โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

90 ปีถนนขึ้นสู่ 'วัดอรหันตา' (วัดดอยสุเทพ) (30 เมษายน 2478-30 เมษายน 2568) ความหมายต่อชาวพุทธและก้าวต่อไป | ธเนศวร์ เจริญเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.47 น.

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

90 ปีถนนขึ้นสู่ ‘วัดอรหันตา’ (วัดดอยสุเทพ)

(30 เมษายน 2478-30 เมษายน 2568)

ความหมายต่อชาวพุทธและก้าวต่อไป

30 เมษายน 2478 สำคัญอย่างไร 30 เมษายน 2568 หรือ 90 ปีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีความสำคัญยิ่งกว่าหลายสิบร้อยเท่าต่อชาวพุทธและสังคมไทยโดยรวม

600 กว่าปีที่แล้ว พญากือนา (พ.ศ.1898-1928) กษัตริย์แห่งล้านนาได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาจากพระสุมนเถระที่อัญเชิญมาถวายจากมอญผ่านสุโขทัย เมื่อพระบรมสารีริกธาตุองค์นั้นมาถึงล้านนาก็แบ่งองค์จาก 1 เป็น 2 องค์ ผลคือนอกจากพญากือนาผู้ฝักใฝ่พุทธศาสนาจะยกวังสวนดอกขะยอมให้เป็นวัดสวนดอกขะยอม เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์แรกมาประจำวัดนี้

ท่านยังได้ให้ช้างนำพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่งเดินขึ้นดอยด้านทิศตะวันตกของเมือง หยุดที่ไหนบนดอยก็ให้สร้างวัดสำหรับพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่ง ณ ที่นั้น

เมื่อช้างขึ้นไปหยุดที่ยอดดอยหนึ่งซึ่งสูงสุดเมื่อมองจากตัวเวียงเชียงใหม่ พุทธศาสนิกทราบว่าพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่งได้ขึ้นประทับบนที่สูงแล้ว ความเห็นร่วมก็คือ วัดใหม่สมควรได้ชื่อว่า “วัดอรหันตา”

คำว่า “อรหันต์ หมายถึง ผู้ห่างไกลจากกิเลส หมดสิ้นสังสารวัฏ และเป็นอริยบุคคลขั้นสูงสุด” แต่เนื่องจากดอยลูกนั้นในอดีต สุเทวฤๅษี เคยบำเพ็ญบุญที่นั่น คนแถวนั้นจึงเรียกแบบคุ้นเคยว่าวัดดอยสุเทพหลังจากพญากือนาให้สร้างวัดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีก 1 องค์ที่นั่นในปี พ.ศ.1914

ยามนั้น เมื่อ 600 กว่าปีที่แล้ว ท่ามกลางไม้ใหญ่ไพรหนาบนดอยสูง การได้สร้างวัดสำคัญบนสถานที่สูงย่อมถือว่ายิ่งใหญ่มากแล้ว ต่อเมื่อ 100 กว่าปีมานี้ โลกได้เข้าสู่ยุคไฟฟ้าและเทคโนโลยี วัดเริ่มมีพระสงฆ์จำพรรษาที่นั่น

พุทธศาสนิกชนรุ่นใหม่จึงปรารถนาถวายไฟฟ้าให้วัด แต่ในปี 2477 รัฐบาลสยามแจ้งว่าไม่มีงบประมาณเพื่อการนั้น เจ้าหลวงเชียงใหม่ (เจ้าแก้วนวรัฐ) และ ส.ส.เชียงใหม่คนแรก (หลวงศรีประกาศ) จึงไปขอพึ่งบุญจากครูบาศรีวิชัย ครูบาฯ จึงไปสำรวจสภาพของวัดอรหันตาและเส้นทางขึ้นไป

สรุปว่า ทางเดินขึ้นวัดอรหันตาในอดีตตลอด 560 ปีที่ผ่านมา (1914-2477) ทั้งคับแคบและสูงชัน เป็นทางเดินของชาวบ้าน ที่ลัดเลาะขึ้นดอยต่อจากถนนสุเทพด้าน รพ.นครเชียงใหม่, วัดสวนดอก, กาดขะยอม, คณะเกษตร และวิศวฯ มช. สูงๆ ขึ้นไป ในอดีตไม่เคยมีพระสงฆ์จำพรรษาที่นั่น ครูบาฯ จึงเห็นว่าการสร้างถนนสายใหม่สำหรับยวดยานเป็นงานจำเป็นและสำคัญมากกว่าโครงการเสาและสายไฟฟ้าที่ย่อมจะตามมาภายหลัง

ความสำคัญของ 30 เมษายน

และ 90 ปีถนนขึ้นดอย

ตั้งแต่ปี 2463 ที่ครูบาฯ ถูกทางการสยามเชิญตัวไปไต่สวนที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในข้อหาไม่ยอมปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองสงฆ์ พ.ศ.2445 ที่รวมอำนาจสงฆ์ทั้งหมดอยู่ใต้ส่วนกลาง ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างให้พระสงฆ์รูปอื่นๆ และภูมิภาคอื่นๆ เลียนแบบ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ว่าพระสงฆ์ที่มีสิทธิบรรพชาสามเณรและภิกษุได้จะต้องเป็นพระที่มหาเถรสมาคมสยามแต่งตั้งเท่านั้น ซึ่งขัดกับแนวทางการทำงานของสงฆ์ในล้านนาที่เป็นอิสระต่ออำนาจรัฐตลอดมาในประวัติศาสตร์

หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวให้กลับคืนล้านนาในปีนั้น ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะการไปรับนิมนต์เพื่อช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ในล้านนา รวมหลายร้อยวัดในช่วงทศวรรษ 2460-2476

เมื่อรัฐไม่มีงบฯ ให้ ครูบาศรีวิชัยจึงใช้วิธีขอรับการร่วมแรงร่วมใจกันของพุทธศาสนิกทั่วแผ่นดินเพื่อสร้างทางขึ้นสู่ “วัดอรหันตา” เริ่มวันลงจอบแรก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 ที่เชิงดอยสุเทพ ที่เจ้าเมืองนำหน้า, ส.ส. ข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ พ่อค้า และประชาชนทุกสาขาอาชีพทยอยกันมาร่วมงาน

ใครมีแรงออกแรง ใครมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ใครมีข้าว ผักปลาอาหารใด ก็นำมาสนับสนุนงานนี้กันอย่างคึกคัก บางคนมาช่วยงาน 3-4 วัน บางคนมาเป็นเดือน

หนังสือชื่อ “คนบะเก่าเล่าเรื่องครูบาฯ” จัดทำโดยมูลนิธิครูบาฯ ในปี 2462 มีเรื่องเล่าสนุกๆ หลายชิ้นเกี่ยวกับการร่วมกันสร้างทางขึ้นดอยฯ คราวนั้น

เมื่อจำนวนผู้คนเข้ามามากขึ้นๆ (คงหวังที่จะให้งานเสร็จสิ้นก่อนฤดูทำนาจะมาเยือน) ในที่สุดด้วยกำลังแรงงานที่ทยอยกันมาราว 2 แสนคนเศษ งานสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ระยะทางราว 12 กิโลเมตร ก็สำเร็จในวันที่ 30 เมษายน 2478 ใช้เวลา 5 เดือนเศษ

เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะทั้งหมดนั้นไม่มีการใช้งบฯ ของรัฐเลย

และนี่น่าจะเป็นการรวมตัวกันทำงานของคนจำนวนมากที่สุดในสยามยุคกึ่งเมืองขึ้นที่ไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ กันทางการเมือง-เศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นระหว่างสยามกับต่างชาติ หรือความขัดแย้งภายใน

สะท้อนให้เห็นศักยภาพของคนไท/ไทยที่พร้อมจะเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ รวมทั้งการเรียนรู้ข่าวสาร/การเปลี่ยนแปลง/แนวความคิดใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมให้บ้านเมืองดีขึ้นเป็นลำดับ ฯลฯ

563 ปีผ่านไป

: จากวัดอรหันตาในยุคพญากือนา

สู่ยุคครูบาฯ (พ.ศ.1914-2477)

โลกก้าวไปข้างหน้า ความรู้ของผู้คนก็ควรจะก้าวไปด้วย การได้รับพระบรมสารีริกธาตุอันล้ำค่าจากมอญ-สุโขทัย มาถึงเชียงใหม่เมื่อ 565 ปีก่อน และพญากือนาใช้ช้างและผู้คนอัญเชิญสิ่งล้ำค่านั้นขึ้นไปสร้างวัดสำคัญบนยอดดอยในป่าทึบต้องถือเป็นงานใหญ่มาก

ต่อเมื่อครูบาฯ และคณะเดินขึ้นวัดบนยอดดอยในปี 2477 เพื่อนำไฟฟ้าขึ้นไปและจัดทำเสาไฟฟ้าตามที่เจ้าเมืองและ ส.ส. มาขอให้ช่วย ผลของการออกสำรวจ ทำให้ครูบาฯ ได้ตระหนักถึงเส้นทางการแสวงหาหลักธรรมที่พระตถาคตค้นพบ ความรู้ด้านพุทธศาสนาของครูบาฯ ที่ท่านได้เรียนมา ก็ทอแสงประกาย

นั่นคือ บนเส้นทางไปหาพระอรหันต์นั้น มีสังโยชน์ (หรือกิเลส) ที่ผูกมัดใจคนและสัตว์ให้ตกอยู่ในห้วงทุกข์ไว้ก่อนที่จะถึงนิพพาน ถึง 10 ข้อด้วยกัน

ผู้ก้าวข้าม สังโยชน์ 3 ด่านแรก จะได้เป็น โสดาบัน สังโยชน์ ทั้ง 3 นั้น ได้แก่

1. สักกายทิฏฐิ (การยึดติดกับการมีตัวตน)

2. วิจิกิจฉา (สงสัยลังเลในพระรัตนตรัยและกุศลธรรมทั้งหลาย)

3. สีลัพพตปรามาส (การยึดมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโลก)

สังโยชน์ ขั้นที่ 2 มี 2 ด่าน ผู้ก้าวข้ามทั้ง 2 ด่านนี้ได้ จะเป็น สกิทาคามี หรือ สกทาคามี แปลว่า ผู้กลับมาได้อีกเพียงครั้งเดียว ซึ่งหมายถึงการบรรลุธรรมในระดับที่ 2 ด่าน 2 ขั้นนี้ ได้แก่

1. กามราคะ (พอใจในการได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสต่างๆ) และ

2. ปฏิฆะ (คือความรู้สึกขุ่นเคือง หงุดหงิด เมื่อมีสิ่งใดมากระทบกระทั่งต่อใจ)

สังโยชน์ ขั้นที่ 3 มี 5 ด่าน ผู้ก้าวข้ามทั้ง 5 ด่านนี้ได้ จะเป็น อนาคามี แปลว่า ได้บรรลุธรรมในขั้นที่ 3 แล้ว สังโยชน์ ขั้นสูง 5 ด่าน ได้แก่

1. รูปราคะ (ความพอใจในรูปธรรม) 2. อรูปราคะ (ความพอใจในอรูปธรรม)

3. มานะ (ความสำคัญตนว่าเป็นนั่น เป็นนี่) 4. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านของจิต)

และ 5. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 หนทางดับทุกข์ ซึ่งได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)

และเมื่อก้าวข้ามสังโยชน์ทั้ง 10 ด่านนี้ไปได้ ก็จะได้เป็น อรหันต์ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง

ด้วยตระหนักใน 10 ด่านที่จะต้องก้าวข้าม เพื่อไปบรรลุอรหันต์ ที่ วัดอรหันตา ครูบาศรีวิชัยจึงได้เห็นความสำคัญของการสร้างถนนเพื่อเชื่อมร้อยโลกอดีตกับปัจจุบัน โดยอาศัยรถยนต์และเสาไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมในขณะนั้น

ขณะเดียวกัน ก็สร้าง 3 วัดขึ้นมาบนเส้นทางสายนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปถึงวัดอรหันตา ให้เป็น 4 ระดับขององค์ความรู้สำคัญยิ่งของพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกทั่วไปและผู้สนใจพึงเรียนรู้และตระหนักเสมอๆ

ทั้งนี้ ก็เพื่อย้ำเตือนพุทธศาสนิกและคนทั้งปวงที่ผ่านทางสายนี้ว่า นี่คือเส้นทางธรรม แต่ละวัดมีเรื่องและภาพกิเลสที่คนเราต้องเผชิญและเราจะฝ่าข้ามแต่ละด่านไปอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของแต่ละคน และการที่แต่ละวัดจะมีข้อมูลและองค์ความรู้อย่างไรบ้างเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้คนที่แวะเวียนผ่านไปมาในปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้คนและความเร็วที่ไม่อาจเทียบได้เลยกับยุคแรกของการสร้างวัดในสมัยพญากือนา 500 กว่าปีก่อน

จากคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา การที่วัดโสดาบันอยู่ใกล้กับจุดเริ่มต้นของงานสร้างถนนมากตลอดจนวัดสกิทาคามี ที่ห่างออกไปเป็นลำดับที่ 2 ก็อยู่ไม่ไกลนัก งานสร้างวัดจึงคืบไปอย่างรวดเร็ว และพัฒนาเรื่อยมา

การที่วัดสกิทาคามี มีพุทธศาสนิกชาวม่าน (พม่า) และไต (ไท-ใหญ่) ที่มีฐานะดีเข้าไปมีบทบาท วัดจึงมีสิ่งก่อสร้างที่งดงามและเป็นแบบม่าน-ไต อีกทั้งที่นั่นเป็นที่ตั้งของหน้าผาที่ลาดชันและน้ำตกที่งดงาม และยังเป็นจุดพักสำคัญของการเดินขึ้นลงดอยสุเทพเนิ่นนานนับแต่สมัยพญากือนาเรื่อยมา

วัดนี้จึงเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “วัดผาลาด” ของผู้คน

ส่วนในระยะหลังจากครูบาศรีวิชัยถูกเรียกไปไต่สวนครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ ในช่วงปี 2478-2479 หลังสร้างทางเสร็จไม่นาน มีข่าวลือสารพัดที่เชียงใหม่-ลำพูนว่าท่านอาจจะไม่ได้กลับขึ้นเหนืออีกเลย

ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ สามเณรจำนวน 100 กว่าวัดที่มาชุมนุมกันในวันลงจอบแรก (9 พฤศจิกายน 2477) และได้ร่วมกันประกาศดังๆ ต่อหน้าผู้มาร่วมงานลงจอบแรกทั้งหมดว่า ต่อจากนี้ จะขอฟังคำสั่งของครูบาศรีวิชัยเท่านั้น จะไม่ขอขึ้นต่อมหาเถรสมาคมที่กรุงเทพฯ อีก โดยไม่มีการบอกกล่าวแก่ครูบาฯ มาก่อน

ส่งผลให้หลังจากครูบาฯ ถูกส่งตัวไปไต่สวน พระสงฆ์-สามเณรเหล่านั้นก็ถูกตามมาไต่สวนในแต่ละท้องถิ่น หลายรูปหลบหนีภัยไปฝั่งเชียงตุงหรือแสนหวี หลายรูปถูกถอดออกจากตำแหน่งในวัด หรือต้องลาสิกขา หรือยอมรับผิดต่อสิ่งที่ได้ทำมาก่อนหน้า และสาบานว่าจะขออยู่กับมหาเถรสมาคมตลอดไป

ในสภาพดังกล่าว คณะสงฆ์ที่วัดโสดาบัน จึงตัดสินใจเชิดชูเกียรติครูบาฯ ที่เคารพด้วยการเปลี่ยนชื่อว่า “วัดศรีโสดา” แทนโสดาบัน ตามชื่อ “ศรีวิชัย” ของผู้นำการสร้างถนนสายนี้

ส่วนครูบาศรีวิชัยหลังการไต่สวนที่กรุงเทพฯ ก็กลับคืนเมืองลำพูนในเดือนมิถุนายน 2479 และมิได้หวนกลับมาที่เวียงเชียงใหม่อีกเลยจนอาพาธและละสังขารในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2482

พระสงฆ์บางท่านเล่าว่า วัดอนาคามี อันเป็นวัดที่ 3 อยู่ในระยะก่อนที่จะถึงวัดอรหันตาในราว 3-5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ม่อนพญาหงส์ มีการปักหมุดหมายสร้างวัดไว้ตั้งแต่การสร้างเส้นทางนี้ในช่วงปี 2477-2478 และยังได้สร้างพระธาตุองค์เล็กๆ ด้วย ณ ที่นั้นและยังคงอยู่

บัดนี้ 90 ปีการสร้างถนนสายสำคัญผ่านไปแล้ว ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของครูบาศรีวิชัยได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมา ทั้งในวาระ 90 ปีนี้ และอีก 10 ปีข้างหน้า และที่สำคัญ ครบรอบวาระชาตกาล 150 ปี (11 มิถุนายน 2421-11 มิถุนายน 2571) หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนก็กำลังร่วมกันเสนอต่อองค์การยูเนสโกให้มอบตำแหน่ง “ครูบาศรีวิชัย-บุคคลสำคัญของโลก”

คำส่งท้าย

เรามีวัดมากมายในประเทศนี้ (ราว 43,000 วัด) วัดจำนวนมากเน้นการทำบุญสุนทานและการสร้างถาวรวัตถุ หลายวัดมีจุดเด่นมากที่ให้การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์-โบราณคดีและพุทธศิลป์แก่ผู้ไปชม

ผมใคร่เรียนเสนอ 3 ข้อนี้ ให้ล้านนาและสังคมไทยได้พิจารณา

1. ในสถานการณ์ที่ไม่มีวัดไหนรวม 4 วัดเข้ามารวมกันเป็นชุดประวัติศาสตร์ล้านนาและพุทธศาสนาที่ชัดเจนเช่นนี้ ขอเสนอทั้ง 4 วัดถือเอาประวัติศาสตร์และจุดเน้นของเส้นทางการไปสู่พระอรหันต์เป็นงานหลักของทั้ง 4 วัดเพื่อให้การศึกษาที่สำคัญยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนที่ไปเยือนอย่างเข้มข้น

2. รื้อพื้น วัดอนาคามี ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของครูบาศรีวิชัย ก็จะเป็นกุศลผลบุญที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมา 90 ปี ยังไม่มีการสร้างหรือปรับปรุงสิ่งใด ณ วัดดังกล่าว ขณะที่อีก 3 วัด อาจมีการสร้างบางส่วนที่ห่างจากเจตนารมณ์ 90 ปีไปบ้างหรือไม่

คณะสงฆ์ของเชียงใหม่-ลำพูนและทั่วล้านนาจะจัดทำโครงการ “อนาคามีศึกษาและ 4 วัดศึกษา” อย่างไรพร้อมกับขอรับฟังความเห็นจากทุกๆ ฝ่ายทั่วประเทศเพื่อสร้างวัดอนาคามีในยุคหลัง 90 ปีนี้ให้เป็นแบบอย่างตามเจตนารมณ์ของครูบาศรีวิชัย-พระสงฆ์ผู้เป็นแบบอย่างของชาวล้านนาและชาวพุทธทั้งหลาย

และสุดท้าย 3. นำเอาชื่อเดิมของทั้ง 4 วัดมาเป็นชื่อหลักของวัด ส่วนชื่อที่มีมาเดิมจะใส่วงเล็บต่อท้าย เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ พร้อมกับเล่าเรื่องอันสำคัญนี้ในรูปแบบที่หลากหลายของสื่อยุคไฮเทคปัจจุบัน

โลกก้าวไป วัตถุขยายตัวออกไปมากขึ้นๆ แต่หลักสำคัญและจิตวิญญาณของพุทธศาสนานั้นยิ่งต้องตอกย้ำ และก็ไม่ควรถูกลดทอนหรือห่างหายไปไหนแม้แต่นิดเดียว

90 ปีการสร้างถนนขึ้นดอยจึงควรเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของผองเราจะได้กลับไปศึกษาและทบทวน…

ชีวิต ผลงาน และความคิดตลอดจนวิถีธรรมอันทรงคุณค่าของครูบาศรีวิชัยโดยเฉพาะในวาระสำคัญ 90 ปี และ 150 ปีที่จะถึงจึงควรจะเป็นประทีปส่องทางเราชาวพุทธทั้งหลายได้ก้าวไปบนเส้นทางธรรมที่ท่านได้ปูทางไว้ให้…สาธุ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 90 ปีถนนขึ้นสู่ ‘วัดอรหันตา’ (วัดดอยสุเทพ) (30 เมษายน 2478-30 เมษายน 2568) ความหมายต่อชาวพุทธและก้าวต่อไป | ธเนศวร์ เจริญเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...