โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศาลญี่ปุ่น สั่งคุมประพฤติแม่ 5 ปี ถอดเครื่องช่วยหายใจลูก ฟังเหตุผลน้ำตาซึม

Thaiger

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 04.21 น. • Thaiger ข่าวไทย

ศาลญี่ปุ่น สั่งคุมประพฤติแม่ 5 ปี หลังก่อเหตุถอดเครื่องช่วยหายใจลูกวัย 7 ขวบ จนทำให้ลูกเสียชีวิตแล้ว ฟังเหตุผลถึงกับน้ำตาซึม

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม สำนักข่าว มัสต์แชร์นิวส์ รายงานว่าศาลในจังหวัดฟุกุโอกะพิพากษาคุมประพฤตินาง จุนโกะ ฟุกุซากิ แม่วัย 45 ปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ภายหลังจากที่เธอถอดเครื่องช่วยหายใจลูกสาววัย 7 ปี ทำให้เธอเสียชีวิต โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากเธอละเมิดกฎคุมประพฤติ เธอจะถูกจำคุก 3 ปี

โดยนางฟุกุซากิ ได้ถอดเครื่องช่วยหายใจลูกสาว ขณะที่เธอป่วยเป็นหนัก ก่อนที่เธอพยายามจะทานยาฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเธอกล่าวว่าเธอทำไปเพราะครอบครัวเธอบอกว่าเธอและลูกสาว “ไม่จำเป็นแล้ว” ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเศร้า เพราะลูกสาวเธอกำลังต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อมีชีวิตรอด เธอกล่าวว่าถ้าหากลูกเธอตาย เธอก็ไม่มีเหตุผลจะต้องมีชีวิตอยู่แล้ว

พร้อมกล่าวด้วยว่าในช่วงเวลานั้นสามีของเธอให้ความสำคัญกับการร่วมงานเลี้ยงมากกว่าช่วยดูแลลูก เธอระบุด้วยว่าบางครั้งเธอได้ยินเสียงสามีเดาะลิ้นแสดงความไม่พอใจ หลังจากที่เธอขอความช่วยเหลือให้ช่วยดูแลลูกสาวบ้าง

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่แพทย์ให้การว่า ครั้งหนึ่งเมื่อเครื่องช่วยหายใจของลูกสาวเธอพัง เธอจึงใช้เครื่องมือสูบลมด้วยมือให้ลูกสาวเป็นเวลาแปดชั่วโมงในขณะที่รอช่างซ่อม

ซึ่งศาลระบุว่า สาเหตุที่เขาลดโทษลงมา เพราะเขารับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ของแม่ เพราะเธอดูแลลูกสาวตลอดเป็นระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งศาลกล่าวด้วยว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะประเมินความเจ็บปวดที่ได้ยินคำพูดของสามีต่ำไป หรือความอึดอัดที่ไม่สามารถแบ่งปันความสุขในการเห็นลูกเติบโตได้

อานข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...