จ่อปรับ ‘ร้านกัญชา’ ให้เป็น ‘คลินิก’ มีหมอประจำ เล็งใช้เทเลเมดช่วยจ่ายยา
สธ.จ่อปรับ ‘ร้านกัญชา’ ให้เป็น ‘คลินิก’ มีหมอประจำ เผยสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อ 10 ร้าน เล็งใช้เทเลเมดช่วยจ่าย ภ.ท.33
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2568 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงกรณีมีกลุ่มเครือข่ายยื่นหนังสือค้านกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด
นายธนกฤต กล่าวว่า จากการที่มีเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย เข้ามายื่นข้อเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข 3 ประเด็น คือ 1.การนำกัญชาเข้าสู่บัญชีรายชื่อยาเสพติดให้โทษ ซึ่งยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีมาตรการนี้เกิดขึ้น 2.การให้คงสถานะกัญชาเป็นพืชสมุนไพร โดยให้มีพระราชบัญญัติควบคุม ไม่ให้ใช้ประกาศสมุนไพรควบคุม ตนขอชี้แจงว่าขณะนี้มีการประกาศให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ และอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติต่อไป
และ 3.การให้ตั้งคณะกรรมการร่วมในการออกประกาศกระทรวงใดๆ ที่จะใช้แก้ปัญหาได้จริง เรื่องนี้ตนยืนยันว่าได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริง หลังจากที่กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว พบว่ามีประชาชนใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 10 เท่า หรือราว 1.5 ล้านคน ทำให้สังคมไม่สบายใจ จึงต้องมีมาตรการควบคุมให้เหมาะสม
จึงออกประกาศสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 เพื่อการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยการสั่งจ่ายยาจากแพทย์ 7 วิชาชีพตามประกาศ รวมถึงควบคุมแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานการปลูก เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค นอกจากนั้น กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้ออกประกาศแบบสั่งจ่ายยา ภ.ท.33 เพื่อให้ร้านขายกัญชาขายตามใบสั่งแพทย์ เพื่อให้มีการตรวจสอบที่มากัญชาและการจำหน่ายออกไป
“ต้องเรียนว่าขณะนี้ไม่มีนโยบายทำให้ร้านขายกัญชา 1.8 หมื่นร้านที่ขึ้นทะเบียนได้รับผลกระทบหรือเกิดความไม่สบายใจ โดยทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้ประสานไปยังส่วนกลางให้ทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ลงไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้
โดยท่านอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ จะทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เข้าใจถึงแนวปฏิบัติต่อผู้ครอบครองกัญชาว่าแบบใดที่ถูก และที่ผิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน” นายธนกฤต กล่าว
ขณะที่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่านโยบายกัญชาทางแพทย์ ตามที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 กรมฯ ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้ร้านขายกัญชาได้ปรับตัว คือ 1.เตรียมแหล่งผลิตกัญชาที่ได้มาตรฐานให้เพียงพอ และเตรียมแพทย์ที่จะออกใบจ่ายยา ภ.ท.33 ให้เพียงพอ
เนื่องจากกัญชาต้องได้มาตรฐาน มีสารโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง จุลินทรีย์ เชื้อราน้อยที่สุดเพื่อปกป้องผู้บริโภค ปัจจุบันมีแปลงปลูกกัญชาที่ผ่านมาตรฐาน GACP ทั่วประเทศ 69 แปลง สามารถผลิตช่อดอกแห้งได้ 71,850 กิโลกรัมต่อปี ในจำนวนนี้ส่งออกต่างประเทศ 24,000 กิโลกรัมต่อปี เป็นช่อดอกในประเทศ 40,000 กว่ากิโลกรัม
และมีแปลงที่อยู่ระหว่างการประเมินมาตรฐาน 51 แห่ง คาดว่าใน 1 เดือนนี้จะสามารถให้ใบอนุญาตได้ ก็จะมีแปลงปลูกที่ผ่านมาตรฐาน GACP รวม 120 แห่ง ได้ปริมาณกัญชาแห้งเป็น 125,000 กิโลกรัมต่อปี ส่วนแปลงปลูกที่ไม่ได้รับมาตรฐาน GACP ราว 3-4 พันแห่ง กรมฯ ก็จะมีมาตรการต่อไปคือ มาตรฐานการตรวจคุณภาพช่อดอกกัญชาด้วยมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเซ็นทรัลแล็บ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมเรื่องแพทย์ที่จ่ายใบ ภ.ท.33 นั้น กรมฯ จะมีการเปิดอบรมผ่านระบบออนไลน์และออนไซต์ ในวันที่ 16 ก.ค.เป็นเวลา 1 วัน ทั้งนี้ มีแพทย์แผนไทยลงทะเบียนแล้ว 1,000 กว่าคน ส่วนแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ระหว่างรวมรายชื่อ ซึ่งจะเปิดอบรมเรื่อยๆ
แพทย์ที่สนใจก็สามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการแพทย์ที่มาอบรมประมาณ 2,000 คน เมื่อเทียบสัดส่วนแพทย์กับร้านขายกัญชาที่ได้รับอนุญาต 18,000 – 20,000 ร้าน ก็จะเป็นสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อ 10 ร้านขาย ทั้งนี้ กรมฯ กำลังให้แต่ละจังหวัดรวมรายชื่อแพทย์แผนไทยที่จะเข้าอบรมเพิ่มเติม
นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า โดยกรมฯ จะเปิดอบรมผู้จำหน่ายกัญชาที่ร้านกัญชา ในวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งจะอบรม 3 วันผ่านระบบออนไลน์และออนไซต์ คาดว่าจะมีผู้ขายกัญชาจาก 1.8 หมื่นร้านที่ได้รับใบอนุญาต เข้าร่วมอบรมประมาณ 100,000 คน โดยผู้ขายกัญชา ต้องมีการอบรม Budtender หรือผู้แนะนำการใช้กัญชา
โดยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาหลังมีการออกประกาศสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 มีการออกตรวจร้านกัญชา 1,565 ร้าน ในจำนวนนี้ถูกพักใช้ใบอนุญาต 82 ร้าน เพิกถอน 5 ร้าน ปิดกิจการ 322 ร้าน และถูกดำเนินคดี 7 ร้าน
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการอนุญาตจำหน่ายสมุนไพรควบคุมช่อดอกกัญชา ผ่านเว็บไซต์กลางทางกฎหมาย หรือ LAW โดยจะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะเป็นการกำหนดระเบียบต่างๆ ในการขายกัญชา
ที่สำคัญคือ หลังจากประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยร้านที่ขายกัญชาทุกแห่งจะต้องมีแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตสั่งจ่ายกัญชาประจำอยู่ในร้าน และผู้ประกอบการก็ต้องผ่านการอบรมเช่นกัน ดังนั้น จะไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่จะจ่าย ภ.ท.33 ได้ เพราะต้องเป็นแพทย์ที่อบรมแล้วเท่านั้น
ซึ่งจะดำเนินการในลักษณะของคลินิก ที่มีแพทย์อยู่ประจำ ไม่ใช่สถานประกอบการทั่วไป ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ถึง 12 กรกฎาคม ขอให้ทุกคนเข้าไปให้ความเห็นในเรื่องนี้
เมื่อถามถึงความชัดเจนว่าปัจจุบันร้านขายกัญชาต้องทำอย่างไร นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ยังไม่มีกฎกระทรวงฉบับที่กำลังเปิดรับฟังความเห็นอยู่จนถึงวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ร้านขายกัญชาก็ยังขายได้ตามใบจ่ายยา ภ.ท.33 ซึ่งแพทย์ที่จะสั่งจ่ายก็จะเป็นแพทย์ทุกคนที่มีใบประกอบวิชาชีพ 7 สาขาที่มีตามประกาศสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568
โดยร้านต้องทำรายงานการขายมาทุกวันสิ้นเดือนของทุกเดือนอยู่แล้ว ดังนั้น สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ร้านขายกัญชาต้องแนบ ภ.ท.33 มาในรายงานด้วย แต่กรณีที่มีกฎกระทรวงฯ ประกาศใช้ออกมาแล้ว การสั่งจ่ายยากัญชา ภ.ท.33 จะต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการอบรมใช้จ่ายยากัญชาแล้วเท่านั้น และร้านที่จะขายก็ต้องมีแพทย์ประจำที่ร้าน
ถามต่อว่าลักษณะการทำเช่นนี้จะสามารถใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้หรือไม่ แล้วแพทย์ 1 คนจะขึ้นทะเบียนประจำร้านได้กี่ร้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ดูในรายละเอียดที่จะประกาศตามกฎกระทรวง แต่อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกับระเบียบในตอนนี้ตามประกาศสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 ที่การขายกัญชาต้องมีใบสั่งจ่ายยา ภ.ท.33 ก่อน ส่วนการใช้เทเลเมดดิซีนเป็นแนวคิดที่อยู่ในร่างกฎกระทรวง แต่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบระบบรองรับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จ่อปรับ ‘ร้านกัญชา’ ให้เป็น ‘คลินิก’ มีหมอประจำ เล็งใช้เทเลเมดช่วยจ่ายยา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th