โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ปัจจัยลบรุมเร้าศก.ไทย เวิลด์แบงก์หั่นเหลือ1.8% KKP ชี้เสี่ยงถดถอยทางเทคนิค

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 22.20 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.17 น.

ธนาคารโลก(World Bank)เปิดเผยรายงาน Thailand Economic Monitor: Digital Pathways to Growth ฉบับเดือนก.ค. 68 โดยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงจากเดิม 3.2% เหลือเพียง 1.8% และปรับลดประมาณการปี 2569 เหลือ 1.7%

สะท้อนผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง การส่งออกที่อ่อนแอลง การบริโภคที่ชะลอตัว และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มที่ แต่หากบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น อัตราการเติบโตอาจขยับขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2568 และ 1.8% ในปี 2569 ได้

ประมาณการเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก

รายงานฉบับนี้ ยังบอกอีกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความอ่อนแอภายในประเทศ ความเสี่ยงจากภายนอก และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกมานาน โดยเฉพาะความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่แท้จริง

แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.1% ในไตรมาสแรกของปี 2568 แต่แรงส่งดังกล่าวมาจากปัจจัยชั่วคราว โดยเฉพาะการส่งออกที่เร่งตัวก่อนมาตรการภาษีจากประเทศคู่ค้าโลกจะมีผลบังคับใช้

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจในประเทศยังคงซบเซา การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 2.6% แม้รัฐบาลจะมีมาตรการโอนเงินสดให้กับประชาชนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ 0.6%

ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยจำนวนชาวจีนที่เดินทางเข้ามายังอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนการระบาดของโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากความกังวลด้านความปลอดภัย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึง 24% จากปีก่อนหน้า ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิดของไทยยังล่าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ธนาคารโลกชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือน เม.ย. 68 อยู่ที่ -0.2% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากราคาน้ำมันที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนพลังงานของรัฐบาล ในขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.9% บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านราคาในหมวดอื่น ๆ ที่ยังต่ำมาก

สอดคล้องกับความต้องการบริโภคในประเทศที่ยังเปราะบาง จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไท ย(ธปท.)ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.0% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อต่ำ ภาวะการเงินตึงตัว และแนวโน้มการเติบโตที่อ่อนแอลง

ธนาคารโลกระบุว่า แม้ระดับหนี้ครัวเรือนจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 87.9% ของ GDP แต่ยังสูงที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ใช้หลักประกันยังคงอยู่ในระดับที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลไทยจึงได้ออกมาตรการผ่อนปรนระยะสั้นและเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือน แต่ผลข้างเคียงคือ การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวและการบริโภคในประเทศยิ่งลดลง

ด้านบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุลที่ 2.2% ของ GDP และมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงคิดเป็น 46.2% ของ GDP หรือราว 3.6 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น แต่ธนาคารโลกเตือนว่า ไทยยังมีความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นนักลงทุนและนโยบายการค้าโลก

โดยเฉพาะเมื่อการนำเข้าทุนชะลอลง รายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริการลดลง และบัญชีเงินทุนยังขาดดุลอย่างต่อเนื่องจากกระแสเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง 2.5% เมื่อเทียบกับค่าเงินหลัก

ส่วนการคลัง รายงานระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 6.3% ของ GDP เนื่องจากการเร่งเบิกจ่ายรายจ่ายประจำและงบลงทุน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการโอนเงินสด 10,000 บาท 2 เฟส เพื่อสนับสนุนการบริโภคและการชำระหนี้ครัวเรือน

ทำให้ “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยแคบลงมาก ต้องหันไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ตรงจุด และเน้นการเพิ่มผลิตภาพมากกว่าการใช้จ่ายเพื่อบริโภคระยะสั้น

ดร.เกียรติพงษ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทยกล่าวว่า กรณีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย กลับมาเติบโตได้ 2.2% ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งที่สำคัญที่สุด คือการเจรจาเรื่องนโยบายภาษีกับสหรัฐฯ หากผลออกมาเป็นบวก การลงทุนจะเริ่มกลับมา

ดร.เกียรติพงษ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย

“ปัจจุบันผู้ขอสิทธิพิเศษทางด้านการลงทุนกับ BOI ค่อนข้างแตกต่างจากในอดีต จากเดิมกระจุกตัวอยู่ในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ หรือจีน แต่ปัจจุบันเริ่มมีบริษัทสิงคโปร์ ฮ่องกง เข้ามาลงทุนใน Digital Sector มากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดี”

ส่วนกรณีการเติบโตเกิน 2% หรือให้เติบโตเต็มศักยภาพ มี 2 ส่วนหลักที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือปรับโครงสร้างฐานะการคลัง ลดหนี้สาธารณะให้ต่ำลง จากปัจจุบัน 65.6% ของ GDP และขาดดุลงบประมาณ 6.3% ต่อ GDP ผ่านการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง เน้นการส่งเสริมการเติบโตของ GDP เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะลดลง สำหรับอีกส่วนที่ต้องเร่งทำคือการลงทุนในทักษะดิจิทัลของประชาชน

ขณะที่ก่อนหน้า KKP Research ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้านทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว และปัจจัยลบในปี 2025 ที่สำคัญคือ

การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีน การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีโอกาสกลับมาชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี การบริโภคในประเทศที่ยังคงอ่อนแอตามสินเชื่อที่หดตัว ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2025 จาก 1.7% เหลือ 1.6% และปี 2026 เหลือ 1.5%

งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังท้าทาย จากหลายปัจจัยลบที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค(Technical Recession)ได้จากปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะทยอยหมดไป คือ

  • แรงส่งจากฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐในปีก่อน
  • การเร่งการส่งออกที่สูงผิดปกติในช่วงต้นปีก่อนการขึ้นภาษี
  • การท่องเที่ยวที่จะทยอยชะลอตัวลงโดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเริ่มติดลบในช่วงครึ่งหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศเดิมของไทยที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว

“เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความไม่แน่นอนสูงที่อาจทำให้เศรษฐกิจโตได้ต่ำกว่าคาด การรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงนี้จะต้องใช้การประสานนโยบายอย่างรอบด้าน ระหว่างนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย นโยบายการคลังที่แม่นยำ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว”

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,111 วันที่ 6 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...