โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

“ชูศักดิ์” รับปัจจัยทำให้วัดมีปัญหาคือเงิน-ผู้หญิง บอกต้องทำบัญชีให้ชัดเจน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2568 เวลา 07.27 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

รัฐสภา 31 พ.ค. – สส.พรรคประชาชน แนะสำนักพุทธฯ ให้วัดทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายแบบมาตรฐานเดียวกัน-ชัดเจน-ตรวจสอบได้ ด้าน “ชูศักดิ์” รับปัจจัยทำให้วัดมีปัญหาคือเงิน-ผู้หญิง บอกต้องทำบัญชีให้ชัดเจน ชี้สำนักพุทธฯ มีอำนาจแค่กำกับดูแลความเรียบร้อย เหตุมี กม.สงฆ์ ดูแลอยู่

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าวัดกลายเป็นแหล่งกระทำความผิดเกี่ยวกับเงิน เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดี รวมถึงมีกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เงินบริจาค การเช่าวัตถุมงคลต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่มีการกำกับดูแลดีพอในเรื่องบัญชี

จากการไปพูดคุยจากเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ตนได้ข้อมูลว่าเจ้าอาวาส พระ กรรมการวัดทั้งหลาย ไม่ได้ถนัดที่จะทำบัญชี ซึ่งในทางปฏิบัติการจัดทำรายรับ-รายจ่ายของวัดนั้น เป็นเพียงบัญชีที่บันทึกเอาไว้เท่านั้น และไม่มีความซับซ้อนใดๆ เป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชี บางครั้งวัดจะบอกแค่ยอดรวมๆ ซึ่งการกำกับการดูแลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีรับจ่ายของวัดยังไม่ได้ระบุชัดเจน เพราะกำหนดไว้เพียงให้จัดทำบัญชีวัด 2 เล่ม ได้แก่ สมุดเงินสด และบัญชีแยกประเภท เมื่อจัดทำบัญชีทั้ง 2 เล่มแล้วให้เก็บรักษาไว้ที่วัด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบในการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขอเป็นวัดพัฒนา และเผื่อมีชาวบ้านร้องเรียนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดให้เผยแพร่ให้รับรู้ รับทราบ หรือตรวจสอบได้โดยทั่วไป และถือเป็นจุดเสี่ยงที่วัดจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดได้ และหากสำนักพุทธฯ ปล่อยวัดเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาคงไม่มีใครทำบุญกับวัดอีกแล้ว ไปทำบุญกับคนที่ควรได้หรือองค์กรที่โปร่งใสจะดีกว่า

นายฉัตร กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอ 3 ข้อเพิ่มเติมแนวทางการทำบัญชีเงินวัดคือ 1.กำหนดให้สำนักพุทธฯ จัดทำแบบบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกวัดให้มีมาตรฐาน และมาตรฐานเดียวกันทุกวัด 2.วัดต้องนำส่งบัญชีให้สำนักพุทธฯ จังหวัดทุกรอบ 1 เดือน และวัดต้องติดประกาศเผยแพร่ให้สาธุชนสามารถตรวจสอบได้ และ 3.กำหนดให้สำนักพุทธฯ แต่ละจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนจะได้ไปตรวจสอบการทำบัญชีของทุกวันในเขตพื้นที่และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ รวมถึงต้องเปลี่ยนแนวคิดทำนุบำรุงทางกายภาพ เช่น เอาภาษีมาสนับสนุนเงินสร้างวัดปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ซึ่งเป็นปัญหาไม่รู้ว่าหลักเกณฑ์หลักเลือกวัดที่ได้รับงบประมาณเป็นอย่างไร เปลี่ยนมาเป็นการตั้งงบเพื่อช่วยเหลือและตรวจสอบบัญชีของวัดดีกว่า

นายฉัตร กล่าวว่า งบเงินอุดหนุนการตรวจการคณะสงฆ์และตรวจตราพระสงฆ์ที่มีอาจจะไม่สมควรแก่สมณวิสัยและส่งเสริมการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ โดยในปี 62 มีงบประมาณเกือบ 13 ล้านบาท และเริ่มลดน้อยลงในปีถัดๆ ไป อาจจะเป็นเพราะภาวะโควิด-19 ซึ่งงบพระวินยาธิการ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้พระมือปราบที่มีจิตอาสาได้รับมอบหมายจากพระเถระให้เป็นผู้ตรวจตราสอดส่องคณะสงฆ์ และตั้งข้อสังเกตว่าหากเราสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของพระวินยาธิการจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีความแตกต่างหากเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นผู้น้อย ทางตำรวจมือปราบจะมีเงินเดือน มีสินบนนำจับ แต่พระมือปราบไม่มี

“ทำบัญชีวัดโดยกำหนดมาตรฐานชัดเจน ทำระบบให้โปร่งใสตรวจสอบได้ สนับสนุนให้การทำงานของพระวินยาธิการมีประสิทธิภาพเข้มแข็ง จึงเป็นการใช้ภาษีอย่างมีประโยชน์ ตรงวัตถุประสงค์ไม่ต้องอุดหนุนสร้างบูรณะวัดให้มากมาย ประชาชนชาวพุทธที่เลื่อมใสศรัทธาในวัด จะทำบุญกับวัดทำนุบำรุงพระศาสนามากขึ้นเอง” นายฉัตร กล่าว

จากนั้นนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีมีการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณสำนักพระพุทธศาสนา ว่าเรื่องวัดไร่ขิง ที่เป็นที่สนใจของประชาชน เบื้องต้นหากดูพื้นฐานเงินที่เกี่ยวกับวัดจะมีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับเงินที่นำไปบริจาคและทรัพย์สินที่เกิดจากการจัดกิจกรรม ซึ่งปัญหาที่เกิดจากวัดไร่ขิง จะพบว่ามีที่ดินจำนวนมาก แต่ละปีวัดจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มีการให้เช่าที่ ซึ่งตนทราบว่าราคาเช่าค่อยข้างแพงและรายได้จากการทำกิจกรรมประเภทนี้ค่อนข้างมาก แต่กลับไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ แม้จะมีกฎกระทรวงที่ต้องส่งบัญชีให้กับมหาเถรสมาคม หรือสำนักพุทธฯ ได้ดู ซึ่งตนได้ดูว่าเรื่องนี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม หากดูในอดีตวัดที่เกิดปัญหาจะมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จึงทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้น จนในที่สุดเกิดการทะเลาะกันของฝ่ายต่างๆ

“ตนได้เข้าไปคุยกับพระผู้ใหญ่หลายรูป พบว่าพระเองก็ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และจะมีปัญหาและจะทำให้เสียผู้เสียคน หากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้ ตนได้ไปค้นในรัฐธรรมนูญ พบว่าสิ่งไม่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือต้องมีกลไกและมาตรการในป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการและกลไกดังกล่าวด้วย” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า อำนาจสำนักพุทธฯ ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับบัญชาได้โดยตรง เพราะมีกฎระเบียบ กฎหมายคณะสงฆ์กำกับดูแลอยู่ ซึ่งหน้าที่ของเรามีแค่เข้าไปประสานให้กิจการของพระพุทธศาสนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีอำนาจในการตั้งงบประมาณ ซึ่งงบประมาณในปีนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีการให้นโยบายไปด้วยว่าจะต้องมีการออกระเบียบให้ชัดเจนสำหรับการนำเงินงบประมาณนี้ไปช่วยวัดต่างๆ ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พบว่ามีการประสานงบประมาณในการจัดทำเมรุเผาศพจำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร จึงต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนในอดีต.-315-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...