โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เรียกฉันว่า "ยัยตัวแสบ" ในยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 12.53 น. • Bowling jiejie
อินอินสาวยุคปัจจุบันเข้ามาอยู่ในร่างของเยี่ยนหว่านอินปี 1976 หล่อนฆ่าตัวตายเพราะอยากติดตามสามีไปเรียนต่อในเมืองสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ไปเรียนต่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

เรียกฉันว่า “ยัยตัวแสบ” ในยุค 70

อินอิน หญิงสาวอายุ 22 ปี เสียชีวิตขณะขับรถกลับบ้านหลังเลิกงาน เข้ามาอยู่ในร่างของ เยี่ยนหว่านอิน หญิงสาวเยาวชนปัญญาชน ที่ถูกขับไล่ให้มาทำทุ่งนาที่ชนบท

ปี ค.ศ. 1974 เยี่ยนหว่านอิน อายุ 17 ปี หลังจากเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนชั้นนำของปักกิ่ง เธอถูกพาตัวมายังหมู่บ้านชนบทพื้นที่ห่างไกล เพราะเป็นคนในเมือง ไม่รู้วิธีทำงานและไม่เคยลำบาก จึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากความยากลำบากนี้

ปี ค.ศ. 1975 เธอหมายตาลูกชายคนรองของผู้นำหมู่บ้าน เนื่องจากว่าในหมู่บ้านนี้ ครอบครัวของผู้นำหมู่บ้านมีฐานะดีที่สุด

หยางเซียวเหวิน อายุ 21 ปี ชายหนุ่มหน้าตาดี สูง 187 เซนติเมตร เรียกได้ว่าน่าจะตัวสูงที่สุดในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ แม่สื่อ รวมถึงหญิงสาวในหมู่บ้านต่างก็หมายปองเขา เพราะเป็นคนขยัน ทั้งยังเป็นลูกชายผู้นำหมู่บ้าน แต่ก็น่าแปลกที่เขาไม่คิดที่จะแต่งงานกับใคร

จนกระทั่ง เยี่ยนหว่านอินตกน้ำ หยา'เซียวเหวินที่เห็นเหตุการณ์กระโดดน้ำลงไปช่วย ฟื้นขึ้นมาเธอก็โวยวายให้เขารับผิดชอบโดยการแต่งงาน

ทางด้านแม่หยาง แม่ของหยางเซียวเหวินก็ชื่นชอบหล่อนอยู่แล้ว เพราะเห็นว่าเป็นคนเมือง อีกทั้งหล่อนยังเรียนจบถึงมัธยมปลาย ท่านจึงอยากให้ลูกชายได้แต่งกับผู้หญิงในเมือง ไม่ใช่ผู้หญิงบ้านนอกด้วยกัน

หยางเซียวเหวินจำต้องแต่งหล่อนเข้ามาเป็นภรรยา เพราะเขาได้แตะต้องเนื้อตัวของหญิงสาวจริง อีกทั้งยังช่วยชีวิตโดยการผายปอด เขาเป็นลูกผู้ชายพอ เรื่องนี้ไม่ต้องรอให้ถูกบีบบังคับ งานแต่งของทั้งสองจึงเกิดขึ้น

แต่เพราะนิสัยเดิมของเยี่ยนหว่านอินเป็นคนขี้เกียจ ดูถูกคนชนบท แต่งเข้ามาแล้วจึงเผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา หยางเซียวเหวินก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เพราะแก้ไขอะไรไม่ได้

จนกระทั่งปี ค.ศ.1976 เขาได้รับทุนการศึกษาจากโครงการ คนงาน ชาวนา และทหาร ให้สอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย กอปรกับทางการประกาศออกมาว่า เยาวชนปัญญาชนที่ห่างบ้านมาไกล สามารถกลับบ้านได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน

คนที่ได้กลับบ้านก่อน ส่วนมากก็มักจะพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องที่ทำงานระดับสูงของทางการ ส่วนคนที่พื้นฐานไม่มีอะไรก็ต้องรอต่อไป บางคนถึงกับถอดใจ ตั้งรกรากอยู่ที่ชนบทแต่งงานมีครอบครัวไปเกินกว่าครึ่ง

เยี่ยนหว่านอินก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเธอไม่เคยลดละความตั้งใจที่จะกลับปักกิ่ง พอทราบข่าวว่าสามารถกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอจึงขอเขาไปด้วยในฐานะผู้ติดตาม

แต่ว่าแม่หยางไม่อนุญาต ด้วยกลัวว่าหากลูกสะใภ้ออกจากชนบทไปแล้ว จะไม่ทิ้งลูกชายของท่านกลับไปหาบ้านเดิม จึงเอาเรื่องเงินขึ้นมาอ้าง บอกว่าไม่มีเงินสำรองพอให้กับสองคน

หยางเซียวเหวินเองก็ไม่รู้จะทำยังไง แม้จะรู้ดีว่าหากภรรยาติดตามไปถึงปักกิ่งแล้ว หล่อนอาจจะทิ้งตนกลับไปหาบ้านเดิม แต่หากว่าเป็นความต้องการของภรรยา เขาก็คงทำอะไรไม่ได้ และรู้สึกเห็นใจ คนที่จากบ้านมาเป็นเวลานาน หากหล่อนจะคิดถึงบ้านก็คงไม่แปลก

เยี่ยนหว่านอินรู้ว่าตัวเองหมดหวังที่จะได้กลับบ้าน จึงกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย กอปรกับช่วงเวลาที่อินอินประสบอุบัติเหตุ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้วิญญาณของเธอหลุดลอยเข้ามาอยู่ในร่างของ เยี่ยนหว่านอิน หญิงสาวที่มีดีแค่หน้าตา พร้อมกับมิติสุดยอดเยี่ยม ข้างในนั้นคือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ “สามี ภรรยาคนนี้จะเลี้ยงดูคุณเอง”

***คำเตือน นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น อาจเหมือนหรือคล้ายกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์บางอย่าง ผู้แต่งไม่มีเจตนาพาดพิงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพียงเขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง เลียนแบบ หากตรวจสอบได้จะดำเนินคดีทางกฎหมายจนถึงที่สุด ไม่มีการไกล่เกลี่ยใดๆทั้งสิ้น

***นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญล่วงหน้า และติดเหรียญถาวรหลังจากทำการรวมเล่ม E-book เพราะฉะนั้นไม่ดรามาเรื่องเปิดอ่านฟรีนะคะ ลงรายตอนจบถึงจะทำการรวมเล่ม E-book ค่ะ

สิ้นคิด

“ฮึก โถ่ลูกสะใภ้ ทำไมถึงได้สิ้นคิดขนาดนี้”

เสียงร้องไห้ฟูมฟายทำเอาคนที่นอนนิ่งไม่ได้สติอยู่สามวันสามคืนรู้สึกรำคาญ เสียงแหลมของผู้หญิงวัยกลางคนทำเอาอินอินที่กำลังฝันว่าตัวเองเดินทางมาไกลแสนไกลนั้นถึงกับรู้สึกตัว

“อือ หนวกหูชะมัด” ร่างเพรียวระหงที่กำลังนอนหลับไม่ได้สติขยับปากพูดเบาๆ อาจเพราะเสียงแหบ เลยทำให้คนที่เฝ้าไข้ไม่ได้ยินว่าหล่อนกำลังพูดอะไร

“แม่คะ พี่สะใภ้รองฟื้นแล้วค่ะ” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความดีใจ “พี่รอง ภรรยาของพี่ฟื้นแล้ว”

ไม่นานเสียงวิ่งมาจากลานหน้าบ้านจึงถึงห้องนอนก็หยุดขึ้น เขารีบเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงที่มีภรรยานอนไม่ได้สติอยู่ เหงื่อของเธอชุ่มไปทั่วใบหน้า อากาศเดือนมกราคม หนาวเหน็บแท้ๆ แต่ร่างบางกลับมีเหงื่อซึมจนเปียกโชก

“จริงเหรอ” หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าแม่เมื่อครู่รีบเช็ดน้ำตา แล้วชะโงกหน้าไปมองร่างของลูกสะใภ้ที่นอนไม่ได้สติ

“จริงๆ ค่ะ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นปากพี่สะใภ้ขยับ แต่เพราะแม่ร้องไห้เสียงดัง เลยฟังไม่ออกว่าหล่อนพูดอะไร”

แม่สามีได้ยินลูกสะใภ้พูดแบบนั้นก็จีบปากจีบคอ กลืนก้อนสะอื้นลงท้องไป แต่ไหนแต่ไรไม่ค่อยชอบหน้าลูกสะใภ้คนเล็กอยู่แล้ว รังเกียจว่าหล่อนเป็นคนชนบท เพราะก่อนหน้านี้ลูกสะใภ้คนโตกับคนรองเป็นคนในเมือง

ท่านมีลูกชายด้วยกันทั้งหมดสามคน คนโตอายุ 25 ปีชื่อ หยางรุ่ยชาว ได้โควตาไปทำงานที่โรงงานในเมือง จนได้แต่งงานกับลูกสะใภ้ชื่อ เสิ่นเยว่ ทั้งยังมีทะเบียนบ้านเป็นคนในเมืองอีกด้วย

ลูกชายคนรองชื่อ หยางเซียวเหวิน อายุ 22 ปี นอกจากทำงานแลกแต้มค่าแรงที่ทุ่งนาแล้ว ก็ยังเลี้ยงหมู 4 ตัว เลี้ยงไก่ 8 ตัว ทั้งหมู่บ้านนี้ลูกชายของท่านเลี้ยงเยอะสุดแล้ว เพิ่งแต่งงานกับ เยี่ยนหว่านอิน ลูกสะใภ้ที่เป็นเยาวชนปัญญาชน ทั้งยังมีทะเบียนบ้านเป็นคนปักกิ่ง ถึงจะจดทะเบียนและเป็นคนชนบทแล้วก็ตาม อนาคตก็สามารถย้ายกลับไปในปักกิ่งได้

ลูกชายคนสุดท้องชื่อ หยางเจ๋อชวน อายุ 18 ปี สมัครไปเป็นทหารตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่งงานกับ ไป๋อวิ๋นหลาย เนื่องจากหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ยังไม่เกิด อีกทั้งยังเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน หล่อนจึงเป็นลูกสะใภ้เพียงคนเดียวที่ไม่ได้มาจากในเมือง

“สะใภ้รอง สะใภ้รองได้ยินฉันหรือเปล่า” แม่หยางเขย่าแขนลูกสะใภ้เบาๆ

“อือ” อินอินถูกเขย่าก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ครั้งนี้เปลือกตาของเธอแม้จะหนักอึ้งแค่ไหน แต่พอลืมตาขึ้นมาเห็นคนไม่คุ้นตาอยู่ตรงหน้าถึงกับตกใจตื่น ตาสว่างขึ้นมาทันที

ดวงตาสวยค่อยๆ สำรวจทีละคนๆ ผู้หญิงฟันดำ ใบหน้าเหี่ยวกร้านแดด แต่ยิ้มให้อย่างใจดี ถัดไปเป็นผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้ม ท่าทางเรียบร้อย มีกะขึ้นที่แก้มนิดๆ อาจจะเพราะตากแดดมากเกินไป กำลังมองมาทางเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ

หันมามองคนข้างๆ ที่อยู่ใกล้ที่สุด ผู้ชายหรือเสาไฟฟ้า ทำไมถึงสูงชะลูดขนาดนี้ ใบหน้าหล่อเหลาที่สีหน้าบึ้งตึง กำลังกอดอกจ้องมองเธออยู่เหมือนกัน

“ไอหยา…แกเลิกทำหน้าบูดแบบนั้นสักที เห็นหรือเปล่าว่าเมียกลัวแกหมดแล้ว”

อินอินมองผู้หญิงฟันดำตำหนิผู้ชายรูปหล่อคนนั้น แต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะตอนนี้หัวสมองของเธอกำลังประมวลผล จากนั้นภาพความทรงจำต่างก็ไหลพรั่งพรูเข้ามา เธอปวดหัวจนต้องกุมขมับ ขมวดคิ้ว หลับตาเพราะทนรับความปวดไม่ไหว

ที่แท้เขาพวกนี้คือคนในครอบครัวของเธอ ผู้หญิงฟันดำคือแม่สามี ส่วนเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มคือน้องสะใภ้สาม แล้วผู้ชายหน้าบึ้งก็คือสามีของเธอ

สามีของฉันงั้นเหรอ? อินอิน เอียงคอพูดคนเดียวในใจ

แต่ท่าทางของเธอที่แสดงออกมานั้น ถูกคนทั้งสามเห็นหมดแล้ว แม่สามีกับน้องสะใภ้ต่างก็เอียงคอไปมาตามเธอ มีเพียงสามีเท่านั้นที่จ้องเธอเขม่นแต่ไม่ยอมพูดอะไร

“ลูกสะใภ้ คอเป็นอะไรเหรอ” แม่หยางถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นหล่อนโยกไปมา อีกทั้งยังทำหน้าจะร้องไห้

อินอินถูกเสียงของแม่สามีทำลายความคิด กลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง สรุปให้ตัวเองให้ใจง่ายๆ เลยก็คือ เธออยู่ในร่างของ เยี่ยนหว่านอิน หันไปสำรวจรอบๆ ก็พบเข้ากับปฏิทิน ที่แสดงวัน เดือน ปี พบว่าตัวเองอยู่ในยุค 70

“ปี ค.ศ. 1976 งั้นเหรอ” หญิงสาวพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

แม่หยางได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ชะ ใช่แล้ว ลูกสะใภ้ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะกีดกันเธอหรอกนะ แต่ว่าอาเหวินไปครั้งนี้ก็เพื่อไปสอบเท่านั้น ยังไม่แน่ว่าจะสอบติด ยังไงเธอช่วยใจเย็นๆ ก่อนรอให้เขาสอบเสร็จแล้วผลสอบออกมาก่อน เราค่อยคิดหาวิธีกันอีกที แบบนี้ดีหรือเปล่า?” แม่หยางหว่านล้อมลูกสะใภ้อีกครั้ง

รอให้ลูกชายของท่านสอบติดมหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งก่อน หากว่าหล่อนยังยืนยันที่จะติดตามไป หรือหากต้องหย่าร้างกันจริงๆ อย่างน้อยท่านก็มีหลักประกันว่าลูกชายได้เข้าเรียนถึงมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ยังจะต้องกังวลเรื่องหาลูกสะใภ้ทะเบียนบ้านปักกิ่งอีกเหรอ ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าลูกสะใภ้อาจจะเกาะลูกชายของท่านไม่ปล่อยเลยก็เป็นได้

อินอินฟังแม่สามีพูดแล้วก็เข้าใจ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “แล้วแต่คุณเลยค่ะ” จากนั้นก็ล้มตัวลงไปนอนคลุมโปงเหมือนเดิม

หญิงสาวได้แต่คิดคนเดียวในใจ “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ไม่ใช่ว่าฉันเพิ่งเลิกงานแล้วกำลังขับรถกลับบ้านหรอกเหรอ ทำไมถึงมาโผล่ยุคอดอยากแบบนี้ได้ มิหนำซ้ำยังเป็นเยาวชนปัญญาชนที่ถูกลืมอีกต่างหาก”

เธอเคยเรียนประวัติศาสตร์ พบว่าคนส่วนมากที่ถูกเกณฑ์ให้ไปทำนาที่ชนบท ก็ไม่ต่างอะไรจากถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปแล้ว เพราะพื้นที่ห่างไกลนี้ยังขาดแคลนความเจริญ อีกทั้งยังอดอยากแห้งแล้ง ที่เลวร้ายกว่านั้นคือถูกสั่งห้ามไม่ให้กลับเข้าเมืองอีกเลย บางคนถึงขั้นไม่มีชื่อในระบบ กลายเป็นคนสาบสูญเลยก็มี

โชคดีที่ร่างนี้ยังฉลาดอยู่บ้าง จดทะเบียนแต่งงานกับสามี ทำให้ย้ายทะเบียนเข้ามาทัน ก่อนที่ทางการจะทำการล้างชื่อออกจากทะเบียนบ้านเดิม เป็นสาเหตุให้คนเหล่านั้นไม่สามารถกลับเข้าเมือง และทำธุรกรรมอะไรได้อีก

ในขณะที่หญิงสาวคลุมโปง กรีดร้องคนเดียวใต้ผ้าห่มอยู่นั้น ยังไม่รู้ว่าสามีก็ยังอยู่ที่ห้องนี้ด้วย เขายืนมองภรรยาร้องไห้ใต้ผ้าห่มด้วยอาการปวดใจ “นี่หล่อนอยากจะไปจากฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” ชายหนุ่มได้แต่พูดคนเดียวในใจ จากนั้นก็เดินออกจากห้องไป

แม่หยางที่กำลังยืนรอลูกชายหน้าห้อง เห็นเขาเดินออกจากห้องมาก็รีบเดินเข้าไปถามด้วยอาการร้อนใจ

“เป็นยังไงบ้าง แกได้อธิบายให้เมียแกให้ใจบ้างหรือยัง”

“ยังครับ ปล่อยให้หล่อนบ้าอีกสักพักก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็นิ่งไป “แม่ครับ ถ้าหากว่าหล่อนอยากจะจากเราไปจริงๆ ไม่สู้…”

“แกหยุดเลยนะ ห้ามพูดแบบนี้อีกเด็ดขาด แม่จะปล่อยให้แกเป็นหม้ายได้ยังไง ไม่เคยมีบ้านไหนหย่าร้างกัน อีกหน่อยแกก็ต้องรับช่วงต่อผู้นำหมู่บ้านต่อจากพ่อแกแล้ว ห้ามพูดเรื่องหย่าโดยเด็ดขาด” แม่หยางชี้หน้าลูกชาย

ท่านเหมือนคนกำลังจับปลาสองมือ หากลูกชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เท่ากับว่าเขาจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ยังจะต้องห่วงเรื่องเงินอีกเหรอ

แต่หากว่าเขาสอบไม่ติด ถึงอย่างไรก็ยังมีตำแหน่งผู้นำหมู่บ้าน รอให้สามีเกษียณตอนอายุ 60 ปี ก็สามารถส่งต่อให้กับลูกชายได้ เรียกได้ว่ามีชามข้าวเหล็กอยู่ในมือ

อีกทั้งตอนนี้ลูกชายคนรองยังเลี้ยงหมู รายได้ 300 หยวนต่อปี เรียกได้ว่าไม่ต้องจากบ้านไปไกล ก็สามารถหาเงินเข้าบ้านได้ เป็นโชคดีของท่านที่คลอดแต่ลูกชาย และแต่ละคนก็ส่งเงินกลับบ้านอยู่ไม่ขาด

ลืมตัว

ทางด้านอินอินก็เสียใจได้ไม่นาน เมื่อพบว่าตัวเองมีมิติติดตัวมา เธอสำรวจพื้นที่ข้างใน ไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ทั้งยังสามารถเอาของออกมาได้ด้วย เริ่มจากหยิบส้มออกมากินหนึ่งลูก

“ไอหยา ส้มของที่นี่หวานชื่นใจดีจริง” เธอหยิบส้มออกมากินจนหนำใจ แล้วก็เริ่มปลอบใจตัวเอง

ถึงแม้ว่ายุคที่จากมาจะเจริญกว่ามากก็จริง แต่ก็ใช่ว่าเธอจะสามารถหยิบของออกมาจากห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบายใจเท่านี้ ถึงยังไงก็ต้องหาเช้ากินค่ำ ต่างจากตอนนี้อยากได้อะไรก็แค่หยิบออกมา ดีกว่าเป็นไหนๆ อีกทั้งยังมีสามีหน้าตายิ่งกว่าดาราบางคนเสียอีก คิดได้แบบนั้นก็ลุกขึ้นมาจัดการกับตัวเอง

“ร่างนี้ไม่ได้อาบน้ำมากี่วันแล้วเนี่ย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ออกจากห้องเตรียมจะไปอาบน้ำตามความทรงจำ

“จะไปไหนครับ”

อินอินเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง พบว่าเป็นสามีของเธอเอง แม้ว่าดวงตาของเธอจะปูดบวมเพราะผ่านการร้องไห้มา แต่สมองก็จำได้ว่าเขาคือสามีของเธอ

“ฉัน จะไปอาบน้ำค่ะ” เธอตอบเขาเสียงแหบ

“อากาศหนาวขนาดนี้จะอาบน้ำได้ยังไง อีกอย่างคุณก็เพิ่งหายไข้” ชายหนุ่มถอนหายใจ

“แต่ฉันเหม็นตัวเอง” เธอตอบอย่างไม่ลังเล

ตอนนี้ไม่สนอากาศแล้ว กลิ่นตัวมีกันทุกคน ต่อให้ร่างนี้จะสวยหยาดเยิ้มแค่ไหน ไม่แปรงฟันก็ต้องปากเหม็น ไม่อาบน้ำก็ตัวเหม็นเหมือนคนทั่วไปอยู่ดี ไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น

“เข้าไปรอในห้องก่อนแล้วกัน ผมจะไปต้มน้ำมาให้อาบ” พอรู้ว่าขัดภรรยาไม่ได้ ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินหายกลับเข้าไปในครัว

ผ่านไปสักพักเขาก็มาเคาะประตูเรียก บอกว่าน้ำต้มเสร็จแล้วให้เธอเข้าไปอาบในห้องน้ำ เมื่อไปถึงห้องน้ำอินอินก็อ้วกแทบพุ่ง อยู่กันได้ยังไงนะ สิ่งเดียวที่เธอไม่ชอบสำหรับยุคนี้ก็คือห้องน้ำสินะ

หญิงสาวใช้เวลาอาบน้ำขัดขี้ไคลอยู่เกือบชั่วโมง และมีสามีคอยเคาะประตูห้องน้ำทุกๆ สิบนาที เรียกได้ว่าอาบไปสะดุ้งไป ตกใจก้อนกลมๆ ที่ลอยขึ้นมาเป็นระยะยังไม่พอ ยังต้องมาตกใจเสียงเคาะเรียกของสามีอีกเหรอเนี่ย

“เยี่ยนหว่านอิน คุณเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้วนะ” หยางเซียวเหวินเคาะเรียกอย่างหมดความอดทน

ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ บนตัวของภรรยา แต่เขาไม่ได้ชื่นชมกลิ่นหอมนาน เพราะตอนนี้กำลังรู้สึกไม่พอใจที่หล่อนสระผม

“นี่คุณสระผม?” เขาถาม

“อือ คันหัวน่ะ” อินอินพยักหน้าตอบ พร้อมทั้งเช็ดผมของตัวเองไปด้วย

“อากาศหนาวแบบนี้เนี่ยนะ แล้วคุณก็..”

“กำลังไม่สบายอยู่ ฉันรู้ค่ะ แต่ว่าฉันคัน คุณเข้าใจไหมคะ หรือว่าคุณจะมาช่วยฉันเกา เอาไหมล่ะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เหมือนแม่ลิงหาเหาให้ลูกลิงไง” อินอินลอยหน้าลอยตาตอบ รู้สึกหมั่นไส้สามีที่เอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่เธอตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา

อีกฝ่ายทำหน้างง ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่หล่อนกำลังพูด ลูกลิงอะไร แม่ลิงอะไร เขาไม่เข้าใจสักอย่าง สุดท้ายก็ได้แต่เดินหนีหล่อนไปอีกทาง

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ช่วงเดือนมกราคมยาวไปจนถึงมีนาคมจะเป็นช่วงพัก เพราะหิมะตกหนัก ไม่มีงานให้ต้องทำมากนัก มีแค่เตรียมดินสำหรับหว่านไถ ไม่ได้หนักอะไร

มื้อเย็นวันนั้นอินอินก็ลุกไปกินร่วมกับคนอื่นได้ วันนี้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่เดินทางมาเยี่ยมบ้าน แม้แต่น้องเล็กอย่างหยางเจ๋อชวนก็อยู่ที่นี่ด้วย

“วันนี้ดีจริงๆ เลย ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า” แม่หยางพูดขึ้นด้วยความดีใจ

มื้อนี้บ้านของพวกเขามีอาหารเนื้อให้กิน หลักๆ เลยก็มาจากส่วนแบ่งของหมูที่หยางเซียวเหวินเลี้ยง เพราะนอกจากเงินขายหมูแล้ว ก็ยังได้รับส่วนแบ่งตามแต้มค่าแรงอีกด้วย

“ไอหยา นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้กินหมูสามชั้น” พ่อหยางพูดขึ้นด้วยความดีใจ

แม้ว่าทานจะเป็นผู้นำหมู่บ้าน มีเงินเดือน แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่าย ยังคงประหยัดถึงอย่างไรก็ต้องหมดเงินไปกับอย่างอื่น

“นั่นสินะ กินเยอะๆ นะ ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าฉลองที่สะใภ้รองหายป่วยด้วย” แม่หยางพูดยิ้มๆ รู้สึกโล่งอกที่ลูกสะใภ้ไม่โวยวายกลับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา

“จริงสิอาเหวิน ว่าแต่นายจะเดินทางไปสอบเมื่อไหร่เหรอ” พี่ใหญ่ถามขึ้น เขาเพิ่งกลับมาเลยยังไม่รู้ว่าในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง

หยางเซียวเหวินเหลือบมองหน้าภรรยาก่อนตอบ แม้แต่แม่หยางยังต้องสังเกตสีหน้าของลูกสะใภ้ไปด้วย แต่อินอินก็ทำตัวผิดไปจากที่คาดเอาไว้ เพราะเธอกำลังแทะซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานอยู่

“กำหนดสอบมีนา แต่อาจจะต้องเดินทางก่อน ก็น่าจะเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาครับ”

“อืม รีบไปเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน นายไม่เคยเดินทางไกล เผื่อหลง” พี่ใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย

“ยินดีกับน้องรองด้วยนะ นี่บ้านหยางกำลังจะมีคนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเหรอคะเนี่ย” เสิ่นเยว่ สะใภ้ใหญ่เอ่ยขึ้น

ปกติแล้วเธอไม่ค่อยสนใจน้องชายบ้านนอกของสามีเท่าไหร่นัก แต่งงานอยู่กินกันมาปีนี้เข้าปีที่ 6 แล้ว เพิ่งจะเห็นว่าครอบครัวของสามีเริ่มจะก้าวหน้าก็วันนี้

“ว่าแต่หล่อนเถอะ เมื่อไหร่จะมีหลานให้ฉันเลี้ยงสักที” แม่หยางเปลี่ยนเรื่องคุย แม้ท่านจะชอบสะใภ้ใหญ่มากแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ท่านกลับชอบสะใภ้รองมากกว่าเพราะหล่อนมาจากปักกิ่ง

“คุณแม่คะ ฉันเคยบอกไปแล้วนะคะว่ารอให้บรรจุเป็นพนักงานประจำได้ก่อน ขืนท้องตอนนี้ มีหวังโรงงานได้ให้ฉันออกแน่นอนค่ะ” สะใภ้ใหญ่รู้สึกไม่พอใจ เพราะกลับบ้านสามีทีไร แม่สามีก็มักจะถามเรื่องนี้ทุกครั้งไป

“เอาล่ะๆ วันนี้วันดี อย่าทะเลาะกันเลย มาฉลองกันดีกว่า” พ่อหยางพูดขึ้น

เพราะนานๆ ทีท่านจะได้ดื่มเหล้าสักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไม่อยากดื่ม แต่เพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ท่านไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้

“ใช่แล้วๆ ดื่มกันดีกว่า” หยางเจ๋อชวนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเขาเองก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเช่นเดียวกัน

“ยินดีต้อนรับทุกคนกลับบ้านครับ สวัสดีปีใหม่” หยางเซียวเหวินพูดขึ้น จากนั้นทุกคนก็ดื่มฉลองกันอย่างสนุกสนาน

อินอินเพิ่งหายป่วย สามีเลยไม่อนุญาตให้ดื่ม อีกอย่างเธอก็ไม่กล้าดื่มเหล้าต้มด้วย กลัวจะตายก่อนที่จะเมา กินข้าวเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน แต่พอกลับเข้าห้องมาได้ไม่นาน สามีก็เดินหน้าแดงเข้ามาในห้อง

“ทำไมกลับมาเร็วจังเลยละคะ” เธอถาม พร้อมทั้งช่วยพยุงเขาขึ้นมาบนเตียง

“อือ ทุกคนเมากันหมดแล้ว” เขาตอบ พร้อมทั้งทิ้งตัวลงบนเตียง

“นี่คุณ เดี๋ยวก่อนสิ เช็ดตัวเปลี่ยนชุดก่อนสิคะ”

หญิงสาวเขย่าตัวสามี แต่ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว หลับไปทั้งที่ยังใส่รองเท้าขาดๆ อยู่ จากนั้นก็ลุกขึ้นไปเทน้ำร้อนที่มีในห้อง แล้วเอามาเช็ดตามตัวให้กับเขา คืนแรกก็เจอรับน้องเสียแล้ว ต่อให้จะหน้าตาดีแค่ไหน แต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเขาก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

อินอินเปลี่ยนน้ำไปสามกะละมังกว่าจะเช็ดตัวให้สามีเสร็จ จากที่หนาวๆ ก็เริ่มปาดเหงื่อ “ค่อยเหมือนคนขึ้นมาหน่อย” เธอพูดคนเดียวในใจ

จากนั้นก็เริ่มสำรวจสามีอย่างละเอียด คิ้วเข้มจมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้า ดวงตาดอกท้อคู่นั้น ที่ไม่ว่าใครเผลอจ้องก็ต้องใจสั่น ริมฝีปากหนานิดๆ ติดคล้ำหน่อย ดูๆ ไปแล้วคงจะสูบบุหรี่จัดน่าดู แต่รวมๆ แล้วมันกลับชูให้ความหล่อของเขาเด่นชัดเพิ่มขึ้นไปอีก

พรึ่บ แต่ยังไม่ทันได้สำรวจละเอียด มือหนาก็จับข้อมือของเธอเอาไว้ พร้อมทั้งผลักให้เธอนอนลงบนเตียง แล้วก็ทับตัวเธอเอาไว้

“คุณ อยากเหรอ”

พูดจบฝ่ามือเล็กของเธอก็ฟาดไปที่ใบหน้าของเขา จากนั้นก็กลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ลืมไปแล้วว่าทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน จะถามเรื่องแบบนี้ก็คงไม่แปลก

“ฉะ ฉันขอโทษ”

“อืม นอนเถอะ” พูดจบเขาก็ทิ้งตัวลงนอนอีกฝั่ง หันหลังให้ต่างคนต่างนอน

สมบัติของชาติ

เช้าวันถัดมา อินอินตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นสามีแล้ว คลำดูจากที่นอนคาดว่าเขาน่าจะลุกออกไปนานแล้ว แต่กะละมังน้ำร้อนที่อยู่ในห้องตอนนี้บ่งบอกว่ามีคนเข้ามาในห้องได้ไม่นาน เพราะมันยังร้อนอยู่ และคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสามี

“ผู้ชายชนบทก็น่ารักดีเหมือนกันแฮะ” หญิงสาวพูดขึ้นมาคนเดียวเบาๆ จากนั้นก็จัดการธุระส่วนตัว ก่อนออกไปนอกบ้าน

พบว่าภายในบ้านไม่มีคนอยู่ นอกจากสามีที่เพิ่งกลับจากล้างเล้าหมู ที่รู้เพราะกลิ่นเหม็นติดตัวของเขามาแต่ไกล เห็นแบบนั้นก็อดที่จะเอามือปิดจมูกไม่ได้

“นี่ เดี๋ยวสิคะ"

เธอนึกว่าเขาจะทัก กลายเป็นว่าเขาเดินผ่านหน้าเธอไปเฉยเลย ทั้งยังไม่ยอมพูดด้วยสักคำ

หยางเซียวเหวินถูกภรรยารั้งตัวเอาไว้ก็หยุดนิ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร ท่าทางของหล่อนเมื่อคืนแสดงออกชัดแล้วว่าไม่อยากร่วมเตียงเคียงหมอนกันเขาอีก ครั้งนี้ถ้าหล่อนอยากจะไปจากเขาจริงๆ ก็จะขอให้พ่อเขียนหนังสืออนุญาตให้ออกนอกพื้นที่

“เรื่องเมื่อคืน”

“ช่างเถอะ ผมเมาต้องขอโทษด้วย” ชายหนุ่มพูดจบก็ดึงมือของเธอออกแล้วเดินหนีหายเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งให้หญิงสาวยืนงงอยู่ที่ลานหน้าบ้าน

หิมะหน้าบ้านถูกกวาดเรียบร้อยหมดแล้ว เธอเดินเข้าไปสำรวจในห้องครัว มีกับข้าวเหลือทิ้งไว้ ทว่าอากาศเย็นทำให้เกาะตัวเป็นไข

“แค่เห็นก็กลืนไม่ลงแล้ว” อินอินบ่นคนเดียว

จากนั้นก็หยิบเอาของสดในมิติออกมา อากาศหนาวผักสดหายาก เลยตั้งใจจะทำเมนูง้อสามีสักหน่อย เห็นแผลที่มุมปากของเขาแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองออกจะทำเกินไปสักหน่อย ถึงอย่างไรก็เป็นสามีภรรยากัน ถ้าเขาอยากจะมีอะไรด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

หยางเซียวเหวินอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ได้กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบ้าน วันนี้ครอบครัวเข้าไปเที่ยวในเมือง แต่เพราะภรรยาของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ เขาอยู่เป็นเพื่อนหล่อนไม่ได้ไปกับครอบครัวด้วย

“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอคะ มากินข้าวสิฉันทำเสร็จแล้ว”

ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินแบบนั้น ปกติแล้วหล่อนไม่ค่อยทำอาหาร หน้าที่ทำกับข้าวจะเป็นน้องสะใภ้มากกว่า ส่วนหล่อนเลิกงานกลับมาก็เข้าห้องนอน ถึงเวลาค่อยลุกขึ้นมากินข้าวแล้วก็กลับไปนอนต่อ

กลิ่นหอมของอาหาร กอปรกับไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเพราะรอกินพร้อมภรรยา คิดว่าหากหล่อนรู้ว่าที่บ้านเข้าไปในเมืองจะต้องอาละวาดอยากไปด้วยแน่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด นอกจากเธอจะไม่สนใจพวกเขาแล้ว ยังทำมื้อเช้าให้เขากินอีกด้วย

“วันนี้ตื่นสายไปสักหน่อย ฉันยังไม่คุ้นกับที่นี่ กินก๋วยเตี๋ยวไปก่อนนะคะ เอาไว้มื้อกลางวันจะทำกับข้าวให้” เธอบอกสามี พร้อมทั้งยกชามก๋วยเตี๋ยววางตรงหน้าเขา

แม้ว่าจะเป็นแค่ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ทว่าในนั้นมีทั้งผักสด เนื้อ แล้วก็ไข่ ราดน้ำมันพริกร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมจนเขาอดกลืนน้ำลายเอาไว้ไม่ไหว

“กินเถอะค่ะ กินตอนร้อนๆ จะได้อร่อย” เธอบอกสามี แล้วก็ลงมือกินไม่สนใจคนข้างๆ ที่เอาแต่จ้องชามก๋วยเตี๋ยวแต่กลับไม่ยอมจับตะเกียบ

เห็นท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาที่ทำงานตั้งแต่ตีสี่มีเหรอจะทนไหว จับตะเกียบขึ้นมาคีบเส้น รู้สึกว่าเหนียวนุ่มกว่าที่เคยกินมาจากนั้นก็ลองชิมผัก ตามด้วยเนื้อ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของที่มีคุณภาพด้วยกันทั้งนั้น คาดว่าพี่สะใภ้ใหญ่คงซื้อมาจากในเมือง

ระหว่างที่กินมื้อเช้าอยู่นั้น อินอินก็เหลือบมองสามีอยู่เป็นระยะ เห็นเขาก้มหน้าก้มตากินไม่พูดอะไร เธอก็วางตะเกียบ รอให้เขากินเสร็จแล้วถึงจะพูดเรื่องสำคัญ

หยางเซียวเหวินยกชามขึ้นซดจนไม่เหลือน้ำ เห็นชามของภรรยายังเหลือมากกว่าครึ่ง จึงถามขึ้นมาว่า “อิ่มแล้วเหรอ”

“อือ ตอนทำรู้สึกเลยโลภไปหน่อย แต่กินนิดเดียวก็กลืนไม่ลง” เธอพยักหน้าบอกกับเขา

จากนั้นชามก๋วยเตี๋ยวของเธอก็ถูกคนข้างๆ ยกไป เธอห้ามไม่ทันเพราะเขากำลังกินของเหลือต่อจากเธออยู่ พริบตาเดียวก๋วยเตี๋ยวชามนั้นก็หมดลง

“คุณไม่อิ่มเหรอคะ” ปริมาณในถ้วยของเขาเยอะกว่าเธอหนึ่งเท่า ไม่คิดว่าผู้ชายของตัวเองจะกินเก่งขนาดนี้

“พอแล้วครับ ยังต้องไปทำงานต่อเท่านี้กำลังดี"

“เรื่องเมื่อคืน ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะคะ ฉันแค่ตกใจ” เธอรีบพูดก่อนที่สามีจะเดินหนีหายไปเสียก่อน

“ช่างเถอะ ผมชินแล้ว” แต่ไหนแต่ไรเวลาที่ไม่พอใจหล่อนก็ตบตีเขาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก

อินอินได้แต่ก่นด่าเจ้าของร่างคนเดียวในใจ “เยี่ยนหว่านอิน หล่อนเป็นคนยังไงกันแน่ ทำไมถึงกล้าตีสมบัติของชาติได้” สามีหน้าตาดีจนจะสามารถกลายเป็นสมบัติของชาติเลยก็ว่าได้ คงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากได้เขาเป็นพ่อพันธุ์

“ผมจะขึ้นเขาสักหน่อยคุณอยู่บ้านก็ลงกลอนห้องด้วยแล้วกัน หรือว่าจะไปหาเพื่อนที่ค่ายพักพิง”

“ไม่เอาดีกว่า อากาศหนาวขนาดนี้ฉันอยู่บ้านดีกว่า” อินอินส่ายหน้า

ค่ายพักพิงที่สามีพูดถึง ก็คือบ้านพักที่ทางการสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่พักพิงของเยาวชน ปัญญาชนที่มายังค่ายแห่งนี้ หลายปีผ่านไปที่นั่นทั้งเก่าและทรุดโทรม หลายคนจึงเริ่มมองหาช่องทาง นั่นคือแต่งานเพื่อย้ายออกแต่ยังคงต้องทำงานที่ทุ่งนาอยู่ เหมือนอย่างที่เจ้าของร่างเดิมทำ

“อืม” หยางเซียวเหวินค่อนข้างพอใจที่ได้ยินคำตอบ แต่ก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของหล่อนไปเสียหมด เพราะทุกครั้งที่ว่างหล่นอก็มักจะไปคลุกตัวอยู่กับเพื่อนร่วมงานทั้งหญิงและชาย โดยพวกเขาถือว่าเธอคนเมืองไม่อยากคลุกคลีกับคนชนบท

เมื่อสามีออกไปแล้ว อินอินก็สำรวจภายในห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ข้าวของก็ธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรให้สนใจ แต่ที่ต้องเปลี่ยนโดยด่วนคงจะหนีไม่พ้นผ้าปูที่นอน ไม่รู้ว่าซักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

หญิงสาวสำรวจของในมิติ เลือกเอาผ้าปูที่นอนที่สีดูเก่า ไม่ฉูดฉาด รวมถึงผ้าห่มขนห่านราคาแพงออกมา สีของมันดูเก่าก็จริง แต่รับรองว่าห่มแล้วอุ่นกว่าผ้าห่มเปื่อยสองผืนนี้แน่นอน

ใช้เวลากว่าครึ่งวันถึงจัดการทำความสะอาดห้องนอนเสร็จ จากห้องที่มีกลิ่นเหม็นอับ ก็กลายเป็นห้องโล่งสะอาด สบายตา ร่างเดิมเป็นคนรักสะอาด แต่ไม่ชอบทำความสะอาด เพราะฉะนั้นหน้าที่ทำความสะอาดห้องจึงเป็นของสามี แต่ทำงานเขาก็เหนื่อยพอแล้ว ฉะนั้นนานๆ ครั้งถึงทำความสะอาดห้อง

“ไอหยา..ถ้ารู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะเสียเงิน ไม่สู้อยู่บ้านดีกว่า” เสียงของแม่หยางดังมาแต่ไกล พอดีกับอินอินจัดห้องนอนของตัวเองใหม่พอดี

“สะใภ้รอง กำลังทำอะไรอยู่เหรอ ฉันซื้อส้มมาฝาก” ด้วยกลัวว่าลูกสะใภ้จะน้อย ท่านเลยรีบเข้ามาหาเธอที่ห้อง

ทันทีที่เห็นก็ต้องอ้าปากค้าง ถึงกับถอยหลังออกไปแล้วเข้ามาใหม่ นี่มันใช่ห้องของลูกชายคนรองที่ไหนกัน แต่นึกถึงเงินขายหมู 300 หยวนที่ให้ลูกชายไปท่านก็รู้สึกปวดใจ

“คนในเมืองนี่ใช้เงินมือเติบจริงๆ เจ้ารองนะเจ้ารอง จะเหลือเงินไว้สำหรับเดินทางไปสอบเท่าไหร่เชียว” แม่หยางได้แต่คิดในใจ

“ขอบคุณค่ะ” อินอินรับส้มจากมือแม่สามีมา แต่ท่านกลับถือไม่ยอมปล่อย

“หล่อนไปเอาของพวกนี้มาจากไหนเหรอ” แม่หยางถาม ทั้งที่ยังถือส้มเอาไว้ในมือ

“อ้อ ของพวกนี้เป็นของเก่าฉันเองค่ะ ให้เพื่อนร่วมค่ายยืมใช้นานแล้ว ถึงเวลาต้องเอากลับคืนแล้วล่ะ” เธอแต่งเรื่องขึ้น

“ใช่ไหมล่ะ เรื่องนี้ฉันก็บอกหล่อนไปหลายครั้งแล้ว โชคดีที่พวกเขายอมคืน” แม่หยางปล่อยส้มให้กับลูกสะใภ้ทันทีเมื่อได้ยินว่าหล่อนไม่ได้ใช้เงินของลูกชาย

แต่หากท่านไตร่ตรองสักนิดก็จะรู้ ว่าเยาวชน ปัญญาชนไม่อนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ แล้วเยี่ยนหว่านอินจะไปซื้อของที่ไหน ต่อให้มีเงินก็เหมือนหินก้อนหนึ่ง

ตกลงว่าสามีเขารักลูกสะใภ้จริงไหมนะ หรือว่ารักแบบแปลกๆ รักแบบกั๊กๆ ไงเหรอ อิอิ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...