิ้นเชิง นางรอให้คุณหนูของนางลงมือก่อน จากนั้นก็เริ่มตักเข้าปากตนเอง

เมื่อสัมผัสรสชาติหวานเค็มที่ปลายลิ้น ที่มีความหอมของกระเทียมบวกกับไข่เวลาเคี้ยว ทำให้ถี่หลันหลับตาพริ้ม ค่อย ๆ ละเลียดข้าวแต่ละคำอย่างเชื่องช้า

“มีอีกหรือไม่เจ้าคะ”

ถี่หลันถามอย่างลืมตัว แต่เมื่อรู้ว่าข้าวที่นางกินเข้าไปเมื่อครู่เป็นฝีมือของคุณหนู ก็ถึงกับหน้าถอดสี ด้วยกลัวว่าผู้เป็นนายจะไม่พอใจ

“ไม่มีแล้ว เดี๋ยววันหน้าข้าจะทำให้กินอีก”

ข้าวที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก นางจึงทำเท่าที่มี แล้วตักแบ่งออกเป็นสองส่วน ความจริงนางก็ไม่อิ่มเช่นกัน ด้วยครั้งนี้อาหารที่นางกินไม่ได้ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมัน จึงทำให้กินได้เยอะกว่าปกติหลายเท่าตัว พอได้กินอาหารที่ถูกปาก มู่เฟยหงก็อารมณ์ดีขึ้นมา และคิดว่าจะทำอะไรกินอีกในมื้อต่อไป

“บ่าวไม่กล้าใช้คุณหนูหรอกเจ้าค่ะ เอาเป็นคุณหนูสอนวิธีทำให้ข้าดีกว่าเจ้าค่ะ แล้วครั้งหน้าข้าจะทำให้ท่านกินเอง”

ครั้งนี้ที่นางกิน ก็เพราะกลิ่นหอมที่ยั่วยวนน้ำลาย แต่หากจะให้คุณหนูทำให้กินอีกในครั้งหน้า ถี่หลันเห็นว่ามันคงจะไม่เป็นการดีเท่าไหร่ เพราะถ้าหากนายท่านรู้ นางอาจจะถูกลงโทษเป็นได้

“เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าไม่ถูกปากข้า ข้าก็จะทำเอง”

มู่เฟยหงเข้าใจถี่หลันเป็นอย่างดี นางจึงไม่ได้ปฏิเสธที่จะสอน เพราะนางก็คิดที่จะสอนคนครัวที่นี่เช่นกัน

เพราะนางจะไม่มีทางกินอาหารที่ชุ่มช่ำไปด้วยน้ำมันอีกแล้ว!!!

*** 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...