โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

วิธีเอาตัวรอด หากต้องเบรคกรถฉุกเฉิน! รู้ก่อนโดนชน

sanook.com

เผยแพร่ 04 ส.ค. 2568 เวลา 04.38 น. • Sanook
ถ้าเกิดคุณตในสถานการณ์ที่คันหน้าเบรคกกันต่อๆ กันแล้วจะทำให้คันหลังรู้ว่าเรากำลังเบรคอย่างรุนแรงต้องทำอย่างไร

อุบัติเหตุกับการขับรถเป็นของคู่กันหากคุณตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แต่คนอื่นประมาทก็มักจะเกิดเหตุได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องของเบรคฉุกเฉินในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แล้วถ้าเกิดคุณตในสถานการณ์ที่คันหน้าเบรคกกันต่อๆ กันแล้วจะทำให้คันหลังรู้ว่าเรากำลังเบรคอย่างรุนแรงต้องทำอย่างไร วันนี้ Sanook Auto มีคำแนะนำให้ลองใช้งานกัน

วิธีเอาตัวรอดหากรถคันหน้าเบรคกฉุกเฉินกระทันหัน

ก่อนอื่นเราขอแยกเป็นกรณีรถรุ่นใหม่ๆ มีระบบไฟเบรคกฉุกเฉินกับรถรุ่นเก่าที่ไม่มีให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นก่ก่อนครับ

ไฟเบรคฉุกเฉิน หรือ ESS (Emergency Stop Signal) คืออะไร?

ESS หรือ Emergency Stop Signal คือระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน เป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หน้าที่หลักของมันมีเพียงหนึ่งเดียว คือ "ลดความเสี่ยงการถูกชนท้าย" โดยการส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่รถคันหลังให้รู้ตัวล่วงหน้าอย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อรถของเรากำลังเบรกอย่างรุนแรง

ข้อดีของ ESS คือ

  • ลดอุบัติเหตุได้จริง: เพิ่มเวลาให้คนข้างหลังตอบสนองได้เร็วขึ้น

  • ทำงานอัตโนมัติ: คุณไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยหรือละสมาธิจากการควบคุมรถไปกดปุ่มใดๆ

  • เป็นสัญญาณที่เข้าใจตรงกัน: การกะพริบถี่ๆ เป็นที่เข้าใจกันในระดับสากล

  • ถูกต้องตามกฎหมาย: เพราะเป็นระบบมาตรฐานของรถ ไม่ใช่การเปิดไฟผ่าหมากพร่ำเพรื่อ

screenshot2568-08-04at11.5

หลักการทำงานของระบบ ESS ที่คุณต้องรู้

ระบบ ESS ไม่ได้ทำงานทุกครั้งที่คุณแตะเบรก แต่มันจะทำงานเมื่อเข้าเงื่อนไขฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น โดยมีขั้นตอนการทำงานง่ายๆ ดังนี้

  • ตรวจจับสถานการณ์: กล่องควบคุม (ECU) ของรถจะคอยตรวจสอบความเร็วของรถและแรงในการเหยียบเบรกของคุณอยู่ตลอดเวลา

  • ประมวลผล: เมื่อคุณขับรถด้วยความเร็วที่กำหนด (ส่วนใหญ่มักจะสูงกว่า 50-60 กม./ชม.) แล้วเหยียบเบรกอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนระบบเบรก ABS ทำงาน ระบบจะถือว่าเป็น "การเบรกฉุกเฉิน"

  • ส่งสัญญาณเตือน: ทันทีที่เข้าเงื่อนไข ไฟฉุกเฉิน (ไฟผ่าหมาก) จะกะพริบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติด้วยความถี่สูง (ถี่กว่าการกดเปิดปกติ) ซึ่งเป็นสัญญาณสากลที่ดึงดูดสายตาและบอกให้คนข้างหลังรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเบรกธรรมดา

  • หยุดทำงานอัตโนมัติ: เมื่อคุณคลายแป้นเบรก หรือเมื่อรถหยุดนิ่งแล้ว ระบบไฟกะพริบถี่ๆ นี้จะหยุดทำงานเอง เพื่อป้องกันความสับสน

กรณีนี้รถบางคันอาจจะมีแต่ไม่ได้อยู่ที่ไฟกระพริบ แต่เป็นไฟเบรกแบบกระพริบถี่ๆ ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีเหตุที่จะต้องเบรคเช่นเดียวกัน

แล้วถ้ารถไม่มีระบบ ESS ต้องทำอย่างไร?

gettyimages-2165387463-170667

สำหรับผู้ที่ใช้รถรุ่นที่ยังไม่มีระบบ ESS นี่คือสิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรทำในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน จะต้องทำมีดังนี้

  • ตั้งสติและเบรกให้มั่นคง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดรถให้ได้โดยไม่เสียการควบคุม เหยียบเบรกให้แน่นและมั่นคง ปล่อยให้ระบบ ABS (ถ้ามี) ทำงานไป ไม่ต้องย้ำเบรก

  • จับพวงมาลัยให้มั่น: สองมือของคุณต้องอยู่บนพวงมาลัยตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมควบคุมทิศทางหากจำเป็น เพื่อไม่ให้รถเสียหลัก

  • เหลือบมองกระจกหลัง (ถ้าทำได้): ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเหลือบมองกระจกหลังเพื่อประเมินสถานการณ์รถคันหลัง ไม่ใช่การจ้อง แต่เป็นการเหลือบมองเพื่อเก็บข้อมูลว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร

  • หากการเหลือบมองกระจกหลังทำให้คุณเห็นว่ารถคันหลังมาเร็วและไม่น่าจะหยุดทัน ให้มองหา "ช่องทางปลอดภัย" เช่น ไหล่ทางด้านซ้าย เพื่อเตรียมหักหลบหากจำเป็น (ทำเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยเท่านั้น)

  • เทคนิคที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์นั้นๆ ด้วยการ "เว้นระยะห่างจากคันหน้าให้ปลอดภัยอยู่เสมอ" การมีระยะห่างที่มากพอ จะทำให้คุณมีเวลามากขึ้นในการเบรกอย่างนุ่มนวล ซึ่งปลอดภัยกว่าการเบรกแบบหัวทิ่ม

ส่วนการให้สัญญาณกับคันหลังถ้าไม่มีไฟ ESS หรือเบรคฉุกเฉิน การกดไฟกระพริบเตือน คันหลังตั้งแต่ระยะไกลๆ ก็จะทำให้คันหลังรู้สถานการณ์ข้างหน้าได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าผ่านพันไปแล้ว ต้องกดปิดไฟกระพริบออก เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ด้วยเช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเรื่องไฟฉุกเฉิน

สุดท้ายนี้การที่รถมีอุปกรณ์บอกคันหลังว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะดีกว่า ถ้าเราขับรถเคารพกฏจราจรให้เคร่งครัดด้วยเช่นเดียวกันครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...