“ศรีขันธ์ บอลลา” ผู้ไร้ดวงตาที่สร้างปฏิหารชีวิต จนประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจหลร้อยล้าน
Reporter Journey
อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 05.57 น. • Reporter Journeyชีวิตของ “คนตาบอด” ชีวิตที่ต้องอยู่ในโลกอันแสนมืดมนไปตลอดชีวิต ไม่เคยได้สัมผัสกับภาพความสวยงามของโลกใบนี้ แค่การใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในเมื่อโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนตาดี
การเกิดมาเป็นคนตาบอดในครอบครัวยากจนก็ว่าหนักแล้ว ยิ่งเป็นคนตาบอดในประเทศอินเดีย ที่มีสัดส่วนคนยากจนมากติดอันดับโลกตามจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลกถึง 1,400 ล้านคน และมีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ฝังรากลึกในสังคมอย่างเหนียวแน่นและยาวนาน ผู้พิการทางร่างกายแทบจะถูกผลักดันให้เป็นคนชายขอบของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกมองว่าเป็นภาระของสังคมและไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้
แต่สำหรับชายที่ชื่อว่า “ศรีขันธ์ บอลลา” ผู้ไร้ดวงตาทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิด กลับสามารถฉีกกฎข้อที่จำกัดข้อบกพร่องของร่างกาย สร้างปฏิหารของชีวิตให้กับตัวเอง จนประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจที่บริษัทของเขามีมูลค่าหลายร้อยล้านรูปี และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายที่เคยรู้สึกว่าตัวเอง “ไร้ค่า” ให้กล้าเดินตามความฝันของตัวเองและลงมือทำให้ประสบความสำเร็จ
ศรีขันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 1991 ในเมืองสีธารามปุรัม รัฐอานธรประเทศ ของอินเดีย พื้นฐานชีวิตของเขาจัดอยู่ในระดับยากจนมากที่สุด พ่อแม่ของเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ประกอบอาชีพเกษตรกรและไม่ได้รับการศึกษา เขาเป็นลูกชายคนแรกที่เกือบจะไม่ได้มีโอกาสมีชีวิต เพราะทันทีที่เขาออกมาจากครรภ์ของผู้เป็นแม่ และพ่อของเขารู้ว่าลูกคนนี้ไร้ดวงตาตั้งแต่กำเนิด ด้วยความผิดหวังและเสียใจเขาเกือบจะถูกฝังทั้งเป็น เพราะการเป็นคนพิการในครอบครัวที่ยากจนนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำให้เขาดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต และสังคมโลกภายนอกจะไม่มีที่ให้เขายืน แต่สุดท้ายผู้เป็นแม่ได้ขอร้องเอาไว้และทั้งคู่ก็ตั้งใจจะเลี้ยงให้เด็กชายคนนี้เติบโตขึ้นมาให้ได้ดีที่สุดด้วยความรักอย่างเหลือล้นเท่าที่พวกเขามี ซึ่งมันมากเสียจนศรีขันธ์เคยพูดเอาไว้ว่า "พ่อแม่คือคนที่มั่งคั่งที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาในชีวิต”
ชีวิตในวัยเด็กศรีขันธ์ค่อนข้างยากลำบาก เพราะด้วยพื้นฐานครอบครัวยากจน ไม่มีแม้กระทั้งไฟฟ้าใช้ และเขาแทบไม่ได้รับการศึกษาที่ดีตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างที่ควรจะเป็น แต่ด้วยแถวบ้านของเขามีโรงเรียนขยายโอกาสเล็กๆ สำหรับครอบครัวยากจนในชนบท ทำให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับครูท้องถิ่น
แม้ไร้ดวงตา แต่พระเจ้าให้มันสมองแสนฉลาดทดแทน
ศรีขันธ์ฉายแววความฉลาดมาตั้งแต่วัยเด็ก แม้พระเจ้าจะไม่ได้ให้ดวงตาเขา แต่ได้ให้มันสมองที่แสนฉลาดหลักแหลมเป็นการชดเชยมาอย่างเหลือล้น เขาสามารถคํานวณโจทย์คณิตศาสตร์ได้อย่างรวดเร็วกว่าเพื่อนร่วมชั้น สามารถเข้าใจสมการคำนวณตัวเลขที่ซับซ้อนกว่าเด็กวัยเดียวกันได้ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เขาจึงไม่ได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ
หลังจากนั้นเขาได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในชุมชน ให้ย้ายเข้าไปศึกษาต่อยังโรงเรียนสำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ ซึ่งที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนโลกของเขาไปตลอดกาล เขาสามารถเรียนหนังสือที่ใช้ตัวอักษรอักษรเบรลล์ ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ ที่เป็นผู้พิการเหมือนกัน ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ มากมาย ทั้งเล่นหมากรุกและกีฬาคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมของอินเดีย และที่นั่นเขาก็ได้พบกับคุณครู “สวรรนาลาธา” ที่เป็นทั้งครูผู้สอนของศรีขันธ์ เป็นทั้งพี่สาว และเป็นเหมือนกับแม่ของเขา ที่ช่วยทำสื่อการเรียนการสอนเสียงให้ ช่วยให้เขาได้เรียนรู้สั่งสมวิชา จนสำเร็จการศึกษา และยังช่วยผลักดันให้เขาได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
หลังจากที่เขาเรียนจบระดับเกรด 10 ศรีขันธ์รู้ว่าเขาต้องการเรียนต่อสายวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (IIT) แต่เนื่องจากเขาเป็นคนตาบอด เขาจึงไม่สามารถเข้าเรียนสายนี้ได้อย่างที่ต้องการ แม้ว่าเขาทำคะแนนได้อันดับสูงสุดในชั้นเรียนด้วยคะแนน 98% แต่ในยุคนั้นทางสถาบันฯ ยังไม่มีนโยบายรับนักศึกษาพิการ สุดท้ายเขาจึงยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเข้าเรียนเฉกเช่นกับนักศึกษาที่มีร่างกายสมบูรณ์
และหลังจากรอคอยนานถึง 6 เดือน ความพยายามเขาก็ไม่สูญเปล่า ศาลพิพากษาให้ศรีขันธ์ชนะคดี และกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พลิกโฉมหน้าระบบการศึกษาสำหรับผู้พิการของอินเดีย สร้างโอกาสครั้งสำคัญในการให้กับผู้พิการทางสายตาได้เรียนหนังสือ โดยเป็นนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางสายตาคนแรกในรัฐอานธรประเทศที่ได้เข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้เขาเป็นผู้นำเยาวชนตั้งแต่ปี 2005 และได้เป็นสมาชิกของ Lead India 2020: The Second National Youth Movement ก่อตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีอินเดีย APJ Abdul Kalam Lead ที่ช่วยให้อินเดียบรรลุเป้าหมายในการพัฒนามนุษย์ โดยการขจัดความยากจน การไม่รู้หนังสือ และการว่างงาน
เมื่อมหาลัยในอินเดียไม่ต้อนรับ ก็มุ่งหน้าสู่ MIT
ในที่สุดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของศรีขันธ์ก็เข้ามา เพราะในระหว่างที่เขากำลังสู่คดีเพื่อเรียกร้องสิทธิการได้เข้าเรียนต่อที่ IIT ครูของเขาได้เสนอให้เขาลองพิจารณาสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่รับนักศึกษาตาบอด ซึ่งเธอเป็นผู้ช่วยเขาจัดการติดต่อไปยังสถาบันต่างๆ ทั่วโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่ามีสถาบันมากมายสนใจในตัวของเขาให้ไปเรียนต่อทั้ง MIT, Stanford, Berkeley และ Carnegie Mellon แต่สุดท้ายศรีขันธ์เลือกที่จะไปศึกษาต่อที่ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งนับว่าเป็นตัวท็อบของสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก โดยให้ทุนแก่เขา 100% และการได้รับโอกาสนี้ทำให้เขาตั้งใจร่ำเรียน ได้เปิดโลกกว้างแบบที่สังคมอินเดียให้ไม่ได้ ได้ลองอะไรใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยทำ ท่ามกลางการอยู่ในสังคมและผู้คนคุณภาพ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้และบ่มเพาะตัวเองจนจบการศึกษาเมื่อปี 2012
หลังเรียนจบเขาเดินทางกลับสู่อินเดีย ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะสร้างโอกาสให้กับผู้พิการทางสายตาแบบเขา จึงได้ก่อตั้งศูนย์ Samanvai สำหรับเด็กที่มีความพิการซ้ำซ้อนในปี 2011 โดยเริ่มก่อตั้งโรงพิมพ์อักษรเบรล ให้บริการด้านการศึกษา อาชีวศึกษา การเงิน และการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่เด็กนักเรียนที่มีความพิการซ้ำซ้อนเพื่อให้มีชีวิตที่เป็นอิสระทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้
หลังจากนั้นเขาได้ก่อตั้ง Bollant Industries ในกรุงไฮเดอราบัด ซึ่งศรีขันธ์ร่วมกับสวรรนาลาธา คุณครูใจดีที่กลายเป็นทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาไปแล้ว พร้อมความมุ่งมั่นจะตั้งบริษัทที่จ้างผู้พิการที่ต้องเผชิญชะตาชีวิตเยี่ยงเขามาเป็นพนักงานให้จงได้
จากชีวิตติดลบในวัยเด็กสู้เจ้าของธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมูลค่าร้อยล้าน
สำหรับ Bollant Industries เป็นบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์จากพืชตระกูลถั่ว และวัสดุรีไซเคิล เนื่องจากเขาเห็นว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในอินเดียเป็นปัญหาใหญ่มาก และยังไม่การจัดการกับวัสดุเหลือใช้ที่เปลี่ยนมาเป็นวัสดุขึ้นรูปใหม่ เขามองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจนี้จึงได้เดินสายหาเงินทุนจากนักลงทุน ซึ่งการที่เขาพอจะมีชี่อเสียงอยู่บ้าง จากการเป็นนักศึกษาตาบอดที่สามารถเข้าไปเรียนยัง MIT ได้ ก็ทำให้มีนักลงทุนร่วมลงทุนกับเขาในที่สุด
“ผมทิ้งอนาคตที่ดีไว้ที่สหรัฐอเมริกาเพราะผมต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งผลิตโดยผู้คนที่คิดว่าพวกเขาเป็นคนไร้ค่าในสังคม เป็นผู้พิการที่ไม่มีใครเหลียวแลแบบผม ดังนั้น ผมต้องการเป็นผู้นำที่สร้างอนาคตที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ซึ่งหมายถึงการจัดหางานให้กับผู้พิการด้วย เนื่องจาก Bollant ไม่ใช่บริษัทเชิงพาณิชย์หรือสถานสงเคราะห์ แต่เป็นองค์กรเพื่อสังคมที่ทำงานเพื่อทุกคน”
บริษัทผลิตกระดาษคราฟท์รีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะในชุมชน สินค้าบรรจุภัณฑ์งานฝีมือจากกระดาษรีไซเคิล สร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งจากใบไม้ธรรมชาติและกระดาษรีไซเคิล และเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นสินค้าที่ใช้งานได้ ความพยายามอันทรงคุณค่าของศรีขันธ์ดึงดูดความสนใจของนักลงทุน และในที่สุดก็ได้รับเงินทุนจากนักธุรกิจชื่อดัง “รัตน ทาทา” ทายาทของกลุ่มบริษัท Tata Group หนึ่งในบริษัทธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดในอินเดีย
หลังจากผ่านการต่อสู้มานับพันครั้ง วันนี้ศรีขันธ์ทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย และเขายับขึ้นทำเนียบของ “โกลบอลอินเดียน” กลายเป็นผู้ประกอบการอายุน้อยและมั่งคั่ง โดยบริหารบริษัท Bollant Industries ซึ่งมีผลประกอบการที่น่าประทับใจถึง 150 สิบล้านรูปี
“ผมตาบอด มองไม่เห็น ชีวิตของผู้ประกอบการเป็นเหมือนรถไฟเหาะและเราต้องการความเชื่อมั่นในตนเอง”
ในอีก 3 ปีข้างหน้าเขาจะยกระดับผลประกอบการของบริษัทเป็น 1,000 ล้านรูปี นอกจากนั้น เขาจินตนาการถึงการนำบริษัทเข้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป
นี่คือชายผู้ไร้ซึ่งต้นทุนในชีวิต ไร้ดวงตามาแต่กำเนิด แต่สิ่งที่พระเจ้าให้เขามาทดแทนคือ ความฉลาด ความอดทน และความพยายามต่อสู้ทุกทาง จนเขาได้ทำลายขีดจำกัดทางกายภาพของตัวเอง สร้างชีวิต วิขิตด้วยตัวเอง จนวันนี้เขากลายเป็นตัวอย่างให้กับคนที่อยู่
“ศรีขันธ์ บอลลา”
Srikanth