โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ยี่กอฮง” เจ้าสัวจีนในสยาม ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนระดับสูงสุดจากพระนางซูสีไทเฮา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 02.50 น.
พระอนุวัตน์ราชนิยม (แต้ตี้ย่ง) หรือ “ยี่กอฮง” นายอากรโรงหวย

“ยี่กอฮง” เจ้าสัวจีนในสยาม ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนระดับสูงสุดจากพระนางซูสีไทเฮา

ราชวงศ์ชิง ยุคพระนางซูสีไทเฮาเรืองอำนาจ ต้องประสบปัญหาภายในจากการรุกคืบของชาติตะวันตก ทำให้ราชสำนักแมนจูต้องแสวงหาพันธมิตรนอกดินแดนจีน

หนึ่งในนั้น คือ ชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ราชสำนักถึงกับส่งตัวแทนเดินทางมาติดต่อทาบทามผู้นำชุมชนจีนในพื้นที่แถบนี้

หนังสือ “ประวัติจีนกรุงสยาม A History of the Thai-Chinese” เล่มที่ 2 ยุคล่าอาณานิคม (สำนักพิมพ์มติชน) โดย เจฟฟรี ซุน และพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร เล่าว่า หากผู้นำชุมชนจีนในอุษาคเนย์ส่งเงินไปบริจาคให้กิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือส่งกลับไปลงทุนที่เมืองจีน ราชสำนักจีนก็จะตอบแทนด้วยการพระราชทานยศศักดิ์ให้

กลยุทธ์นี้นับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ราชสำนักได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก เนื่องจากลึกๆ แล้ว สิ่งที่ชาวจีนที่ออกไปตั้งรกรากโพ้นทะเลจนมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยต้องการก็คือ “ยศฐาบรรดาศักดิ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล และช่วยให้ครอบครัวเป็นที่นับหน้าถือตาในวงสังคม

ที่จริงแล้ว การพระราชทานยศขุนนางกิตติมศักดิ์ให้คหบดีจีนไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยพระนางซูสีไทเฮา เพราะก่อนหน้านี้ บรรดาพ่อค้าสำเภาที่เดินเรือนำข้าวไปค้าขายที่เมืองจีนหลายรายก็ได้รับพระราชทานยศศักดิ์มาแล้ว

ป้ายวิญญาณตระกูล “พิศาลบุตร” ระบุว่า พระยาพิศาลศุภผล (จีนชื่น แซ่กอ พ.ศ. 2358-2405) ดำรงบรรดาศักดิ์ขุนนางกิตติมศักดิ์ระดับ 5 ชั้นโท “เฟิ่งจื๋อไต้ฟู” บุตรชาย คือ พระยาพิศาลผลพานิช (จีนสือ แซ่กอ พ.ศ. 2382-2434) ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์มหาอำมาตย์ระดับ 2 ชั้นเอก “จือเจิ้งไต้ฟู” ส่วนพระพิศาลผลพานิช (กอลี่ฉาย พ.ศ. 2404-2439) ผู้เป็นหลานชายสืบสกุล มีบรรดาศักดิ์ “เฟิ่งจื๋อไต้ฟู”

ด้านต้นตระกูล “หวั่งหลี” อย่าง ตันฉื่อฮ้วง (พ.ศ. 2387-2464) และ ตั้งซวงอี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งก่อตั้งห้างการค้าขึ้นที่ฮ่องกงในทศวรรษที่ 2390 ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางกิตติมศักดิ์ทั้งคู่

ยังมีเจ้าสัวจีนในสยามคนอื่นๆ ที่บริจาคเงินจำนวนมากเพื่อช่วยแผ่นดินเกิด แล้วได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางกิตติมศักดิ์เป็นการตอบแทนอีกหลายคน

เรื่องนี้ทำให้ราชสำนักสยามเริ่มเป็นกังวล เพราะนอกจากการบริจาคเงินช่วยสาธารณประโยชน์ในจีนแล้ว ยังมีเรื่องการส่งเงินผ่านบริการโพยก๊วนและเงินค่าจ้างที่แรงงานจีนนำกลับบ้านเกิด ทำให้เงินตราไหลออกจากระบบเศรษฐกิจของสยามเป็นจำนวนมาก ขณะที่จีนหลายคนก็ยังติดหนี้ในสยาม โดยเฉพาะเงินภาษีค้างชำระให้รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 5

ช่วงเวลานั้น ยามที่รัฐบาลจีนขัดสน เจ้าสัวจีนในสยามสามารถบริจาคเงินแล้วได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางได้ง่าย การบริจาคเงินกลับไปเมืองจีนจึงมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ชาวจีนในสยามที่ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

พระยาภักดีภัทรากร (เล้ากี้ปิง) สมญา “โอ่วจิว” เจ้าภาษีฝิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินก่อตั้งสถานพยาบาลเทียนฟ้า ที่วงเวียนโอเดียน ได้รับพระราชทานหมวกขุนนางหลานหลิง หมวกขุนนางจื่อเจียงซานเอี่ยนฮวาหลิง ที่ประดับพู่ขนหางนกยูง 3 แวว พร้อมตำแหน่งข้าหลวงตรวจราชนาวีจากราชสำนักแมนจู

อย่างไรก็ตาม ขณะที่พระยาภักดีภัทรากรส่งเงินบริจาคไปเมืองจีนจำนวนมาก เขากลับค้างชำระเงินหลวง ติดหนี้เงินประมูลภาษีฝิ่นที่สยามสูงถึงกว่า 2 ล้านบาทใน พ.ศ. 2438 เป็นเหตุให้ถูกฟ้องล้มละลายในที่สุด

“ยี่กอฮง” เจ้าสัวจีนในสยาม ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนระดับสูงสุด

เจ้าสัวจีนในสยามที่ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนระดับสูงสุด ดูเหมือนจะเป็น พระอนุวัตน์ราชนิยม (แต้ตี้ย่ง) หรือ “ยี่กอฮง” นายอากรโรงหวย ที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หยงลู่ไต้ฟู” บรรดาศักดิ์มหาอำมาตย์ระดับ 1 ชั้นโท

ยี่กอฮงเกิดในสยามช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 บิดาอพยพมาทำมาหากินทางภาคเหนือของสยามแต่ล้มเหลว จึงอพยพพาครอบครัวกลับเมืองจีนตอนที่ยี่กอฮงอายุราว 8 ขวบ เมื่อกลับจีนบิดาทำมาหากินไม่ประสบความสำเร็จ จึงทิ้งครอบครัวไปเผชิญชะตาในต่างแดนโดยลำพัง และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน

ครอบครัวของยี่กอฮงอยู่ในสภาพลำบากยากไร้ จนอายุได้ 16 ปี เขาก็อาศัยเรือเดินสมุทรกลับมาเผชิญโชคในสยาม

ยี่กอฮงเคยเป็นเสมียนในบ่อนของพระยาภักดีภัทรากร (เล้ากี้ปิง) ต่อมาถูกชักชวนให้เข้าร่วมสมาคมลับอั้งยี่ เริ่มสะสมบารมี และทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง โดยหนึ่งในรายได้มาจากหวย

การเป็น “ยี่กอ” หรือพี่รองแห่งสมาคมลับอั้งยี่ เป็นที่มาของนาม “ยี่กอฮง” นั่นเอง

ปัจจุบันมี “ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง” บนสถานีตำรวจพลับพลาไชย เป็นสถานที่ที่ใครไปเยาวราชมักแวะเวียนไปกราบไหว้ขอพร เนื่องจากเลื่องชื่อเรื่องการอำนวยพรโชคลาภ

ส่วนจีนโพ้นทะเลที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุด คือ จางปี้ซื่อ พ่อค้าผู้มั่งคั่ง ซึ่งมีธุรกิจใหญ่โตในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และปีนัง จนได้รับสมญา “ร็อกกี้เฟลเลอร์แห่งตะวันออก” ได้รับบรรดาศักดิ์ “กวงลู่ไต้ฟู” หรือมหาอำมาตย์ระดับ 1 ชั้นเอก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร, สมชาย จิว และนิรันดร นาคสุริยันต์ แปลและเรียบเรียง. ประวัติศาสตร์จีนกรุงสยาม เล่มที่ 2 ยุคล่าอาณานิคม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2568

สั่งซื้อหนังสือชุดนี้ที่เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน ได้ที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กรกฎาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ยี่กอฮง” เจ้าสัวจีนในสยาม ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางจีนระดับสูงสุดจากพระนางซูสีไทเฮา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...