“น้ำมันดิบโลก” ผันผวนหนัก–เสี่ยงพุ่งแรง ตลาดจับตาสงครามอิสราเอล–อิหร่านลุกลาม
"น้ำมันดิบโลก" ผันผวน หลังพุ่งขึ้น 7% เมื่อวันศุกร์ วิตกเหตุโจมตีระลอกใหม่ระหว่างอิสราเอล-อิหร่านอาจลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค และกระทบเส้นทางส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลา 15.13 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกผันผวนในวันจันทร์ หลังจากพุ่งขึ้นถึง 7% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากการโจมตีระลอกใหม่ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ได้จุดกระแสความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้
*สัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude futures) ปรับขึ้น 33 เซนต์ หรือ 0.4% มาอยู่ที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ณ เวลา 07.32 GMT ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐขยับขึ้น 38 เซนต์ หรือ 0.5% มาอยู่ที่ 73.36 ดอลลาร์/บาร์เรล*
ทั้งสองสัญญาเคยพุ่งขึ้นมากกว่า 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นการซื้อขายวันนี้ ก่อนจะอ่อนตัวลง briefly เข้าสู่แดนลบเมื่อวันศุกร์ าทั้งสองเบนช์มาร์กพุ่งขึ้น 7% และทะยานกว่า 13% ระหว่างวัน สู่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมกราคม
Harry Tchilinguirian หัวหน้าฝ่ายวิจัยกลุ่ม Onyx Capital Group กล่าวว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งจะส่งผลกระทบต่อการไหลของพลังงานหรือไม่ …จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านจะปิดทางเดินเรือ หรือส่งผลต่อศักยภาพการผลิตและส่งออกโดยตรง… แต่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร”
ในวันจันทร์ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองเทลอาวีฟและเมืองท่าฮาอิฟาของอิสราเอล ทำลายบ้านเรือนและจุดชนวนความวิตกในหมู่ผู้นำโลกที่เข้าร่วมการประชุม G7 ในสัปดาห์นี้ ว่าการเผชิญหน้าระหว่างสองชาติศัตรูอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค
ทั้งนี้การโจมตีของทั้งสองฝ่ายเมื่อวันอาทิตย์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยทั้งกองทัพอิสราเอลและอิหร่านต่างประกาศเตือนประชาชนฝ่ายตรงข้ามให้ระมัดระวังการโจมตีเพิ่มเติม
โดยประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ ความเป็นไปได้ที่การสู้รบจะส่งผลให้เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลก
ปัจจุบันน้ำมันราว 18-19 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้
แม้ตลาดยังไม่ได้รับสัญญาณว่าโรงงานพลังงานในอิหร่านถูกโจมตีโดยตรง แต่ความกังวลต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซสามารถผลักดันราคาน้ำมันขึ้นได้อย่างรุนแรง Toshitaka Tazawa นักวิเคราะห์จาก Fujitomi Securities กล่าวว่า ตลาดกำลังจับตาผลกระทบจากการที่อิสราเอลอาจโจมตีโรงกลั่นและโรงผลิตของอิหร่านเพิ่มเติม ซึ่ง อิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) ปัจจุบันผลิตน้ำมันประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน และส่งออกมากกว่า 2 ล้านบาร์เรล/วัน ทั้งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิง
นักวิเคราะห์ระบุว่ากำลังการผลิตสำรองของโอเปกและพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ที่สามารถเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการขาดแคลนจากอิหร่านนั้นมีปริมาณใกล้เคียงกับกำลังผลิตของอิหร่าน
Richard Joswick หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์น้ำมันระยะสั้นของ S&P Global Commodity Insights ระบุว่า หากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านหยุดชะงัก กลุ่มโรงกลั่นในจีนซึ่งเป็นลูกค้าหลัก จะต้องหาน้ำมันจากประเทศอื่นในตะวันออกกลาง หรือจากรัสเซียแทน นอกจากนี้อาจส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยเรือขนส่งพุ่งสูงขึ้น ช่องว่างราคาระหว่างน้ำมันเบรนต์กับดูไบแคบลง และกระทบต่อกำไรของโรงกลั่นในเอเชีย
ข้อมูลทางการจีนระบุว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันในเดือนพฤษภาคมลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยมีสาเหตุจากการปิดซ่อมโรงกลั่นทั้งของรัฐและเอกชน
อ้างอิง : www.reuters.com