โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตำนานการบวชพระของชาวพุทธ

The Better

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 08.17 น. • THE BETTER
โดย…สมาน สุดโต 

ใกล้วันเข้าพรรษา ปี 2568 เข้ามาแล้ว จึงขอเล่าตำนานการบวชของชาวพุทธที่มักจัดก่อนเข้าพรรษาเสมอ เพราะแต่ก่อนชายที่มีอายุครบบวชจะบวชเพื่อเอาพรรษา

การบวชพระในพุทธศาสนามีมาแต่ครั้งพุทธกาล แบ่งได้ 3 วิธี

1) พระพุุทธเจ้าบวชให้เองเรียกว่า เอหิ ภิกขุุอุปสัมปทา

2) พระสาวก(รูปเดียว)บวชให้ เรียกว่า ติสรณคณูปสัมปทา

3) คณะพระสงฆ์ (ตั้งแต่ 5 รูป-20 รูป)บวชให้ เรียกว่า ญัตติจุตตถกรรมอุปสัมปทา

สำหรับ 2 พิธีแรกบวชโดยบุคคล และยกเลิกตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คงเหลือแต่ พิธีที่ 3 ที่บวชโดยคณะสงฆ์ และปฏิบัติเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ความเป็นมาของการบวชนั้นเริ่มมีตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ให้รู้ตาม แม้ว่าตอนแรกตรัสรู้พระองค์จะไม่แสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเพราะตระหนักว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นลึกซึ้งยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ต่อมาจึงได้นิมิตว่าคนเรานั้นมีสติปัญญาไม่เท่ากันเปรียบเหมือนดอกบัว 4 เหล่า ในสุดจึงทรงเลือกแสดงธรรมโปรดสัตว์โลก โดยเลือกผู้ที่จะรู้ได้เร็ว ผู้คนกลุ่มที่จะรู้ได้เร็วจะเป็นใครไม่ได้นอกจากปัญจวัคคีย์ที่ทรงรู้จักดี จึงเสด็จไปโปรดถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี (ห่างจากพุทธคยาที่ตรัสรู้ ประมาณ 200 กิโลเมตร)

"กลุ่มแรกที่บวชพระ"

เมื่อปัญจวัคคีย์ ได้ฟังธรรม ดวงตาเห็นธรรม จึงขอบวช พระองค์ก็ทรงบวชให้ง่ายๆ เพียงเปล่งวาจาว่า เอหิ ภิกขุ ท่านผู้นั้นก็เป็นภิกษุแล้ว

การบวชแบบนี้ เรียกว่า เอหิ ภิกขุ อุปสัมปทา ผู้ประทานพิธีบวชแบบนี้ทำได้เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น และผู้ได้บวชแบบนี้เรียกว่า เอหิภิกขุ นับเป็นภิกษุรุ่นแรก (ประมาณ 60 รูป) มีอัญญาโกณฑัญญะเป็นปฐม

ต่อมาเมื่อภิกษุชุดแรกออกเผยแพร่พระศาสนาตามสถานที่ต่างๆ โดยเดินทางไม่ซ้ำกัน มีผู้เลื่อมใสต้องการบวชมากขึ้น พระภิกษุหรือสาวก ที่ชักชวนให้เขาศรัทธาต้องพามาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอประทานการบวชให้

การเดินทางในครั้งนั้น ลำบากและเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นเช่นนั้น ได้อนุเคราะห์ให้บวชง่ายขึ้น จึงอนุญาตให้สาวกทำการบวชกุลบุตรผู้มีศรัทธาได้ โดยให้ผู้ตัองการบวชปลงผม โกนหนวด ห่มผ้ากาสายะ (ผ้ายัอมฝาด)ประกาศเข้าถึงไตรสรณาคม คือกล่าวว่าพุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ และสังฆัง สรณัง คัจฉามิ (ให้ว่า ซ้ำ 3 ครั้ง) ท่านผู้นั้นก็เป็นพระภิกษุ

วิธีนี้เรียกว่า บวชแบบ ติสรณคมณูปสัมปทา นับเป็นแบบที่ 2

เมื่อมีคณะภิกษุสงฆ์ มากขึ้น จึงทรงยกเลิกพิธีทั้ง 2 แบบตอนแรก และมอบการบวชให้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ พิธีใหม่ หรือแบบใหม่เรียกว่าญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ให้พระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่ประธาน ให้พระคู่สวดตรวจสอบคุณสมบัติว่าครบถ้วนไหมแล้วประกาศให้สงฆ์ทราบ หากไม่มีผู้ใดคัดค้านการขอบวชของนาค (ผู้ขอบวช)นั้น พระสงฆ์จึงรับรองให้เข้าหมู่เป็นภิกษุมีศีล 227 ข้อ
ที่ต้องรักษา (นอกจากวัฒนธรรม และระเบียบของแต่ละวัด)

พิธีนี้ใช้ ถึงปัจจุบัน

สรุปว่า การบวชพระ มี 3 พิธี คือ 1เอหิภิกขุอุปสัมปทา 2 ติสรณคมณูอปสัมปทา และ 3 ญัตติจตุตถกรรม อุปสัมปทา

ในปัจจุบันใช่ว่าเลื่อมใสศรัทธาแล้วจะบวชได้เลย ต้องผ่านการตรวจสอบและพิธีการทางราชการ ทำให้การบวชยาก

เอาคร่าวๆ จะบวชได้ต้องเป็นผู้ชาย (ไม่ใช่กะเทย หรือคนลักเพศ) มีอายุ 20 ปี บิดามารดา อนุญาต ไม่เป็นโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ

และต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม

ไม่ติดยาเสพติด โดยมีบุคคลที่เชื่อถือได้ลงนามรับรอง

เพราะเงื่อนไขในการคัดกรองมากมายเช่นนี้ ทำให้การบวชเพื่อจำพรรษาของกุลบุตรลดลงอย่างเห็นชัดเจน

ปกติเคยได้รับการ์ดกราบลาอุปสมบท และได้ยินเสียงทำขวัญนาค และแห่นาคผ่านบ้านบ่อยๆก่อนเข้าพรรษา

แต่ปัจจุบัน นานๆ จะได้ยินสักครั้งหนึ่ง ไม่ว่าในกรุง หรือชนบท

ต่างจากอดีตที่บรรยากาศครึกครื้น

เหมือนมีมหรสพ เพราะมีทั้งดนตรีและเลี้ยงโต๊ะผู้ร่วมงาน

อย่างไรก็ตาม ประเพณีการบวชพระยังคงมีอยู่ แม้จะมีหลักเกณฑ์ทำให้บวชยากก็ตาม เพราะการบวชเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ผู้บวชจัดว่าเป็นศาสนทายาท และเป็นวัฒนธรรม ประเพณีของชาวพุทธที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่นิรันดร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...