โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดสูตรความสำเร็จ K-POP สู่ T-POP เป้าหมายระยะยาวที่มีประชาธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญ

a day magazine

อัพเดต 26 ธ.ค. 2566 เวลา 20.00 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2566 เวลา 12.50 น. • a day magazine

เป็นที่ประจักษ์ถึงความสำเร็จของกระแสความนิยมในวัฒนธรรเกาหลีใต้ จนมีการถอดรหัสไขความลับเบื้องหลังที่ทำให้ประเทศเล็กๆ ที่เคยย่อยยับจากผลพ่วงของสงครามถึงกลับมายืนหยัดอย่างสง่างามจนแซงหน้าหลายๆ ชาติที่เคยเข้ามารุกรานประเทศนี้

แต่ถึงแม้เราจะได้เรียนรู้และตามรอยเส้นทางของเกาหลีใต้ไปจนถึงจุดกำเนิดและสาเหตุของความนิยมใน ฮัน-รยู จนเจอแล้วก็ตาม แต่ก็ยังโดนทิ้งห่างนานเป็นทศวรรษ นั่นก็เพราะปัจจัยที่ส่งให้สินค้าทางวัฒนธรรมจากเกาหลีใต้ที่ไทยเรายังไม่มี นั่นคือความเป็นประชาธิปไตยที่สามารถเปิดโอกาสให้ศิลปินได้สร้างสรรค์และท้าทายกับประเด็นหัวข้อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเชื่อมโยงกับค่านิยมโลกนั่นเอง

คอลัมน์พิเศษที่เป็นส่วนหนึ่งของ Main Couse เดือนธันวาคมในชื่อ T-POP Offstage ซึ่งชวน ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ประธานศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมกันวิเคราะห์กันอีกสักครั้ง ว่าทำไมเส้นทางอุตสาหกรรมบันเทิงของไทยยังไม่ราบรื่นดังใจไปไกลยืนแถวหน้าในวัฒนธรรมกระแสหลักได้สักที

โดย ฮัน-รยู (Korean-Wave) แบ่งออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ ฮัน-รยู 1.0 (K-Drama ตั้งแต่ปี 1995-2005) ฮัน-รยู 2.0 (K-Pop Music ตั้งแต่ปี 2006-ปัจจุบัน) ฮัน-รยู 3.0 (K-Culture ปัจจุบัน) และในอนาคตการเติบโตขึ้นเป็น ฮัน-รยู 4.0 (K-Style) โดยเราขอเจาะกันที่ ฮัน-รยู 2.0 (K-Pop Music) ที่มีเหล่าศิลปินไอดอลเป็นแม่ทัพในการปักธงได้ในทุกทวีปทั่วโลก

ปัจจัยการผลิตที่เรียกว่าไอดอล

ไอดอลเกาหลีสามารถทำได้หลายอย่าง ฝึกร้อง เต้น บุคลิกท่าทาง และการเป็นศิลปิน หลายๆ คนรับงานซีรีส์ เดินแบบ และงานเบื้องหน้าอื่นๆ ด้วย K-POP จึงเป็นช่องทางไปสู่อาชีพในวงการอื่นๆ ในวงการ โดยมีเพลงเป็นคอนเทนต์แบบหนึ่ง การที่จะฝึกไอดอลขึ้นมาเพื่อทำเพลงอย่างเดียวจึงดูเป็นเรื่องน่าเสียดาย ไอดอลของเกาหลีจึงได้รับการเทรนหลายๆ ด้าน แต่ละคนสามารถที่จะไปแจ้งเกิดด้านอื่นๆ ในวงการบันเทิงได้ด้วย นอกเหนือจากการร้องเพลง เอกลักษณ์ที่พิเศษของ K-POP จึงอยู่ที่การมีความสามารถหลากหลายมากกว่าของไทยและที่อื่น

สำหรับไอดอลในปัจจุบันเริ่มต้นเส้นทางเข้าสังกัดปั้นกันอายุน้อยลงเรื่อยๆ เพราะถ้าเริ่มตอน 20 ปีกว่าจะเดบิวต์ได้กลายเป็นว่าอายุใกล้สามสิบแล้ว ทำให้ต้องปั้นศิลปินกันตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ผ่านการคัดตัวเพื่อส่งไปเทรนที่เกาหลีใต้ พอบรรลุนิติภาวะก็สามารถเดบิวต์รอแจ้งเกิดกันได้เลย

ภาพจาก https://www.pinterest.com/pin/603482418831824860/

ก่อนที่จะเดบิวต์ศิลปินสักวงได้นั้น เกาหลีใต้ต้องนำมาฝึกและอบรมกันหนักมาก จากตารางที่ผมเห็นในแต่ละวันต้องใช้เวลามากกว่า 10 ชั่วโมง เก็บตัวกันในคอนโด มีผู้จัดการคอยดูแล ฝึกการเต้น การร้อง การเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ฝึกวิธีการพูด รวมถึงฝึกภาษาเกาหลี ทุกด้านของการใช้ชีวิต

ทุกอย่างจะมีคนดูแลหมด เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตไอดอล ฉะนั้นเมื่อโรงงานหาวัตถุดิบที่เหมาะกับการผลิตได้แล้ว ที่เหลือก็เข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีทีมงานเข้ามาประกบดูแลในด้านต่างๆ ในการฝึกฝน ซึ่งอาศัยมืออาชีพที่เทรนศิลปินรุ่นก่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมาดูแลรุ่นใหม่ต่อไป

ในไทยเรามองกันว่าเพลงมีเอาไว้สำหรับฟังคลายเครียด แต่เราไม่ได้มองว่าเพลงหรือศิลปินคือเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ผู้นำไทยอาจไม่ได้มองแบบนั้นในเชิงการเมือง

การใช้ประโยชน์ K-POP ไม่ใช่แค่ในเรื่องเชิงพาณิชย์เท่านั้น ต้นสังกัดเองก็เปิดกว้างให้รัฐบาลนำไปโปรโมตงานด้านอื่นๆ ในระดับเวทีนานาชาติ ในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Green Economy รวมถึงสันติภาพโลก ศิลปินเหล่านี้ก็มีจิตสำนึกและพร้อมจะให้ความร่วมมือจึงทำให้เกิดการบูรณาการได้

เกาหลีใต้มองว่าศิลปินเหล่านี้ถึงแม้จะสร้างขึ้นมาในกรอบของบริษัทภาคเอกชนเพื่อสร้างผลกำไร แต่ว่าพวกเขาเป็นทรัพย์สมบัติของประเทศ ฉะนั้นจึงมีผลกับภาพลักษณ์ของประเทศ ภาคประชาชนเองก็มองว่าศิลปินเหล่านี้คือแม่ทัพที่เป็นสินค้าของเรา

คลื่นความนิยมจากศิลปินสู่การเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์

ในเวฟที่ 1.0 ชื่อศิลปินที่สร้างกระแสที่เป็นที่รู้จักคือ วง H.O.T. ศิลปินเดี่ยว BoA และ ทงบังชินกิ โดยเฉพาะ ทงบังชินกิ สามารถระเบิดกระแสจุดพลุในประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

สำหรับในเวฟที่ 2.0 เริ่มตั้งแต่ปี 2006-2010 กว่าๆ กระแสความนิยมของ K-POP music ได้ขยายมายังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แฟนด้อมศิลปินวงต่างๆ จึงเริ่มเกิดขึ้นหลังจากปี 2006 รายชื่อของศิลปินที่ยังจำกันได้ก็มี Girls' Generation, BIGBANG, 2PM และ SHINee

แต่ทั้งในเวฟที่ 1.0 และ 2.0 กระแสอยู่เฉพาะในทวีปเอเชียยังไม่สามารถบุกตลาดยุโรปได้ ในเวฟที่ 1.0 (ก่อนปี 2005) เป็นการเน้นส่งออกศิลปินไอดอลไปยังเอเชียตะวันออกที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ได้แก่ จีนและญี่ปุ่น ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่มีประชากรจำนวนมาก ส่วนญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มียอดซื้อสูง ถ้าจะแบ่งง่ายๆ ให้เห็นภาพก็คือยุคที่สตรีมมิงยังไม่เข้ามา ผู้บริโภคต้องซื้อซีดีและวิดีโอเพื่อสนับสนุนศิลปิน

มาถึงเวฟที่ 3.0 เข้าสู่ระบบ SNS (Social Network Site) ยุคออนไลน์สตรีมมิงที่มีการ Cross Platform ตัวแทนศิลปินของยุคนี้ผมยกให้กับ BLACKPINK และ BTS

สำหรับเวฟที่ 4.0 ต้องลุ้นกันว่าวงไอดอลไหนจะโดดเด่นขึ้นมาแจ้งเกิดในระดับโลก

กว่าที่ Raw Material จะมาเป็นไอดอล

เกาหลีใต้ในยุคหลัง 2000 เป็นต้นมา (ฮันรยู 2.0) ต้องมีการปรับตัว โดยการ Localized ให้มากขึ้น ด้วยการนำ Raw Material ไปเทรนภายใต้กระบวนการผลิตศิลปินของเกาหลี ทั้งนี้ก็เพราะต้องการสลายแรงต้านจากคนในท้องถิ่น

สำหรับการคัดตัวค้นหาไอดอลมีวิธีการสองแบบด้วยกันคือ หนึ่ง วางคอนเซ็ปต์วงไว้ก่อน รู้แล้วว่าจะมีจำนวนสมาชิกในวงกี่คน ใครบ้างจะเป็นลีดเดอร์ ใครจะเป็นนักร้องหลักหรือร้องแร็ป หน้าตาศิลปินในวงและบุคลิกภาพ จากนั้นจึงค้นหาคนที่เหมาะกับตำแหน่งเหล่านี้ด้วยการเดินออกไปหาทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ คัดตัวมาจับใส่ในตำแหน่งตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้กันตั้งแต่แรก ยกตัวอย่างกรณีของลูกหนัง (H1-KEY) ก็มาจากการคัดตัวในแบบที่หนึ่ง

สอง ศิลปินที่ร้องดีมีแววเก่งแต่ยังไม่มีตำแหน่งตามคอนเซ็ปต์ ต้นสังกัดก็จะรับเข้ามาก่อน แล้วค่อยมาหาที่ทางให้ เขียนเพลงดีไซน์วิธีการปั้นให้เป็นศิลปินต่อไป เพื่อขัดเกลาให้ความสามารถด้านอื่นๆ ฉายแสงขึ้นมา ยกตัวอย่างศิลปินในรูปแบบที่สองนี้ ในยุค 2.0 สมาชิกบางคนในวง Girls' Generation

แต่ในยุคหลังๆ มีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนคือจำนวนสมาชิกจะน้อยลงเรื่อยๆ จากในช่วงแรกวงเช่น Super Junior หรือ Girls' Generation จะเป็นยุคที่วงไอดอลส่วนใหญ่มีสมาชิกมากกว่า 5 คนขึ้นไป ส่วนในยุคหลัง เกาหลีใต้ต้องการที่จะล็อกเป้าความสำเร็จจึงทำให้ลดจำนวนสมาชิกลงแบบในปัจจุบัน

ทลายร่มเงาและสร้างเส้นทางความสำเร็จในแบบตัวเอง

การที่เกาหลีใต้สามารถหลุดออกมาจากร่มเงาของ J-POP และพากระแสเกาหลีให้ไปในระดับโลกได้นั้นก็มาจากความพยายามของ 3 ส่วน คือ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งถ้ายังจับมือกันได้แบบนี้เราก็ยังจะอยู่กับ K-Wave ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งไทยต้องหาช่องเพื่อแทรกตัวเองเข้าไปให้ได้ เราต้องชัดเจนกันก่อนว่าอยากขายอะไร เพลงในตัวมันเองไม่ได้สร้างรายได้เพียงพอที่จะทำให้สามารถคุ้มค่ากับการลงทุนจำนวนมากแบบเกาหลี ถ้าจะปั้นศิลปินขึ้นมาร้องเพลงอย่างเดียวผมว่าไม่ได้แล้ว

ฉะนั้นการจะลงทุนให้ศิลปินสักคนเก่งขึ้นมาได้นั้น ต้องคิดว่าประเทศเราจะขายอะไรผ่านเขา แล้วเราก็ต้องเอาสิ่งนั้นมาลงทุนต่อด้วย อย่างเช่น เอาเงินจากสปอนเซอร์มาก่อนที่จะเขียนบทถ่ายซีรีส์ เพราะถ้าจะเอาเพียงรายได้จากซีรีย์มาคัฟเวอร์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยเฉพาะต้นทุนโปรดักชันของซีรีส์เกาหลีใต้ก็สูงมากเกินกว่ารายรับของซีรีส์เรื่องหนึ่งที่จะเข้ามาแล้ว ถึงแม้จะเอาซีรีส์ไปขายต่างประเทศก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าต้นทุนกับงบที่ลงไปกับการถ่ายทำ

สิ่งที่เกาหลีต้องการจึงไม่ได้มาจากซีรีส์แต่มาจากสินค้าที่ tie-in อยู่ในซีรีส์ต่างหากที่จะเป็นตัวสะท้อนต้นทุนการทำงานที่สูงขนาดนั้น เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมเพลง การจะปั้นให้ศิลปินคนหนึ่งแจ้งเกิดขึ้นมานั้น ทุกวันนี้รายรับไม่ได้มาจากการขายซิงเกิลแล้ว ศิลปินเป็นเครื่องมืออีกแบบหนึ่งที่จะผลักดันเศรษฐกิจ เป็นโจทย์ที่คนลงทุนต้องคิดต่อซึ่งก็คือภาครัฐและต้นสังกัด

https://youtu.be/gFfcFVLQG-Q?si=vkcYZzp6J2NUkZ1i

ต้นสังกัดจะได้รับส่วนแบ่งจากโฆษณาและรายการที่ศิลปินในค่ายไปโชว์ตัว เพราะตอนที่ยังไม่ได้ดังค่ายลงทุนกับศิลปินคนหนึ่งหลายสิบล้านเป็นเวลา 6-7 ปี ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะแจ้งเกิดได้หรือไม่ ดูแลทั้งด้านการกินอยู่และใช้ชีวิตทุกด้าน เพราะฉะนั้นรายได้ทุกอย่างที่เกิดจากศิลปินที่เป็นโปรดักต์ของเขานั้นต้องฟังคำสั่งและทิศทางที่จะไปต่อจากค่าย ซึ่งเกาหลีใต้มีระบบที่จัดการดูแลทั้งหมดนี้ไว้แล้ว โดยธรรมเนียมปฏิบัติของไทยก็อาจมีความแตกต่างจากเกาหลีซึ่งทำให้ไม่สามารถบังคับได้แบบนั้น มีความอะลุ่มอล่วย

การเป็นประชาธิปไตยเบื้องหลังการยอมรับในระดับสากล

ใช่ครับ (เสียงหนักแน่น) โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ประการแรกคือการที่ศิลปินจากประเทศนั้นๆ มีความเป็นประชาธิปไตยสูงทเพิ่มโอกาสให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีเสรีภาพสูงขึ้นเช่นกัน

ประการที่สองศิลปินมีความเคารพในความเป็นประชาธิปไตย ในสมัยนี้ศิลปินจะเก่งในเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องแสดงจิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับด้วยเช่นกัน

จึงไม่แปลกใจที่จะมีข่าวว่า อี ย็องแอ (นางเอกซีรีย์แดจังกึม) บริจาคเงิน 100 ล้านวอนให้กับประเทศยูเครน รวมถึงแสดงออกกับการไม่เห็นด้วยที่รัสเซียบุกยูเครน เพื่อประกาศว่านี่คือสิ่งที่รับไม่ได้ในประชาสังคมโลก ทำแบบนี้มันไม่ถูก

สังคมเกาหลีเคยผ่านช่วงยุคที่ปกครองด้วยทหารมาก่อนในระหว่างทศวรรษที่ 1960-1990 จนสิ้นสุดยุคเผด็จการทหารในปี 1993 ได้รัฐบาลพลเรือนขึ้นมาบริหาร เกาหลีใต้ก็หันหลังให้กับระบบเผด็จการและเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ทำให้ศิลปินทุกค่ายยึดมั่นในจุดนี้ ผมเชื่อว่าการอยู่ในสังคมประชาธิปไตยนั่นมีส่วนทำให้ศิลปินสามารถเติบโตได้ด้วย

รวมถึงการเข้าไปสู่ตลาดโลกมีเรื่องค่านิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงจะเป็นศิลปินที่เก่งแต่เหยียดผู้หญิง หรือค่านิยมที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมสากลของโลกก็ไปต่อได้ยาก ศิลปินนั้นวางอยู่บนความชอบและไม่ชอบของมนุษย์ เรายอมรับในความเก่งแต่อาจไม่ชอบทัศนคติของเขาก็มี เพราะฉะนั้นการเป็นศิลปินไม่หมายถึงการทำผลงานที่ดีอย่างเดียว แต่เป็นการขายทัศนคติและค่านิยมอีกด้วย

ดังนั้นการที่ใครจะเป็นไอดอลก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังมองหาความเพอร์เฟกต์ของผลงาน ค่านิยม วิธีคิด และการใช้ชีวิตเช่นกัน ผมคิดว่าถ้าเราจะเดินไปสู่ในระดับสากลอันนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เริ่มด้วยวิธีคิดที่ถูกต้องและการสะท้อนวิธีคิดของตัวเองผ่านเพลงและผลงานที่ทำ

สังเกตได้ว่าคอนเทนต์ของเกาหลีไปแตะในประเด็นที่มีความเป็นสากล อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Parasite ถึงแม้จะเป็นหนังจากเกาหลีใต้แต่เล่าในประเด็นที่คนทั่วโลกเชื่อมโยงได้คือความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือ Squid game ที่สะท้อนว่ามนุษย์สามารถกำจัดกันเองได้เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหล่านี้เป็นค่านิยมสากลที่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก ฉะนั้นการที่จะเดินไปสู่กระแสหลักของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ ซีรีย์ ต้องสะท้อนค่านิยมสากล อาทิ สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ หรือการแก้ไขวิกฤตของโลก ด้วยเช่นกัน

ประชาธิปไตยในไทยที่ยังน้ำท่วมปาก

ผมเห็นว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็กำลังพยายามกันอยู่นะครับ แต่ไทยเรามีหลายสถาบันที่ไม่สามารถพูดถึงได้ ศิลปินเองไม่มีโอกาสสร้างสรรค์งานได้แบบไม่มีการตีกรอบ เกาหลีใต้สามารถแตะได้ทุกสถาบันเพราะประเทศเขาไม่มีสีขาว ไม่มีศาสนา และไม่มีสีน้ำเงินแล้ว ธงชาติมีแต่สีแดงทำให้แตะได้หมดและทำคอนเทนต์ได้ลึกและกว้างมากกว่า

เรามีข้อจำกัดหลายอย่างที่ยังมีความอนุรักษ์นิยมซึ่งไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เปรียบเทียบกับคอนเทนต์ของเกาหลีมีความหลากหลายสูงมาก

ปัจจุบันเกาหลีใต้ไม่ได้ขายเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว เขาขายคอนเทนต์ คุณนอนอยู่บ้านไม่ต้องไปถึงเกาหลีใต้ก็สามารถเสพคอนเทนต์กันตั้งแต่เช้าถึงดึก ทำไมต้องพากันไปติดตม.ที่นู่น ลองคิดดูว่าการไปเกาหลีใต้ 4-5 วันกับการเสพคอนเทนต์อยู่บ้านทั้งปี คุณคิดว่าเกาหลีใต้จะทำรายได้จากอะไรมากกว่ากัน เฉพาะที่เรากินอาหารเกาหลีรวมกันทั้งปีในประเทศอาจทำได้รายได้มากกว่าการไปเที่ยวไม่กี่วันซะอีก ปัจจุบันเกาหลีใต้เน้นการขายเรื่อง Cutural Product ไม่ใช่ Tourism อีกต่อไปแล้ว เขาไม่ได้อยากให้เราไปประเทศเขาแล้วนะครับถึงได้เข้มงวดกับ ตม. แบบนี้

จาก KOCCA สู่ TACCA และความหวังในทศวรรษหน้า

เกาหลีใต้ใส่งบประมาณไปที่หน่วยงาน KOCCA หน่วยงานองค์กรมหาชนที่ได้งบประมาณส่วนหนึ่งมาจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวของเกาหลี ที่ดูแลครอบคลุมครบวงจร สามารถเลือกได้ว่าปีนี้จะทุ่มงบไปในวงการไหนของประเทศ เมื่อเงินงบประมาณมาอยู่ที่กองกลางทำให้ KOCCA ที่ดูแลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหมด จึงปรับกลยุทธ์ในการใช้งบประมาณด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น 10 ปีก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการมีปัญหาเรื่องการขาดคนเขียนบท ทักษะด้านการกำกับและไม่มีสถานที่ถ่ายทำ KOCCA จึงสร้างโรงถ่ายทำขึ้นมารองรับตรงนี้

ส่วนใครที่ขาดเงินสนับสนุน KOCCA ก็จะเข้าไปพูดคุยกับรัฐบาลท้องถิ่นให้ หรือผู้สร้างคนไหนขาดแหล่งเงินกู้ก็จะไปคุยกับร้านค้า SME สำหรับคนเขียนบทที่ยังไม่เพียงพอก็จะไปคุยกับมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนเขียนบทแต่ยังไม่เก่ง ก็พานักเขียนบทมืออาชีพที่เล่าเรื่องเก่งๆ มีประสบการณ์ในวงการมาเทรนให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการตั้งสถาบันรองรับคุณวุฒิของนักเขียนและผู้กำกับ

เมื่อมีหน่วยงานแบบนี้กำกับดูแลครบวงจรทำให้รู้ปัญหาและลงมือได้เลย ทำให้เม็ดเงินที่ใช้ไปคุ้มค่า แต่ของไทยเกิดข้อสงสัยตั้งแต่ที่มาของเกณฑ์การแบ่งงบในแต่ละสาขา ที่คุณอุ๊งอิ๊งประกาศตั้งงบ ห้าพันกว่าล้านบาทนั้นจัดสรรกันยังไง และความต้องการแต่ละสาขาแตกต่างกันขนาดไหน บางสาขาเอกชนมีเงินอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบจำนวนมาก

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ผู้กำกับภาพยนตร์เมื่ออยากทำหนังสักเรื่องต้องเดินมาขอเงินกับนายทุน ถ้าผู้กำกับดังมีชื่อเสียงก็อาจจะได้เงินไปกำกับหนัง แล้วถ้าหนังเจ๊งขาดทุนนักลงทุนก็เจ๊ง ส่วนเรื่องไหนทำกำไรนายทุนที่ออกเงินให้รับส่วนแบ่งตามตกลงกัน ผมว่ามันไม่เป็นระบบ แทนที่เราจะได้พิจารณากันจากพล็อตเรื่องที่ดีถึงแม้นักแสดงจะไม่มีชื่อเสียงแต่ก็สมควรที่จะลงทุน รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนหลักไม่ใช่นายทุนเป็นคนลงทุนหลัก

ถ้าคนต้องการทำหนังแต่ยังขาดเงินทุน พวกเขาสามารถเดินมาหาหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลด้านนี้ อย่างเช่น KOCCA แทนที่จะไปหานายทุน นั่นจะทำให้เกิด SME ขึ้นมากมาย KOCCA เองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะสามารถไปไกลระดับโลก KOCCA จึงต้องพิจารณาเนื้อหาคอนเทนต์เป็นหลัก แต่ถึงแม้บางคอนเทนต์อาจไม่ได้ไปไกลระดับโลก แต่ส่งเสริมความเป็นเกาหลีซึ่งจะได้ผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจกลับมา

THACCA (ทักก้า) หน่วยงานของไทยที่เพิ่งตั้งกันในปีนี้ก็กำลังเดินตามเส้นทางโมเดลของ KOCCA ซึ่งฉากทัศน์ที่เราเห็นกันอยู่นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว กว่าจะเป็นความสำเร็จในปัจจุบัน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว KOCCA เองก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างในแบบในวันนี้ ค่อยๆ เริ่มจนยอดภูเขาสะสมๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ สามารถโผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมาให้เราได้ชื่นชม ซึ่งถ้า THACCA ของไทยทำสำเร็จก็หมายความว่ากว่าที่ระบบจะเดินได้ด้วยตัวเอง มีการลงทุนด้วยตัวเองก็อาจจะไปเห็นความสำเร็จในอีก 10 ข้างหน้า

ด้วยโครงสร้างทางธุรกิจสื่อของไทยในทุกวันนี้ผมว่ายากครับ ไทยเราไม่ได้เป็นเหมืองขุดพลอย ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบค้นหาเพชรมากกว่า ถึงแม้ของไทยก็มีเวทีประกวดที่เป็นช่องทางเข้าสู่เส้นทางบันเทิงให้เห็น แต่ส่วนใหญ่ศิลปินมักเป็นคนที่เก่งอยู่แล้ว มีความอัจฉริยะและพรสวรรค์เฉพาะตัว แล้วต้นสังกัดมาเกลาอีกนิดหน่อยแล้วออกอัลบั้มให้ โดยที่ค่ายไม่ได้ลงทุนเยอะเท่าของเกาหลีใต้ที่ลงทุนปีละหลายล้านต่อเนื่องกันเจ็ดแปดปี ก่อนที่ศิลปินจะได้เดบิวต์ผลงาน

น่าเสียดายกับทั้งวงการเพลงและภาพยนตร์ นักแสดงที่เก่งๆ ต้องไปเติบโตในต่างประเทศ วนเป็นวงจรแบบนี้ จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นยุทธศาสตร์ของ THACCA นะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขารู้หรือเปล่าว่าเกาหลีใช้โมเดลนี้ในการทำให้วงการเพลงของเขาประสบความสำเร็จ ไม่แน่ใจว่าโค้ชของเขาเด็ดแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาเอกชนเดินกันด้วยตัวเองทำให้ทิศทางสะเปะสะปะ ภาครัฐเองก็ไม่ได้สนับสนุนกันอย่างเป็นระบบจริงๆ จังๆ เกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมเพลงของไทย

แหล่งอ้างอิงจากบทความ

ถอดรหัสเส้นทางสู่ฮัน-รยู 4.0

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...