โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เสียงแหบ-เสียงหาย’ แบบไหนต้องพบแพทย์

เดลินิวส์

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 19.38 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 23.30 น. • เดลินิวส์
อาการเสียงแหบหรือเสียงหาย เกิดการบาดเจ็บทางสายเสียง มาจากการใช้เสียงที่มากเกินไป หรือเป็นไข้หวัด ทั้งนี้หากมีอาการเสียงแหบโดยไม่ดีขึ้นเองภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์

อาการเสียงแหบ-เสียงหาย เกิดขึ้นได้เสมอกับคนที่ใช้เสียงตลอดเวลา หรือยามเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัด อาการดังกล่าวส่งไม่เพียงกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่อาจทำให้อาการแย่ลงได้ หากรักษาอย่างไม่ถูกวิธี

“คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” มีเกร็ดความรู้มาฝากเกี่ยวกับสาเหตุและการดูแลรักษา โดยอาการเสียงแหบหรือเสียงหาย เกิดการบาดเจ็บทางสายเสียง มาจากการใช้เสียงที่มากเกินไป เช่น การร้องเพลง การตะโกน หรือเป็นไข้หวัด โดยอาจมีเสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิมในแง่ ความคมชัดของเสียง ความดัง หรือต้องใช้ความพยายามมากในการออกเสียง ทั้งนี้ ตามคำแนะนำทั่วไป หากมีอาการเสียงแหบโดยไม่ดีขึ้นเองภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์

สาเหตุของอาการเสียงแหบ-เสียงหาย

1.ใช้เสียงมากเกินไป หรือใช้เสียงผิดวิธี

การใช้เสียงดังมากหรือนานเกินไป ทำให้สายเสียงบวมหรืออักเสบ อาการเสียงแหบหรือเสียงหายมักเกิดหลังการใช้เสียงทันทีหรือในวันรุ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติใช้เวลาในการพักประมาณ 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้เสียงได้ปกติ

แต่หากจำเป็นต้องใช้หรือฝืนใช้เสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ยังมีสายเสียงบวม อาจทำให้อาการแย่ลงได้จากการอักเสบที่มากขึ้น ซึ่งบางครั้งต้องใช้การรักษาด้วยยาร่วมกับการพักการใช้เสียงจึงจะกลับมาหายเป็นปกติได้

2.อาการติดเชื้อหรือเป็นหวัด

อาการเสียงแหบเกิดขึ้นได้เสมอในผู้ป่วยที่เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน อาทิ ไข้หวัดจากไวรัส ซึ่งทำให้เกิดเยื่อบุเนื้อในลำคอไปจนถึงสายเสียงอักเสบ บวมทำให้เกิดอาการเสียงแหบ เสียงหายในที่สุด ซึ่งโดยปกติ อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แค่รักษาตามอาการ ดื่มน้ำให้มากและพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากอาการแย่ลง เช่น มีอาการไออย่างรุนแรง ไข้สูง เจ็บคอมากขึ้น อาจต้องพบแพทย์เพื่อเข้ารับตรวจรักษาให้ถูกต้องต่อไป

3.สาเหตุอื่นๆ

-กรดไหลย้อนขึ้นกล่องเสียง

-โพรงจมูกภูมิแพ้อากาศที่มีการสั่งน้ำมูกหรือไอรุนแรง

-การสูบบุหรี่

-การใช้ยาบางประเภท อาทิ ยาขับปัสสาวะ วิตามิน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นทางปอดหรือจมูก

-ถ้ามีประวัติการผ่าตัดมาก่อน ก็อาจเกิดได้จากกการใส่ท่อช่วยหายใจตอนวางยาสลบ หรือการผ่าตัดที่ไปกระทบเส้นประสาทที่เลี้ยงสายเสียง

-ถ้ามีอาการระยะยาวนาน อาจเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น ความผิดปกติของสมอง โรคมะเร็งบริเวณกล่องเสียงและลำคอ

-จากการการเปลี่ยนแปลงของวัย ไม่ว่าการแตกเนื้อหนุ่ม จนถึงการย่างเข้าวัยชรา

เสียงแหบ แบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์

ปกติทั่วไปอาการเสียงแหบหรือเสียงหายสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หากไม่มีอาการบาดเจ็บของเส้นเสียงเพิ่มเติม แต่ในคนไข้บางรายอาจมีอาการยาวนานกว่าปกติ หรือมีอาการบาดเจ็บของเสียงที่รุนแรงขึ้น เช่น เจ็บคอ ไออย่างรุนแรง การใช้เสียงในขณะที่มีอาการ หรือผลข้างเคียงจากสาเหตุการเกิดต่างๆ

ดังนั้นควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการแบบไหนบ้างที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ไม่ให้อาการแย่ลง หากคุณมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

@ เสียงแหบติดต่อกันโดยไม่ดีขึ้นในเวลา 2 สัปดาห์

@ เสียงแหบหรือเสียงหายหนักมากขึ้นจนไม่สามารถพูดคุยหรือสื่อสารได้

@ เสียงแหบโดยไม่ได้เป็นหวัดมาก่อน

@ มีประวัติสูบบุหรี่เป็นประจำและมีเสียงแหบโดยไม่ดีขึ้นใน7-10วัน

@ มีก้อนขึ้นที่คอร่วมด้วย

@ มีอาการกลืนลำบาก สำลักน้ำ อาหาร หรือหายใจลำบากร่วมด้วย

@ มีเสมหะปนเลือด

วิธีรักษาอาการเสียงแหบ-เสียงหาย

1.ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอากาศแห้ง

2.ไม่ควรดื่มน้ำมะนาวหรือน้ำส้มคั้นหรือบีบมะนาวเข้าลำคอโดยตรง และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

3.พักผ่อนให้เพียงพอ

4.พักการใช้เสียง ไม่ไอหรือกระแอมโดยแรง

5.งดการสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่ของผู้อื่น

6.งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

6.หากมียาที่แพทย์แจ้งว่าควรหลีกเลี่ยงช่วงเสียงแหบ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ

การรักษาอาการไม่สามารถแก้เสียงแหบให้หายโดยเร่งด่วนได้ ควรใช้ระยะเวลาในการรักษาอาการเสียงแหบอย่างเหมาะสมให้ร่างกายได้ฟื้นฟูด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงหรืออาการที่หนักมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...