(อ่านฟรีทุกวัน) ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :BEIJING XIRON DIGITAL-PUBLISHING ALLIANCE INFORMATION TECHN
ประพันธ์โดย :福花
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD
แปลและเรียบเรียงโดย :ประกายมุก แก้วไสว
บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง
“เกล็ดน้ำแข็งหิมะโปรยริษยาความงามพิสุทธิ์ยามมีแสงอบอุ่นเห็นเพียงบุปผา”
“ต่อไปนี้เจ้าชื่อ “ฮวาชิงเสวี่ย” ก็แล้วกัน”
เสียงเอาแต่ใจจากรัชทายาทน้อยวัย 8 ขวบที่ประทานนามให้
เพียงเพราะจับพลัดจับผลูมาช่วยนางไว้จากความหนาวเหน็บในป่ากั้นดินแดนของสองเมืองใหญ่
กลายเป็นบ่วงผูกรัดให้นางต้องมาดูแลเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความทรงจำเลือนรางกับยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย
บ่มเพาะให้นางต้องปรับตัวและหาทางเอาตัวรอดอยู่ทุกชั่วขณะจิต
เพื่อรอวันให้ท่านแม่ทัพในตำนานอย่าง “ฟู่ถิงเย่” มารับตัวรัชทายาทกลับไป
บ้านเมืองระส่ำระสาย การหาเงินก็แสนจะยากลำบาก
ทว่าโชคยังดีที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลากหลายอย่างมักผุดขึ้นมาให้ได้ใช้สอย
ซักผ้าด้วยแครอท!
ทำสบู่ด้วยกำมะถัน!
เอ๊ะ.. แล้วทำไมข้าถึงรู้เรื่องพวกนี้ล่ะ?
“หรือว่าข้าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์จากโลกอื่นกันแน่นะ?!”
ความสนุกสุดมันส์ที่มาพร้อมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ถึงตัวจะโผล่มาอยู่ที่ไหนไม่ทราบ แต่สมองก็ยังคงจดจำความรู้ทุกอย่างได้
นางเอกสาวนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคมาถึงมือของทุกท่านแล้ว!!
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที แถมยังมี มิติซูเปอร์เมาร์เก็ต แถมมา หานชีเยวี่ย จะเปลี่ยนโชคชะตาก้าวขาเพื่อพิชิตความฝันของเธอให้จงได้!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต
บทที่ 1 บนภูเขาพานหลงมีอาวุธ
ในฤดูเหมันต์อันเงียบเหงา ซอยแคบๆ หลังคาบ้านเตี้ยๆ ปกคลุมไปด้วยหิมะหนา แม้หวาชิงเสวี่ยจะนั่งอยู่ข้างเตาไฟ แต่นางก็ยังรู้สึกหนาวจนสุดขั้ว นางก้มลงเป่าลมหายใจอุ่นๆ ลงบนมือ แล้วซักผ้าในกะละมังต่อ
ปัง ปัง ปัง!
เสียงเคาะประตูเร่งรีบดังมาจากนอกลาน ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยซีดเผือดในทันที!
นางหยุดการเคลื่อนไหว หันไปมองประตูไม้ผุๆ ที่อยู่นอกลาน บัดนี้ นางไม่กล้าแม้แต่จะพ่นลมหายใจออกมา
…ปัง ปัง ปัง!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ยังมีเสียงใสๆ แทรกเข้ามาด้วย
“…เปิดประตูเร็วเข้า! ข้าเอง!”
ดูเหมือนเสียงนี้จะไม่อยากทำให้คนอื่นตกใจ เสียงจึงเบามาก แต่หวาชิงเสวี่ยก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าหัวใจที่เต้นแรงของตนค่อยๆ สงบลง นางโยนเสื้อผ้าที่เปียกโชกในมือทิ้ง ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากขอบประตูไม่กี่ก้าว เดินไปที่หน้าประตู
เอี๊ยด
หวาชิงเสวี่ยเปิดประตูออกเป็นช่องเล็กๆ
ข้างนอกประตูมีเด็กชายอายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบยืนอยู่ ดูเหมือนเขาจะหนาวมาก ขณะนี้เขาหดคอ กอดอกด้วยสองมือ ใบหน้าเล็กๆ ถูกความหนาวจนซีด มีเพียงปลายจมูกที่แดงก่ำ
หวาชิงเสวี่ยยื่นมือออกไปดึงเขาเข้ามาทันที
ปัง! ประตูถูกปิดลงอีกครั้ง
เด็กชายวิ่งเข้าไปภายในเรือนราวกับติดปีก เขาพุ่งไปที่เตาไฟอย่างรวดเร็ว ราวกับอยากจะเอาทั้งตัวเข้าไปแนบกับเตาเสียเดี๋ยวนั้น
หวาชิงเสวี่ยที่เดินตามเข้ามาในห้อง ดึงคอเสื้อของเด็กชายขึ้นมาเพื่อให้ขยับออกห่างโดยไม่พูดอะไร “ระวังเตาไฟจะทำให้หิมะที่อยู่บนเสื้อผ้าของเจ้าละลาย ถอดเสื้อผ้าออกก่อน แล้วค่อยขึ้นไปนอนบนเตียงเตา”
เด็กชายหันไปมอง พบว่าหิมะที่อยู่บนไหล่และแขนเสื้อกำลังละลายกลายเป็นน้ำ ทำให้เสื้อผ้าเปียกเป็นวงกว้าง
เขาเบะปาก ถอดเสื้อผ้าตัวนอกออกพลางบ่น “ผ้าเนื้อหยาบแบบนี้มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ข้ามีเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ราคาพันตำลึงทอง! หากฝนหรือหิมะตกลงมาบนนั้น แค่เป่าเบาๆ ก็ปลิวออกไปหมดแล้ว! ไหนเลยจะทำให้เสื้อผ้าเปียกแบบนี้…”
หวาชิงเสวี่ยไม่สนใจเขา หันหลังกลับไปนั่งข้างเตาไฟแล้วซักผ้าต่อ
หลังจากเด็กชายถอดเสื้อผ้าตัวนอกออกจนเหลือเพียงเสื้อด้านในตัวเดียวแล้ว เขาปีนขึ้นไปบนเตียงเตา ใช้ผ้าห่มคลุมตัวไว้ แล้วถอนหายใจด้วยความสบายใจเบาๆ
“อุ่นจัง…เจ้าเอาเงินที่ไหนมาจุดไฟให้เตียงเตา?”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า “หากมีเงินจุดไฟที่เตียงเตา ไม่สู้เอาไปซื้อเนื้อสัตว์สักสองสามจิน [1] ยังจะดีเสียกว่า ข้าแค่เอาขี้เถ้าที่ยังไม่มอดสนิทมาห่อด้วยเศษผ้าแล้วเอาไปยัดไว้ในผ้าห่มน่ะ”
เด็กชายได้ยินเช่นนั้นก็ยื่นมือเล็กๆ ออกไปคลำรอบๆ ผ้าห่ม ปรากฏว่าคลำเจอก้อนนุ่มๆ หลายก้อนผ่านผ้าห่มจริงๆ
“ตอนนี้ยังมีความร้อนอยู่ รอให้เย็นสนิทแล้วเราค่อยเปลี่ยนขี้เถ้าใหม่” หวาชิงเสวี่ยพูดพลางมองไปยังเตาไฟเล็กๆ ข้างเตียง
ตอนนี้ถ่านที่พวกเขาซื้อมาได้มีจำกัด เพียงพอที่จะจุดเตาไฟเล็กๆ นี้เท่านั้น หากจะจุดไฟที่เตียงก็คงไม่พอ
เด็กชายมองเตาไฟนี้อย่างเหม่อลอย แววตาที่ดูสับสนของเขาสะท้อนผ่านเปลวไฟสีเหลืองอ่อนๆ
หวาชิงเสวี่ยเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร ถึงอย่างไรก็เป็นแค่เด็กเล็กคนหนึ่ง เหตุใดต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
หวาชิงเสวี่ยเรียกเขา “หลี่จิ่งหนาน? …นี่! หลี่จิ่งหนาน!”
หลี่จิ่งหนานพลันรู้สึกตัว เมื่อพบว่าหวาชิงเสวี่ยเรียกชื่อของเขาอยู่ก็ทำท่าทางดุร้ายออกมา ตะโกนว่า “บังอาจนัก! สตรีชั่วร้ายนางนี้! ถึงขนาดกล้าเอ่ยนามของเปิ่นเตี้ยนเซี่ย [2] ตรงๆ!”
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาก็โล่งใจ สำหรับคำตำหนินั้น นางได้แต่กลอกตามองบน แล้วก็ซักผ้าต่อ
ใช่แล้ว เด็กชายที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงอุ่น ณ ตอนนี้นั้น แท้จริงแล้วคือองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์
หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปของหวาชิงเสวี่ยกับองค์รัชทายาทว่าเกี่ยวข้องกันได้อย่างไรนั้น คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
หนึ่งเดือนก่อน องค์รัชทายาทแอบหนีออกจากวังหลวง นำองครักษ์เงากลุ่มหนึ่งมาที่ภูเขาพานหลง ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างแคว้นต้าฉีกับแคว้นต้าเหลียว เขาสั่งให้คนออกค้นหาสมบัติในภูเขา แต่ไม่พบสมบัติใดๆ พบเพียงหวาชิงเสวี่ยที่หมดสติอยู่กลางภูเขา
ทว่าอย่างไรก็ตาม เพราะเหตุการณ์ที่องค์รัชทายาทก่อเรื่องไว้ที่ภูเขานั้นเอิกเกริกเกินไป สุดท้ายก็ข่าวรั่วไหล ดึงดูดทหารของแคว้นต้าเหลียวเข้ามา…สถานการณ์ต่อจากนั้นเรียกได้ว่าใช้คำตายเก้ารอดหนึ่ง [3] มาบรรยายได้เลยทีเดียว หลี่จิ่งหนานแอบหนีออกมาจากวังหลวง คนที่พามาด้วยเดิมทีก็มีไม่มากพอ ทหารเหลียวไล่ล่ามาตลอดทาง องครักษ์เงาต่างก็บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก สุดท้ายหวาชิงเสวี่ยนำองค์รัชทายาทปลอมตัวเป็นพี่น้องกันเข้าไปในเมืองเหรินชิว จึงรอดพ้นจากการไล่ล่าของทหารเหลียวมาได้
เมืองเหรินชิวตั้งอยู่ในมณฑลโม่โจว เมื่อปีก่อนถูกแยกดินแดนให้เป็นของแคว้นต้าเหลียวแล้ว ทหารเหลียวจึงคิดไม่ถึงว่า องค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าฉีไม่ได้หนีไปยังดินแดนของตน แต่กลับหนีมาที่ดินแดนของพวกเขา
แต่เพราะที่นี่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวเหลียวไปแล้ว ดังนั้น การเข้าเมืองจึงง่ายแต่การออกจากเมืองนั้นยาก ตอนนี้ หลี่จิ่งหนานได้แต่หวังว่าเหล่าองครักษ์เงาที่รอดชีวิตมาได้จะส่งข่าวของเขาไปถึงแม่ทัพฟู่ที่ประจำการอยู่ชายแดน…
หากข่าวของเขาไม่สามารถส่งออกไปได้…หรือว่าเขาผู้เป็นถึงองค์รัชทายาทอันสูงส่งของแคว้น จะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดหรือ? จะติดอยู่ที่นี่นานแค่ไหน? สองเดือน? สามเดือน? หรือว่า…หนึ่งปี?
หลี่จิ่งหนานไม่อาจกลั้นความหวาดกลัวได้
“อย่าคิดมากเลย ยิ่งกลัวอะไรก็ยิ่งเจอสิ่งนั้นนะ” หวาชิงเสวี่ยพูดขึ้นมาเบาๆ
หลี่จิ่งหนานจ้องมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความโมโห “สตรีนางนี้นี่! พูดจาก็แปลกพอแล้ว ยังจะเอาแต่พูดเพ้อเจ้ออีก!”
หวาชิงเสวี่ยขยี้เสื้อผ้าในมือพลางตอบกลับ “ไม่ใช่คำพูดเพ้อเจ้อ แต่มันคือกฎของเมอร์ฟี คำกล่าวอันเลื่องชื่อของเอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี [4] ต่างหาก”
“มันหมายความว่าอย่างไร?” ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะพูดเรื่องไร้สาระอยู่เสมอ แต่ด้วยความเป็นเด็กทำให้หลี่จิ่งหนานรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ประโยคนี้เพียงแต่อธิบายปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น ของบางอย่างมักจะเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่เมื่อเจ้าทิ้งมันไป ก็มักจะต้องใช้มัน หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเช่นยิ่งเจ้ากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งนั้นก็ยิ่งจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตของเจ้า…”
หลี่จิ่งหนานขดตัวอยู่บนเตียง ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย“เวลาที่ข้าต้องการใช้อะไร ก็จะมีนางกำนัลกับองครักษ์ไปหามาให้ข้า…แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เสด็จพ่อทรงทดสอบให้ข้าท่องบทความ ข้ามีบทความเพียงท่อนเดียวที่ไม่ได้ท่องจำมา แต่เสด็จพ่อกลับทรงบังเอิญเลือกบทความท่อนนั้นให้ข้าท่องพอดี…ความหมายของบทความนั้นก็คล้ายกับสิ่งที่เจ้าพูด”
หลังจากหลี่จิ่งหนานพูดจบ ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องน่าสนใจบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มหวานใสของเด็กออกมา “แล้วยังมีครั้งหนึ่ง ข้ากับพี่หญิงแอบหนีออกจากวังหลวงไปเล่นข้างนอก ตลอดเวลานั้นข้ากังวลว่าจะถูกคนอื่นจำได้ แต่ในใจก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถึงอย่างไรเมืองหลวงก็ใหญ่โตออกปานนี้ จะบังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ? …สุดท้ายก็ไปเจอเสด็จอาสามที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเสด็จอาสามตกพระทัยจนดวงตาของท่านแทบจะถลนออกมาเลย ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ขำไปขำมา สีหน้าของหลี่จิ่งหนานกลับค่อยๆ เย็นชาลง เขามองไปที่สองมือของหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาที่นิ่งเฉย ทันใดนั้นก็พูดขึ้นว่า “อย่าซักอีกเลย มือของเจ้าแทบจะเปื่อยเน่าแล้ว น่าเกลียดจริงๆ”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับตกตะลึง นางมองมือของตัวเอง ถึงแม้จะมีความร้อนของเตาไฟอยู่ แต่การที่ต้องซักผ้าหลายกะละมังทุกวัน มือของนางจึงบวมแดงเพราะความเย็น
แต่มันก็แค่บวมแดงเท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นเรียกว่าน่าเกลียดได้กระมัง…
หวาชิงเสวี่ยมองไปที่หลี่จิ่งหนาน ในใจก็ลอบคิด ยิ่งกลัวอะไรก็ยิ่งเจอสิ่งนั้น…ดูเหมือนว่าวันนี้เขาคงจะได้ยินข่าวร้ายจากข้างนอกมา
“วันนี้เจ้าออกไปข้างนอก เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หวาชิงเสวี่ยถามเขา
ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่จิ่งหนานตึงเครียด หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เอ่ย “…ศพของเจ้าเจ็ดและเจ้าสิบสามถูกแขวนเอาไว้ที่ประตูเมือง”
หวาชิงเสวี่ยสูดหายใจเข้าด้วยความตกใจ
“ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็จะหาข้าเจอ ข้าจะต้องตาย พวกเขาจะต้องแขวนข้า แขวนข้าเหมือนกับพวกเขา…” ใบหน้าของเด็กอายุแปดขวบ เหลือเพียงความสิ้นหวังราวกับมีแค่ความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่
หวาชิงเสวี่ยมองใบหน้าเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะชาไปแล้วของหลี่จิ่งหนาน นางก็รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังถูกบีบรัดแน่น
นางเดินเข้าไปกอดหลี่จิ่งหนานไว้ในอ้อมแขน จากนั้นค่อยๆ ลูบหลังเขาอย่างเบาๆ “ยังมีเจ้าสิบหกอยู่ไม่ใช่หรือ? เจ้าไม่ได้คุยโวโอ้อวดกับข้าบ่อยๆ หรือ? เจ้าบอกว่าถึงแม้เจ้าสิบหกจะอายุน้อยที่สุด แต่เขาก็เป็นคนที่ฉลาดที่สุด…ขอแค่เจ้าสิบหกส่งข่าวที่เจ้าอยู่ในเมืองเหรินชิวออกไปได้สำเร็จ จะต้องมีคนมาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน”
หลี่จิ่งหนานไม่ได้ปฏิเสธหวาชิงเสวี่ย เขาหย่อนศีรษะของตัวเองซุกเข้าไปในอ้อมกอดของหวาชิงเสวี่ย เสียงของเขาสั่นเครือ “เป็นข้าเองที่ทำให้พวกเขาต้องตาย ข้ามันไร้เดียงสาเกินไป ภูเขาพานหลงกว้างใหญ่ขนาดนั้น แค่พวกเขาสิบกว่าคน การตามหาอาวุธชิ้นเดียวในที่ที่เต็มไปด้วยทุ่งกว้างและภูเขานั้นจะง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร…เป็นข้าเองที่ทำให้พวกเขาต้องตาย”
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าหลี่จิ่งหนานจะต้องร้องไห้แน่ๆ นางจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ แล้วลูบหลังเขาเบาๆ ต่อไป
องค์รัชทายาทผู้นี้รักษาท่าทีอยู่เสมอ พยายามฝืนทำตัวสงบนิ่งมาตลอด แต่แท้จริงแล้วในใจทั้งหวาดกลัวและวิตกกังวล…นี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพระองค์ ถึงอย่างไรพระองค์ก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ทว่าสถานะของเขากลับมีตำแหน่งอันสูงส่งเช่นนี้ ไม่กล้าแม้กระทั่งหลั่งน้ำตาออกมาแม้เพียงหยดเดียว ตอนนี้เขาได้ระบายความรู้สึกออกมาแล้ว หวาชิงเสวี่ยกลับรู้สึกโล่งใจ
หวาชิงเสวี่ยไม่อยากให้เขาคิดถึงองครักษ์เงาที่จากไปแล้วอีก จึงถามคำถามอื่นเพื่อเบนความสนใจของเขา “อาวุธแบบไหนหรือ? เจ้าแน่ใจนะว่ามันอยู่ที่ภูเขาพานหลง?”
หลี่จิ่งหนานส่ายหน้าอยู่ในอ้อมกอดของหวาชิงเสวี่ย เสียงของเขาดูเศร้าสร้อย “ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจ มันคือ…สิ่งที่เสด็จพ่อทำนายไว้ก่อนที่จะประชวร พระองค์ตรัสว่าที่ภูเขาพานหลงมีอาวุธซ่อนอยู่ เป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างยิ่ง สามารถใช้เป็นอาวุธประจำชาติได้ พระองค์ยังตรัสอีกว่าอาวุธชิ้นนี้จะต้องไม่ตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียว รับสั่งให้ข้าตามหามันให้เจอ”
หวาชิงเสวี่ยอึ้งไป นางเพียงคิดไม่ถึงว่า การที่องค์รัชทายาทน้อยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับเป็นเพราะแค่คำทำนายคำหนึ่ง? คำพยากรณ์หนึ่งคำ?
แต่เมื่อนางคิดทบทวน ถึงแม้ว่าคำทำนายจะไม่น่าเชื่อถือ แต่เรื่องนี้กลับช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้โดยบังเอิญ หากพูดตามตรง นางคงต้องขอบคุณฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าฉีอย่างสุดซึ้ง ไม่อย่างนั้น เกรงว่าตอนนี้นางคงจะแข็งตายอยู่บนภูเขาไปแล้วกระมัง…
หลี่จิ่งหนานเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาดำสนิททั้งสองข้างมองตรงไปที่หวาชิงเสวี่ย ในขณะที่ใบหน้ายังมีคราบน้ำตา “ตอนนี้เจ้าคงจะรู้สึกว่าข้าน่าขันมากสินะ ใช่หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยรีบส่ายหน้าทันที
หลี่จิ่งหนานร้องเหอะออกมาอย่างเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ “เป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะไม่เชื่อ ขุนนางทั้งราชสำนักก็ไม่มีใครเชื่อเสด็จพ่อของข้า แม้แต่เสด็จแม่ก็ยังตรัสว่าเสด็จพ่อเอาแต่หมกมุ่นกับการทำนายจนเสียสติไปแล้ว…มีครั้งหนึ่งข้าได้ยินขุนนางพูดว่า หากเสด็จพ่อไม่ได้หลงใหลในเรื่องงมงายพวกนี้ มณฑลซี เหอ และโม่ทั้งสามมณฑลก็คงจะไม่ถูกยกให้กับแคว้นต้าเหลียวแล้ว”
พอหลี่จิ่งหนานพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาก็ปรากฏความโศกเศร้าอย่างยิ่ง “แต่ว่า ท่านคือเสด็จพ่อของข้า แม้คนทั้งใต้หล้าไม่เชื่อพระองค์ แต่ข้าจะไม่เชื่อพระองค์ไม่ได้! เสด็จพ่อตรัสว่าที่ภูเขาพานหลงมีอาวุธ ก็ย่อมต้องมีแน่! ภูเขาพานหลง อาวุธประจำชาติ…ข้าจะต้องหามันให้เจอให้จงได้!”
—————————————————————————————————
[1]จิน(斤)หน่วยวัดของจีน หนึ่งจิน เท่ากับครึ่งกิโล
[2]เปิ่นเตี้ยนเซี่ย(本殿下)เป็นคำเรียกแทนตัวเองขององค์หญิง องค์ชาย
[3]ตายเก้ารอดหนึ่ง(九死一生)คนที่รอดตายหวุดหวิด สามารถฝ่าอันตรายที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ยังรอดอยู่ได้
[4]เอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี(爱德华·墨菲)Edward Murphy วิศวกรผู้สร้างกฎของเมอร์ฟีจากการทดลองแรงจีในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเน้นการเตรียมพร้อมรับมือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเสมอ
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
บทที่ 2 หัวไชเท้าเน่าก็ยังมีประโยชน์
หวาชิงเสวี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ อย่าพูดถึงการหาอาวุธเลย แค่เอาชีวิตรอดก็ยากแล้ว…
หลี่จิ่งหนานเห็นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเปลี่ยนไป เขาจึงคว้าเสื้อผ้าของนางไว้แล้วถามว่า “เจ้าเป็นอะไรไป? เจ้านึกอะไรออกหรือ? ตอนที่ข้าพบเจ้า เจ้าอยู่บนภูเขานั่น เจ้าเคยเห็นอาวุธนั่นบ้างหรือไม่? หา?”
หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยถูกหลี่จิ่งหนานช่วยให้ฟื้นขึ้นมา นางก็พบว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำ แม้แต่นามของหวาชิงเสวี่ยก็เป็นหลี่จิ่งหนานที่เป็นผู้ตั้งให้
ตอนนั้นหิมะกำลังตก หลี่จิ่งหนานวางท่าร่ายกลอนเอ่ยว่า “เกล็ดน้ำแข็งหิมะโปรยริษยาความงามพิสุทธิ์ ยามมีแสงอบอุ่นเห็นเพียงบุปผา [1] จากนี้ไปเจ้าก็ชื่อหวาชิงเสวี่ยแล้วกัน”
นางรู้สึกแปลกๆ จึงบอกปัดไป ไม่ต้องการชื่อนี้ คิดในใจว่าตนเองอาจจะฟื้นความทรงจำขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
แต่หลี่จิ่งหนานกลับโกรธเคืองอย่างยิ่ง ตอนนั้นเขาถลึงตามองนาง เอ่ยเสียงดังว่า “บังอาจ! นามที่เปิ่นเตี้ยนเซี่ยให้ไปแล้ว จะเอาคืนกลับมาได้อย่างไร?”
เพราะเหตุนี้ ชื่อหวาชิงเสวี่ยจึงถูกตั้งขึ้น…
ตอนนี้นางถูกหลี่จิ่งหนานคว้าไว้ จนไม่อาจทำสิ่งใดได้ “ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าบนภูเขานั้นมีอาวุธที่ว่าหรือไม่ ตอนที่ข้ารู้สึกตัวก็อยู่บนภูเขานั่นแล้ว ข้าหลงทาง ทั้งหนาวทั้งหิว แล้วก็สลบไป…”
เพียงแต่ ทุกครั้งที่นางได้ยินคำว่าอาวุธจากปากของหลี่จิ่งหนาน หัวใจของนางก็มักจะเต้นแรงอยู่เสมอ ราวกับมีบางสิ่งที่ตัวเองลืมไป…แต่นางไม่กล้าบอกหลี่จิ่งหนาน อย่าว่าแต่เรื่องที่นางจำอะไรตั้งแต่แรกไม่ได้เลย ต่อให้จำได้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้จะนำภัยมาถึงตัว นางจึงไม่กล้าพูดออกไป…
หลี่จิ่งหนานรู้สึกท้อแท้ “จริงสิ เจ้าเป็นเพียงสตรี จะไปรู้อะไร…”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้น อดไม่ได้ที่จะสบถในใจ เป็นสตรีแล้วอย่างไร? เจ้าก็ยังเด็กอยู่เลย!
ตอนนั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดัง ‘ปัง ปัง ปัง’ ภายในห้องเงียบเสียงลง สีหน้าของคนทั้งสองเปลี่ยนไปทันที
“…แม่นางหวา?” เสียงดังก้องมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงเคาะประตู “แม่นางหวา ข้าคือหรงเซิงจากหอเฟิงเล่อ!”
หอเฟิงเล่อ?
คนทั้งสองในห้องมองหน้ากันไปมา
หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปดูเอง”
“เจ้าดูให้ดีก่อนค่อยเปิดประตูนะ” หลี่จิ่งหนานที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม เอ่ยด้วยความวิตกกังวล
คนที่อยู่นอกประตูคือหรงเซิง บ่าวรับใช้ของหอเฟิงเล่อ เขากำลังอุ้มห่อผ้าขนาดใหญ่อยู่ด้านนอก
หวาชิงเสวี่ยโล่งใจ นางจำบ่าวรับใช้คนนี้ได้ นางเคยซักเสื้อผ้าให้คนครัวของหอเฟิงเล่อหลายครั้ง และเคยพบเห็นบ่าวรับใช้คนนี้ตอนที่นำเสื้อผ้าไปส่ง
หวาชิงเสวี่ยรีบเปิดประตู
“แม่นางหวาใช่หรือไม่ขอรับ? ท่านป้าเหยียนบอกว่าครั้งก่อนแม่นางหวาซักเสื้อผ้าได้อย่างสะอาดราวกับของใหม่ นางจึงบอกว่าต่อไปนี้ให้ส่งเสื้อผ้าทั้งหมดมาให้ท่านซัก นี่ขอรับ ทั้งหมดข้าส่งมาแล้ว” หรงเซิงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “ท่านป้าเหยียนยังบอกอีกว่า อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หลังจากซักเสื้อผ้าแล้วยังต้องเสียเวลาตากให้แห้ง จึงเพิ่มเงินให้อีกยี่สิบอีแปะเป็นค่าถ่านขอรับ”
ช่วงนี้ฝนตกและหิมะโปรยปรายอยู่ตลอด เพื่อที่หวาชิงเสวี่ยจะได้ส่งมอบเสื้อผ้าที่ซักแล้วให้ตรงเวลา จึงนำเสื้อผ้าทุกชิ้นไปตากใกล้เตาไฟอย่างระมัดระวังจนแห้งก่อนที่จะส่งไป เช่นนี้จะต้องเสียถ่านไปไม่น้อย เดิมทีทำด้วยความซื่อสัตย์ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีรายได้พิเศษ
ยี่สิบอีแปะ…อย่างน้อยก็พอจะซื้อเนื้อกินได้สองวัน ช่วงนี้ทั้งนางและหลี่จิ่งหนานยังไม่ได้กินเนื้อเลย
หลี่จิ่งหนานเห็นหวาชิงเสวี่ยอุ้มเสื้อผ้ากองใหญ่เข้ามา ใบหน้าของเด็กชายพลันบูดบึ้งอย่างไม่รู้ตัว “ทำไมเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้อีกแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าเขายังคงรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง จึงไม่เก็บมาใส่ใจ นางยิ้มพลางกล่าวว่า “องค์รัชทายาทเด็กดีของข้า มีเสื้อผ้าให้ซักก็ดีแล้ว ตอนนี้เราสองคนทำงานแบกหามก็ไม่ไหว เงินติดตัวของท่านก็ใช้เช่าเรือนหลังนี้ไปแล้ว เสื้อนวมผืนเดียวที่มีอยู่ก็เอาไปจำนำเพื่อแลกกับเสบียงอาหาร ตอนนี้ไม่ต้องออกจากเรือนก็ได้เงินมาใช้จ่าย ถือเป็นเรื่องที่โชคดีแล้ว”
หลี่จิ่งหนานมองมือทั้งสองข้างที่บวมแดงของหวาชิงเสวี่ย นึกถึงตนเองที่ต้องพึ่งพาสตรีผู้นี้มาซักเสื้อผ้าเพื่อหาเลี้ยงตัวเขาเอง ภายในใจก็รู้สึกเศร้าใจมากจริงๆ “เช่นนั้น เอาเข็มขัดของข้าไปจำนำเถอะ”
“เสื้อผ้าของเจ้าล้วนทำมาจากวัสดุในวัง เราอย่าเสี่ยงเลย อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว”
ตอนนั้นที่เอาเสื้อนวมไปจำนำ ก็เพราะว่าทั้งตัวนางและหลี่จิ่งหนานต่างร้อนใจจนขาดสติไปชั่วขณะ ไม่ได้คิดให้รอบคอบ พอกลับมาคิดดู ถึงกับตกใจจนเหงื่อไหลท่วมตัว โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่มีข่าวใดแพร่ออกไป คาดว่าคงเป็นเพราะเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีใครรู้จักของที่ทำขึ้นมาสำหรับราชวงศ์ เพียงแต่ พวกเขาก็ไม่อาจทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวเพียงเพราะโชคดีที่ไม่มีใครจำได้
หลี่จิ่งหนานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นมาในทันที “ข้าจะช่วยเจ้าซัก” พูดจบเขาก็เตรียมลงจากเตียงเตา
หวาชิงเสวี่ยตกใจ ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปขวางเขาไว้
หลี่จิ่งหนานนั่งอยู่บนขอบเตียงเตา มองหวาชิงเสวี่ยด้วยความไม่พอใจ “ทำไม? กลัวข้าสร้างปัญหาให้เจ้าหรือ? การที่เปิ่นเตี้ยนเซี่ยยื่นมือมาช่วยเป็นบุญวาสนาของเจ้าแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกจนใจเหลือเกิน เด็กคนนี้ เมื่อใดก็ตามที่ทำตัวโอ้อวดฐานะองค์รัชทายาทขึ้นมา คำพูดช่างไม่น่าฟังเหลือเกิน
เสื้อผ้ากันหนาวเหล่านี้พอเปียกน้ำเข้าแล้วแล้วก็ยิ่งหนาและหนักอึ้ง เด็กตัวเล็กๆ อย่างเขาจะสามารถขยี้ให้สะอาดได้อย่างไรกัน?
หลี่จิ่งหนานอายุยังน้อย แต่กลับมีนิสัยหัวรั้นไม่เบา หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาเดือนกว่า หวาชิงเสวี่ยก็ค่อยๆ เข้าใจนิสัยใจคอของเขา รู้ว่ากับเขาต้องใช้ไม้อ่อนจะใช้ไม้แข็งไม่ได้ จึงพูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ในเมื่อองค์รัชทายาทอยากช่วย เช่นนั้นช่วยข้าขยี้หัวไชเท้าในลานให้ละเอียดได้หรือไม่?”
หลี่จิ่งหนานมองหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาเคลือบแคลง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้าอย่ามาหลอกข้านะ หัวไชเท้าเน่าๆ นั่นแม้แต่กินก็ยังกินไม่ได้แล้ว จะขยี้ให้มันละเอียดไปเพื่ออะไรกัน?”
ในลานมีหัวไชเท้าเน่าและเศษหัวไชเท้าเหลือจากร้านอาหารกองอยู่ ล้วนเป็นของที่หวาชิงเสวี่ยเก็บมาทั้งหมด
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะเบาๆ แล้วพูด “แน่นอนว่าไม่ได้เอามากิน ข้าจะเอามาซักเสื้อผ้าต่างหาก”
“ซักเสื้อผ้า? หัวไชเท้าพวกนั้นเนี่ยนะ?” หลี่จิ่งหนานย่นจมูก สีหน้าแสดงออกว่าไม่เชื่อ
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ หยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งจากกองเสื้อผ้าสกปรกที่ถือเข้ามา ชี้ไปที่รอยเปื้อนแล้วเอ่ยพูด “ท่านป้าเหยียนเป็นคนครัว นางต้องลงมือจัดการกับเป็ดไก่และปลาที่ยังไม่ตายอยู่ทุกวัน นอกจากคราบน้ำมันบนเสื้อผ้าแล้ว ยังมีคราบเลือดติดอยู่ หัวไชเท้าพวกนี้ใช้ซักคราบเลือดได้”
หลี่จิ่งหนานส่ายหัวไปมา “เป็นไปได้อย่างไร? ถ้าเป็นหัวไชเท้าขาวก็ยังพอทน แต่ถ้าใช้หัวไชเท้าส้ม [2] จะไม่ทำให้เสื้อผ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ “เรื่องนี้มีอะไรน่าแปลกใจกัน เหตุที่โลหิตมีสีแดงก็เพราะว่ามีฮีโมโกลบินอยู่ภายใน ฮีโมโกลบินมีธาตุเหล็กอยู่ในรูปของเฟอรัสซัลเฟต ซึ่งละลายน้ำได้ หากเราซักด้วยน้ำเปล่าเลยทันที เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานไป เฟอรัสในฮีโมโกลบินจะถูกออกซิไดซ์เป็นเฟอร์ริกไอออน ซึ่งจะจับตัวกับโปรตีนในเลือด ทำให้ซักออกยาก แต่หากนำหัวไชเท้าสีส้มมาบดแล้วเติมเกลือลงไป ก็จะสามารถใช้แคโรทีนและออกซิเดสสลายฮีโมโกลบินได้…”
หลี่จิ่งหนานปวดหัว “มาอีกแล้ว มาอีกแล้ว! เริ่มพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว พูดอะไรก็ไม่รู้ เจ้าไปได้ยินมาจากที่ไหนกัน?”
หวาชิงเสวี่ยก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ตนอุตส่าห์อธิบายให้เขาฟัง กลับถูกมองว่าเป็นคำพูดเหลวไหล
ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าบอกว่าซักได้ก็คือซักได้”
หลี่จิ่งหนานเห็นหวาชิงเสวี่ยทำหน้าบึ้ง ก็กลับรู้สึกสนใจขึ้นมา “นี่ เจ้าเป็นสตรีแท้ๆ รู้เรื่องแปลกพิสดารพวกนี้ได้อย่างไร? หรือว่ามีคนสอนเจ้ามา?”
หวาชิงเสวี่ยปรายตามองเขา ตอบกลับโดยไม่ต้องคิด “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ตื่นเต้น อาจารย์ของข้าเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก นามว่าไอ…”
คำพูดขาดหายไปในอากาศ แล้วหยุดลงกลางคันทันที
หลี่จิ่งหนานกำลังก้มลงสวมรองเท้าพลางถามว่า “ใครกัน? อาจารย์ของเจ้า”
ผ่านไปนานพอสมควรที่ไม่ได้ยินคำตอบจากหวาชิงเสวี่ย จึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยดูแปลกไป
“นี่! หวาชิงเสวี่ย?”
หวาชิงเสวี่ยมีท่าทางเหม่อลอย นางได้สติกลับคืนมา มองไปที่หลี่จิ่งหนาน แล้วหัวเราะแห้งๆ
“เมื่อครู่…ข้าเหมือนนึกอะไรออก แต่จู่ๆ ก็ขาดหายไปอีก…”
หลี่จิ่งหนานกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ พูดพึมพำ “ข้าว่าเจ้าพักผ่อนเถอะ! ซักผ้าทุกวันจนเสียสติไปหมดแล้ว!”
พูดจบ หลี่จิ่งหนานก็เปิดประตูออกไปหยิบหัวไชเท้า
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกพูดไม่ออก เด็กคนนี้ เห็นได้ชัดว่าอยากจะบอกให้นางพักผ่อน แค่เอ่ยพูดดีๆ ก็ได้ ทำไมต้องพูดจาแดกดันกันด้วยนะ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงหลี่จิ่งหนานตะโกนเรียกนางจากในลาน “นี่! จะเอาหัวไชเท้าขาวหรือหัวไชเท้าส้มมากกว่ากัน?”
หวาชิงเสวี่ยตะโกนตอบ “หัวไชเท้าส้มแล้วกัน! หัวไชเท้าขาวยังเหลือเอาไว้หน่อย ข้ายังใช้ฟอกผ้าได้!”
“สตรีนางนี้ ช่างมีวิธีแปลกๆ มากมายนัก น่ารำคาญจริง…”
หวาชิงเสวี่ยเห็นหลี่จิ่งหนานในลานทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่มาสั่งสอนตน ก็รู้สึกขำปนเอ็นดู
ลมเย็นยะเยือกจากภายนอกพัดเข้ามาในห้อง ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหันจากเศษเสี้ยวความทรงจำที่คุ้นเคยก็ค่อยๆ สงบลงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ
ในใจนางคิดอย่างเงียบๆ ว่า ตัวเองเป็นใครกันแน่…
เหตุใดยิ่งนึกถึงความทรงจำมากขึ้นเท่าไหร่ ใจกลับยิ่งร้อนรุ่มมากขึ้นเท่านั้น?
แล้วความรู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่ยึดเหนี่ยวเช่นนี้ คืออะไรกันแน่? …
แม้จะสูญเสียความทรงจำ แต่ในใจหวาชิงเสวี่ยกลับรู้สึกจำได้รางๆ ว่า นางกับผู้คนในที่แห่งนี้นั้นไม่เหมือนกัน
…
ค่ำคืนในฤดูหนาว ภายในห้องเล็กๆ มืดสลัว มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากเตาที่ส่องสว่างเป็นระยะ พร้อมกับไออุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่
หวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานเบียดเสียดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
ผ้าห่มไม่หนามากนัก แต่หวาชิงเสวี่ยนำเสื้อผ้าที่ตากแห้งแล้วมาทับไว้ด้านบน เมื่อรวมกับอุณหภูมิร่างกายของทั้งสองคน จึงทำให้อบอุ่นอย่างหาได้ยาก
นี่เป็นช่วงเวลาหนึ่งในตลอดทั้งวันที่หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสบายมากที่สุด แห้งสนิท อบอุ่น ผ่อนคลาย…
ในช่วงแรกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หลี่จิ่งหนานไม่ยอมให้นางขึ้นเตียงเตาเด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเบียดเสียดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันเลย
ตามความคิดของหลี่จิ่งหนาน หวาชิงเสวี่ยควรนอนบนพื้น และดีที่สุดคือต้องคอยดูแลรับใช้เขาตลอดทั้งคืน
แต่หวาชิงเสวี่ยมีมุมมองความคิดที่แตกต่างจากคนในที่แห่งนี้ นางไม่มีความคิดเรื่องชนชั้นสูงต่ำ วันแรกก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางจับหลี่จิ่งหนานขึ้นมาเบียดกันบนเตียงเตาโดยไม่ลังเลทันที
หลี่จิ่งหนานเอ่ยว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมนอนกับนางเด็ดขาด แต่ยิ่งดึกมากอากาศหนาวเย็นเกินทน ในขณะที่เขากำลังหลับก็นอนละเมอแล้วคลานเข้าไปในผ้าห่มของหวาชิงเสวี่ยโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองจึงนอนด้วยกันจนถึงเช้า หลังจากนั้นก็เป็นเช่นนี้เรื่อยมา
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ปล่อยให้ถ่านมีไฟลุกไหม้แรงเกินไป และยังไม่กล้าปล่อยให้ไฟจากถ่านมอดดับ นางจึงปิดเตาไฟเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ให้ไฟอ่อนๆ จากถ่านลุกไหม้ต่อจนถึงรุ่งเช้า
เรือนหลังนี้ทรุดโทรมและมีลมรั่วเข้ามาทุกด้าน หวาชิงเสวี่ยไม่ต้องกังวลเรื่องก๊าซมีพิษ นางแค่ไม่อยากให้ถ่านไฟดับ เพราะว่าการก่อไฟเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับนางอย่างแท้จริง…
—————————————————————————————————
[1]เกล็ดน้ำแข็งหิมะโปรยริษยาความงามพิสุทธิ์ ยามมีแสงอบอุ่นเห็นเพียงบุปผา(浓霜轻雪妒清华,暖日烘时只见花)เป็นบทกลอนพรรณนาถึงความงามพิสุทธิ์ของดอกเหมยในฤดูหนาว คำว่างามพิสุทธิ์และบุปผาในที่นี้เปรียบเปรยถึงดอกเหมย ซึ่งเป็นดอกไม้ที่เติบโตท้าลมหนาว ให้ความรู้สึกงามพิสุทธิ์และสูงส่ง
[2]หัวไชเท้าสีส้ม(胡萝卜)หมายถึงแครอท
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
บทที่ 3 ที่นี่ไม่ใช่โลกของนาง
เพียงจ้องมองเปลวไฟวูบวาบในเตา ความง่วงงุนก็คืบคลานเข้ามา
แต่หลี่จิ่งหนานในผ้าห่มกลับอยู่ไม่สุข เห็นว่าหวาชิงเสวี่ยยังไม่หลับ จึงใช้ศอกสะกิดนาง “นี่ เล่านิทานให้ฟังหน่อย"
หวาชิงเสวี่ยยู่ปากเล็กน้อย “จะมีเรื่องเล่ามากมายขนาดนั้นได้อย่างไร…”
สองสามวันมานี้ หลี่จิ่งหนานฝันร้ายในกลางดึก ตื่นขึ้นมาแล้วไม่กล้าหลับต่อ หวาชิงเสวี่ยจึงใจดีเล่านิทานเพื่อกล่อมให้เขาหลับ คิดไม่ถึงว่าเขาจะติดใจ
“เล่าเถอะ เล่าเถอะนะ เล่าเรื่องอะไรก็ได้”
ท่ามกลางแสงไฟอันสลัว เมื่อหวาชิงเสวี่ยเห็นดวงตาดำขลับของหลี่จิ่งหนานสะท้อนมาเป็นประกาย นางก็ใจอ่อนลง
“…ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง” หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวช้าๆ “แต่ว่า วันนี้เราจะไม่เล่านิทานแล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นถึงองค์รัชทายาท เช่นนั้นข้าเล่าเรื่องกฎของพาร์กินสันให้เจ้าฟังดีกว่า”
หลี่จิ่งหนานกะพริบตาปริบๆ นอนตะแคงหันข้าง ไปทางหวาชิงเสวี่ยอย่างว่าง่าย
หวาชิงเสวี่ยรื้อฟื้นความรู้ในหัวพลางกล่าวว่า “กฎของพาร์กินสัน หรือโรคของขุนนาง หรือที่เรียกว่าโรคอัมพาตของหน่วยงาน สามารถอธิบายรายละเอียดของปรากฏการณ์นี้ได้ว่า…เมื่อคนไร้ความสามารถได้ตำแหน่งเป็นผู้นำ จะหลีกเลี่ยงหน่วยงานที่ซับซ้อนและบุคลากรที่มากเกินความจำเป็นไปไม่ได้ และเช่นเดียวกันก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการที่คนไร้ความสามารถจะได้อยู่ในตำแหน่งสูง ส่งผลให้ระบบของหน่วยงานทั้งหมดขยายตัวออกไปในทางที่เลวร้ายขึ้น…จมดิ่งลงในปลักโคลนที่ยากจะถอนตัว…”
เมื่อยามค่ำคืนเริ่มปกคลุม ภายในห้องเล็กๆ ที่ธรรมดาแต่อบอุ่น เหลืออยู่เพียงเสียงกระซิบอันแผ่วเบาของสตรี…
…
ค่ำคืนนี้ หวาชิงเสวี่ยฝันประหลาดนัก
นางฝันเห็นหลี่จิ่งหนาน
ไม่เหมือนตอนที่ชอบทำตัวเย่อหยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้านาง หลี่จิ่งหนานในความฝันดูอ่อนแอและไร้ที่พึ่ง เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายครึ่งตัวด้านบนแนบไปกับเตียงขนาดใหญ่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปเพื่อปลอบเขา แต่นางเรียกเขาอยู่หลายครั้ง หลี่จิ่งหนานในความฝันกลับดูเหมือนไม่ได้ยินเสียงของนางเลย
หลี่จิ่งหนานร้องไห้พลางเอ่ยว่า “เสด็จพ่อ ลูกจะเชื่อฟังท่าน จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์โกรธอีกแล้ว…เสด็จพ่อ ท่านต้องหายดีไวๆ นะ…”
หวาชิงเสวี่ยจึงได้เห็นว่ามีคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง—
เป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าซีดเซียว ถึงแม้เขาจะดูซีดเซียว แต่เครื่องแต่งกายและรูปโฉมนั้นกลับดูสง่างามอย่างยิ่ง แม้แต่เคราที่คางก็ถูกตกแต่งให้เงางาม
ในเมื่อหลี่จิ่งหนานเรียกเขาว่าเสด็จพ่อ เช่นนั้น เขาก็คือฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าฉี?
หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะทรงป่วยหนักเป็นอย่างยิ่ง พระปัสสาสะรวยริน แต่สีพระพักตร์กลับสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ยามตรัสวาจาก็แฝงไปด้วยความสง่างามของผู้ที่มีอำนาจอยู่เหนือกว่าผู้อื่น
"…เจิ้น [1] ปกปักรักษาแคว้นต้าฉีมาสิบสี่ปี ทางเหนือมีชาวเหลียวกำลังคืบคลานเข้ามา ทางตะวันตกชาวหมานอี๋ก็คอยจับจ้องตาเป็นมัน อีกทั้งทางตะวันออกยังมีโจรสลัดออกก่อกวน เจิ้นเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว…ทว่า เจิ้นจะไม่ยอมแพ้! มณฑลโม่โจวก็เสียไปแล้ว ภูเขาพานหลงนั่นก็อยู่ติดกับชายแดนของมณฑลโม่โจว หากชาวเหลียวค้นพบอาวุธนั้นเข้า! คิดถึงเรื่องนี้ทีไร!…แค่ก แค่กแค่กแค่ก!…”
“เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ!” หลี่จิ่งหนานมีสีหน้าตื่นตระหนก เขายื่นมือเล็กๆ ออกไปลูบที่หน้าอกของฮ่องเต้อย่างเบามือ
เสียงไอของฮ่องเต้ค่อยๆ เงียบเสียงลง
“เสด็จพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ลูกจะไปหาอาวุธนั้นมาให้ได้ จะไม่ยอมให้ชาวเหลียวค้นพบอาวุธนั้นได้เด็ดขาด!”
ฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้น กลับหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย
“ลูกข้ากตัญญูยิ่งนัก เจิ้นปลื้มใจ…เพียงแต่เรื่องนี้กลับไม่ง่ายเลย เกรงว่าหากข่าวนี้แพร่ออกไป เจิ้นคงจะกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งแผ่นดิน เจิ้นไม่กลัวที่จะเป็นตัวตลก เจิ้นกลัวแต่เพียงว่าจะกลายเป็นคนบาปของคนรุ่นหลัง จิ่งหนานลูกพ่อ เจ้าจงจำคำสั่งของพ่อไว้ให้ดี ภูเขาพานหลงมีอาวุธซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแคว้นเราซ่อนอยู่ หากไม่ได้ครอบครองมัน ก็จงทำลายมันทิ้งเสีย! ห้ามให้อาวุธนี้ตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียวเด็ดขาด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกรับพระบัญชา!…”
จากนั้น ฮ่องเต้ที่ชีพจรอ่อนลงทุกทีก็พูดเป็นช่วงๆ ต่ออีกเล็กน้อย จิ่งหนานร้องไห้พลางพยักหน้า
หวาชิงเสวี่ยเห็นภาพนี้แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ นางรู้ว่าฮ่องเต้กำลังสั่งเสีย หลี่จิ่งหนานน้อยก็คงรู้เช่นกัน…
ฮ่องเต้ที่อยู่บนเตียงพูดจบ กำลังก็อ่อนลงอย่างรวดเร็ว เปลือกตาปิดลงอย่างช้าๆ
หลี่จิ่งหนานยังคงร้องไห้อยู่ข้างเตียง บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่ว ภายในใจของหวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกหนักอึ้งไปด้วย
แต่ทันใดนั้น! ดวงตาของฮ่องเต้ก็เบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว!
เขามองตรงมาที่หวาชิงเสวี่ย ด้วยดวงตาแวววาวเป็นประกาย! รูม่านตาเองก็ขยายใหญ่ขึ้น!
หวาชิงเสวี่ยตกใจกับสายตาของฮ่องเต้ที่จ้องมองมา! แค่รู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นกำลังมองทะลุผ่านตัวนางไป! ใจของนางตื่นตระหนกอย่างสุดขีด!
ฟุ่บ!
หวาชิงเสวี่ยลืมตาขึ้น นางเห็นแสงอรุณสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ใจของนางก็ผ่อนคลายลง จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
หลี่จิ่งหนานที่อยู่ข้างๆ กำลังหลับสนิท หวาชิงเสวี่ยไม่อยากปลุกเขา นางรู้สึกว่าเด็กวัยนี้การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งช่วยในการเจริญเติบโตและยังช่วยพัฒนาสมอง
หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นมาเพิ่มไฟในเตาให้แรงขึ้น แล้วเติมถ่านเข้าไปอีก จากนั้นก็ยกกะละมังเสื้อผ้าออกไปอย่างเบามือ
เมื่อคืนหิมะตกอยู่ราวครึ่งค่อนคืน ตอนนี้ในลานปกคลุมด้วยชั้นหิมะหนาๆ สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า ดูสว่างจ้าเสียจนแสบตา
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเพราะอากาศแจ่มใส เมื่ออากาศดี เสื้อผ้าก็จะแห้งเร็วขึ้น
มือที่บวมแดงของนางแตกเป็นรอยแยกหลายแห่ง เกิดอาการคันอย่างหนัก อีกทั้งพอสัมผัสโดนก็ยิ่งเจ็บปวด
หวาชิงเสวี่ยไม่มีเวลามาสนใจสิ่งอื่นใด นางตากผ้าพลางคิดถึงเรื่องราวที่ตนเองประสบในช่วงนี้
ในฐานะคนที่สูญเสียความทรงจำ หากจะบอกว่าไม่สงสัยตัวตนของตัวเองเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
ตอนที่หลี่จิ่งหนานพบนาง นางหมดสติอยู่บนเส้นทางเดินเขา สวมใส่เพียงชุดกระโปรงแขนสั้นบางๆ ตัวเดียว ซึ่งดูไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศเอาเสียเลย
แต่งกายเช่นนี้ วิ่งเข้าไปในป่าลึกยามฤดูหนาวก็ไม่ต่างอะไรกับการไปตายเปล่า
เพียงแต่นางจำไม่ได้เลยว่าตนเองเข้าไปในภูเขาเพราะเหตุใด จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองเข้าไปได้อย่างไร
ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา นางรักษาตัวจนหายดี จำเรื่องราวต่างๆ ได้แบบขาดๆ หายๆ เป็นช่วงๆ แต่ส่วนมากเป็นเพียงภาพเลือนราง ไม่ชัดเจนนัก
สิ่งเดียวที่นางมั่นใจได้ก็คือ ที่ที่ตัวนางเคยอยู่มาก่อน ไม่เหมือนกับสถานที่ในตอนนี้แม้แต่น้อย
อย่างน้อยๆ เมื่ออยู่ที่นั่น เวลาที่นางอธิบายหลักการทางเคมีง่ายๆ จะไม่มีใครมองว่าเป็นคำพูดเหลวไหล
บางทีถ้าความทรงจำกลับคืนมามากกว่านี้อีกสักหน่อย…
แค่มากขึ้นอีกสักหน่อย…ก็คงได้รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร…
…
วันนี้อากาศดี หวาชิงเสวี่ยไม่ต้องเสียเวลาตากเสื้อผ้าด้วยลมร้อน นางจึงตั้งใจจะออกไปลองเสี่ยงโชค
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาช่วยพวกเขาเมื่อใด นางจึงต้องคิดวิธีหาเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอด และยังต้องดูแลองค์รัชทายาทวัยแปดขวบด้วย
หวาชิงเสวี่ยตากผ้าเสร็จแล้ว ก็ต้มโจ๊กง่ายๆ หม้อหนึ่งในห้อง จากนั้นก็คุยกับหลี่จิ่งหนานถึงแผนการของตน
นั่งกินนอนกินอยู่เฉยๆ ต่อไปคงไม่ดีแน่ ปัจจัยสี่ [2] ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน โดยเฉพาะในยามหนาวเหน็บเช่นนี้ที่จะเจ็บป่วยได้ง่าย การหาหมอเพื่อขอใบสั่งยาสมุนไพรก็ยิ่งต้องใช้เงิน
สรุปว่า ความเป็นจริงตรงหน้าที่พวกเขาต้องเผชิญก็คือ เรื่องเงิน เงิน และเงิน!
งานใช้แรงซักผ้าไม่ใช่งานที่มั่นคง นางต้องออกไปลองหางานอื่นทำ
พอหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว “แต่ว่าสำเนียงของเจ้าแปลกมาก…”
เขากลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะทำให้ชาวเหลียวสงสัย
หวาชิงเสวี่ยยักไหล่ “อย่างไรก็ดีกว่าให้เจ้าออกไปแล้วกัน หากเจ้าออกไปก็ทำได้แค่แสร้งเป็นใบ้”
หลี่จิ่งหนานพูดภาษากลางของแคว้นต้าฉีได้อย่างคล่องแคล่ว ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าเขามาจากเซิ่งจิงเมืองหลวงของแคว้นต้าฉี
เมื่อหวาชิงเสวี่ยพูดเช่นนี้ หลี่จิ่งหนานก็ไม่อาจคัดค้านได้อีก
เขาก้มหน้าลง พูดด้วยน้ำเสียงอึมครึมๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปเถอะ…”
เด็กน้อยดูเหมือนจะยังรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยคุ้นชินกับนิสัยเย่อหยิ่งของเขาแล้ว จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าจะรีบกลับมา”
นางเลียนแบบสตรีที่นี่ รวบผมลวกๆ แล้วโพกผ้าคลุมศีรษะ สวมเสื้อผ้าสีเทาโทรมๆ ให้ดูเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป
หวาชิงเสวี่ยส่องเงาตัวเองที่สะท้อนในกะละมังน้ำ พอมั่นใจว่ารูปร่างหน้าตาของนางจะไม่ดึงดูดความสนใจของใคร ก็เดินออกจากเรือน
เมื่อมาถึงถนนสายหลัก หวาชิงเสวี่ยก็เดินตรงไปยังหอเฟิงเล่อ
เพราะงานซักผ้าก่อนหน้านี้ นางจึงได้รู้จักกับท่านป้าเหยียนที่เป็นคนครัวของหอเฟิงเล่อ ท่านป้าเหยียนได้ยินว่าหวาชิงเสวี่ยทำบัญชีได้ จึงบอกนางด้วยความกระตือรือร้นว่าช่วงนี้ที่ร้านกำลังมองหาผู้ช่วยที่สามารถทำบัญชีเป็น
ที่หวาชิงเสวี่ยมาวันนี้ ก็เพื่อมาพบเจ้าของร้านโดยเฉพาะ
ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาทานอาหาร ภายในร้านอาหารจึงไม่มีคน และเจ้าของร้านก็กำลังนั่งคิดเลขอยู่ที่โต๊ะ
หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปถามเสียงเบาว่า “ขอโทษเจ้าค่ะ ได้ยินว่าที่นี่กำลังรับสมัครผู้ช่วย…”
“ไม่รับแล้ว” เจ้าของร้านตอบปฏิเสธโดยไม่เงยหน้าขึ้น
หวาชิงเสวี่ยอึ้งไปชั่วขณะ “ไม่รับแล้วหรือเจ้าคะ? …เถ้าแก่ ข้าเขียนหนังสือและคิดเลขเป็น ถ้าไม่เชื่อท่านสามารถทดสอบข้าได้”
เจ้าของร้านถอนหายใจแล้วส่ายหน้า “แม่นางน้อย ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อเจ้านะ ข้าหวังดีกับเจ้าต่างหาก งานผู้ช่วยนี้ เจ้าทำไม่ไหวหรอก”
หวาชิงเสวี่ยยิ่งงุนงง
หวังดีกับนาง? ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปเลย…
เจ้าของร้านไม่สนใจนางอีก เหลือบมองออกไปด้านนอก ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ…บ้านเมืองทุกวันนี้…”
หวาชิงเสวี่ยมองออกไปข้างนอก เห็นทหารเหลียวสองนายกำลังลากเด็กหญิงคนหนึ่งไป โดยมีชายชราผมขาวคนหนึ่งวิ่งตามไปอ้อนวอน
เด็กหญิงคนนั้นอายุเพียงแค่สิบสองหรือสิบสามปี บนใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก ในดวงตาของนางฉายแววหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่จะกรีดร้องยังไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ บนใบหน้าของนางมีรอยฝ่ามือปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับเป็นตุ๊กตาไร้วิญญาณที่ถูกทหารเหลียวลากไปข้างหน้า
ชายชราผมขาวยื้อยุดอยู่กับทหารเหลียว ก่อนจะถูกทหารที่เป็นหนึ่งในนั้นผลักล้มลง ในขณะนั้นมีชายหนุ่มร่างกำยำเดินออกมาจากข้างถนน เขาช่วยพยุงชายชราจากพื้น แต่กลับถูกทหารเหลียวแทงจากข้างหลังทะลุถึงท้อง!
เลือดสาดกระเซ็นใส่ใบหน้าของชายชรา เมื่อทหารเหลียวดึงดาบออก บางอย่างสีขาวๆ แดงๆ ก็หลุดออกมาจากร่างของชายหนุ่มคนนั้นด้วย
ชายชราตกใจกลัวจนตัวสั่น ทหารเหลียวทั้งสองนายยืนหัวเราะคิกคักและตะโกนด่าทออยู่บนถนนพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครบนถนนกล้าพูดอะไร ก็ลากเด็กหญิงคนนั้นจากไปด้วยท่าทางอวดเบ่ง
ถนนทั้งสายเงียบเชียบราวกับสุสาน
หวาชิงเสวี่ยกลั้นหายใจมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ…
นางเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นเทาเกินไป
นางรู้ว่าตัวเองเห็นอะไร! และรู้ด้วยว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้! ทั้งศีรษะของนางชาไปหมด ราวกับโดนอะไรบางอย่างทุบอย่างแรง!
ความรู้ความเข้าใจของนาง เมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้ ล้วนกลายเป็นเพียงเรื่องน่าขันไปเสียแล้ว!
ไม่ว่ากฎหมาย หรือสิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเรื่องน่าขัน!
แต่เพราะเหตุใด ทำไมสวรรค์ถึงส่งนางมาที่นี่?
ที่นี่ไม่ใช่โลกของนาง!
มือข้างหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ถือไว้เข้ามาหา หวาชิงเสวี่ยมองไปที่มันด้วยอาการเหม่อลอย
เจ้าของร้านยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือของนาง “อย่าร้องไห้เลย กลับไปเถอะ ต่อไปนี้พยายามอย่าออกมาข้างนอก ข้าจะให้หรงเซิงไปรับเสื้อผ้าเอง”
นางร้องไห้อย่างนั้นหรือ?
หวาชิงเสวี่ยเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง และเป็นอย่างที่คิด ใบหน้าของนางเปียกไปหมด นางอยากจะยิ้มขอบคุณเจ้าของร้าน แต่กลับยิ้มไม่ออกสักนิด นางคิดว่าสีหน้าของตนเองในตอนนี้คงจะดูไม่ได้แล้วเป็นแน่…
—————————————————————————————————
[1]เจิ้น (朕)คำเรียกแทนตัวเองของฮ่องเต้
[2]ปัจจัยสี่(衣食住行)หมายถึง สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ประกอบด้วย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^