โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการมธ. แนะ เจรจาภาษี ทรัมป์ไม่ต้องลด 0% แต่เพิ่มยอดสั่งซื้อสหรัฐฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 02.57 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองไทย เจรจาภาษี กับสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% เหมือนเวียดนาม แต่เพิ่มปริมาณสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ แทน เพื่อรักษาระดับการแข่งขันของประเทศ มอง 25-28% ยังสู้ไหว เสนอรัฐเตรียมมาตรการเยียวยา หาตลาดใหม่ และปฏิรูปเศรษฐกิจรองรับผลกระทบภาษีสหรัฐฯ

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การที่สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทยที่ 36% ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในอาเซียน อาจเป็นเพราะสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมจากไทยที่ส่งไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 โดยเชื่อว่าหากสหรัฐฯ ได้เห็นข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการเสนอเก็บภาษี 0% ในสินค้ากว่าพันรายการจากสหรัฐฯ และกรอบเวลาลดการเกินดุลการค้าที่ชัดเจน อาจพิจารณาปรับลดภาษีลง

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าและการลงทุน รวมถึงสภาวะความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ประเมินว่าอัตราภาษีที่ไทยยังคงสามารถแข่งขันกับเวียดนามและมาเลเซียได้จะอยู่ที่ 25-28% ซึ่งถือเป็นจุดที่เหมาะสมและยอมรับได้

รศ. ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ายังมีเวลาเจรจาก่อนที่การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หากสหรัฐฯ ยังคงอัตราภาษีไว้สูงกว่า 25-28% ไทยอาจต้องยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม แต่ไม่ควรใช้วิธีปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าของไทยเหลือ 0% ทุกรายการสินค้าแบบที่เวียดนามทำ เนื่องจากไทยอาจได้รับผลกระทบมากกว่าเวียดนาม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและผู้ประกอบการไทยที่อาจปรับตัวไม่ทัน เพราะไทยยังคงมีนโยบายภาษีและมิใช่ภาษีที่ค่อนข้างเข้มข้น จึงเสนอให้ไทยเพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ ก๊าซธรรมชาติ หรือเครื่องบิน แทน

นอกจากนี้ ไม่ว่าผลการเจรจาจะเป็นเช่นไร รัฐบาลไทยควรเตรียมมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการลดภาษีให้สหรัฐฯ เช่น ผู้ประกอบการและเกษตรกร พร้อมเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และป้องกันความไม่แน่นอนทางนโยบายในอนาคต

"ตลาดอาเซียน แม้จะมีสินค้าคล้ายกันหลายอย่าง แต่ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้ ควรเพิ่มอัตราการส่งออกไปญี่ปุ่น และที่สำคัญที่สุดคือเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออก" รศ. ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว พร้อมเสริมว่า ควรใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง ทั้งโครงสร้างการผลิต การส่งออก โครงสร้างภาษี และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการไทย

ด้านรศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยเดียวกัน กล่าวเสริมว่า นอกจากผลการเจรจาและมาตรการเยียวยาแล้ว ไทยควรใช้จังหวะนี้ทบทวนและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเพื่อยกระดับประสิทธิภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติการลงทุนจากต่างชาติ เช่น ปัญหาการตกเป็นเหยื่อ "นอมินี" ของชาวต่างชาติ ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

รศ. ดร.อาชนัน มองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องนอมินี แต่ต้องพิจารณาว่าการประกอบธุรกิจโดยนักลงทุนต่างชาติสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมากน้อยเพียงใด เกิดการจ้างงานหรือการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างผู้ประกอบการจีนบางส่วนในไทยที่ต้องพิจารณาว่าสร้างประโยชน์ให้คนไทยเพียงใดและกำลังใช้ต้นทุนหรือความได้เปรียบของตนเองจนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทยหรือไม่

รศ. ดร.อาชนัน ยังกล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาปัญหาเฉพาะเรื่องนอมินี ก็ต้องดูว่าปัญหาเกิดจากความซับซ้อนหรือไม่ทันสมัยของกฎหมายหรือไม่ เช่น การที่ต่างชาติอยากเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้องเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือไม่ หรือมีปัจจัยที่เอื้อให้นักลงทุนอยากทำตามกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ ท่ามกลางปัญหาสังคมสูงวัยที่ไทยขาดแคลนแรงงาน ควรมีการทบทวนและปรับปรุง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น การปลดล็อคบางธุรกิจให้ต่างชาติทำได้มากขึ้น แต่ต้องมีการควบคุมตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ธุรกิจเหล่านั้นมีการลงทุนหรือจ้างงานคนไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และแก้ปัญหานอมินีได้ในระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...