ศูนย์จีโนมฯ อัปเดตเชื้อก่อ โควิด จับตา PA.1 หลังพบผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นระยะนี้
ศูนย์จีโนมฯ อัปเดตเชื้อก่อ โควิด จับตา PA.1 วิวัฒนาการจาก JN.1 หลังพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในระยะนี้ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า
วันที่ 8 พ.ค.2568 ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อัปเดตสถานการณ์เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อโรคโควิด-19 ระบุ ว่า อัปเดตภูมิทัศน์สมรภูมิสายพันธุ์โควิด LP.8.1 ผงาด XEC ถอยทัพ และ PA.1 น่าจับตา
โดยภาพรวม การติดตามวิวัฒนาการของ SARS-CoV-2 ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
สายพันธุ์ LP.8.1 ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก JN.1 ผ่าน KP.1.1.3 ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแพร่เชื้อที่เพิ่มขึ้น และหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี กลายเป็นสายพันธุ์ที่แพร่หลายในหลายภูมิภาคในช่วงต้นปี 2025
ศูนย์จีโนมฯ อัปเดตเชื้อก่อ โควิด จับตา PA.1 วิวัฒนาการจาก JN.1 หลังพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในระยะนี้ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า
ขณะที่ XEC ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสม ซึ่งเคยมีสัดส่วนที่สำคัญ แต่เริ่มมีแนวโน้มลดลงในบางพื้นที่ เมื่อเผชิญกับการแข่งขันจาก LP.8.1 ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ ยังไม่พบว่าก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น ๆ และวัคซีนที่มีในปัจจุบัน คาดว่าจะมีประสิทธิภาพป้องกันโรครุนแรง
สำหรับสายพันธุ์ PA.1 แม้จะสืบเชื้อสายมาจาก KP.1.1.3 เช่นเดียวกับ LP.8.1 แต่แผนภูมิสายวิวัฒนาการแสดงให้เห็นว่า มีเส้นทางวิวัฒนาการที่แตกต่างออกไป ปัจจุบัน PA.1 มีสัดส่วนการระบาดต่ำ แต่ตำแหน่งที่แตกต่างบนแผนภูมิ ทำให้เป็นที่น่าจับตามองสำหรับการเฝ้าระวังต่อไป
การอุบัติขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ ๆ เช่น LP.8.1 และ XEC เป็นเครื่องเตือนใจว่า SARS-CoV-2 ยังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมอย่างเข้มแข็ง การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และการปรับปรุงมาตรการทางสาธารณสุข
รวมถึงวัคซีนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบของการระบาดในอนาคต แม้ว่าปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกจะประเมินความเสี่ยงโดยรวมจากสายพันธุ์อย่าง LP.8.1 ว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่ความตื่นตัวและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
ทั้งนี้ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯ ระบุถึงบริบททางวิวัฒนาการในภาพรวมและผลกระทบต่อสาธารณสุข ว่า สายพันธุ์ JN.1 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ KP.1.1.3 (ที่เป็นต้นตอของ LP.8.1 และ PA.1) และสายพันธุ์อื่น ๆ ที่สำคัญในปัจจุบัน ถือเป็นตัวอย่างของสายพันธุ์ "ผู้ก่อตั้ง" ที่ประสบความสำเร็จ และแตกหน่อออกเป็นสายพันธุ์ย่อยจำนวนมากที่มีลักษณะหลากหลาย
JN.1 เองก็เป็นลูกหลานของ BA.2.86 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ การเกิด "วิวัฒนาการแบบบรรจบ" (convergent evolution) โดยการกลายพันธุ์บางตำแหน่ง (เช่น F456L, R346T) ปรากฏขึ้นอย่างอิสระในสายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ ของ JN.1
ซึ่งบ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจให้ความได้เปรียบแก่ไวรัสภายใต้แรงกดดันจากภูมิคุ้มกันในปัจจุบันการเกิดขึ้นของสายพันธุ์อย่าง LP.8.1 และ XEC รวมถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องภายในตระกูล JN.1 ตอกย้ำถึงความสามารถของไวรัสในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง
สิ่งนี้ทำให้การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมต้องเข้มแข็งและต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขเป็นระยะ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของวัคซีน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วัฏจักรต่อเนื่องของวิวัฒนาการของไวรัส (สายพันธุ์ใหม่ที่มีการกลายพันธุ์เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน) และการตอบสนองของมนุษย์ (วัคซีน, ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน) เปรียบเสมือน "การแข่งขันทางอาวุธ" ทางวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการให้ความสำคัญส่วนใหญ่ มักจะอยู่ที่การกลายพันธุ์ของโปรตีนหนาม เนื่องจากบทบาทในการเข้าสู่เซลล์และเป็นเป้าหมายของแอนติบอดี แต่บทบาทที่เป็นไปได้ของการกลายพันธุ์นอกโปรตีนหนาม ในการมีอิทธิพลต่อลักษณะของไวรัส (ดังที่อาจเป็นกรณีของ LP.8.1) ก็ไม่ควรมองข้าม การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมทั้งจีโนม จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การถอดรหัสพันธุกรรมเฉพาะส่วนโปรตีนหนาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศูนย์จีโนมฯ อัปเดตเชื้อก่อ โควิด จับตา PA.1 หลังพบผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นระยะนี้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th