โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ACOM เตรียมไอพีโอ 1,942.42 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายธุรกิจในเวียดนาม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. 2565 เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2565 เวลา 09.33 น.

นายวีระพงษ์ ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป (ACOM) เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทมีแผนระดมทุนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ซึ่งการขายไอพีโอในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศได้มากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม 

ACOM มีแผนเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 1,942.42 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 40% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ ไม่เกิน 971.21 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด) ไม่เกิน 971.21 ล้านหุ้น

วัตถุประสงค์ของการระดมทุนเพื่อใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการที่อาจมีขึ้นในอนาคต ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2565 – 2566  ใช้เป็นเงินทุนเพื่อการขยายธุรกิจปกติ (Organic Expansion) ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2566 ใช้เป็นเงินลงทุนในแพลตฟอร์ม EcommerceIQ และเทคโนโลยีในด้านอื่น ๆ   ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2566  ใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2565 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนโดยทั่วไป ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 - 2566

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า บริษัทมองเห็นถึงศักยภาพของประเทศเวียดนาม โดยจะเข้าไปขยายตลาดผ่านการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัท เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจและฐานลูกค้าของบริษัท ซึ่งประเทศเวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการแบรนด์ระดับโลกเข้าไปขยายธุรกิจในเวียดนามเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งยังมองไปถึงโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในมาเลเซียมากขึ้น หลังจากบริษัทได้ร่วมมือกับ DKSH ในการเข้าไปขยายการให้บริการในมาเลเซีย โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าทั้งหมด 163 แบรนด์ ซึ่งมีผู้ประกอบการแบรนด์รายใหญ่ระดับโลกที่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับบริษัทอยู่กว่า 10 แบรนด์

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า บริษัทถือเป็นผู้นำให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce enabler) อย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 16.5% เมื่อพิจารณาจากยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) ปี 2563 อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor ปัจจุบันได้ให้บริการแก่ลูกค้าใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ พร้อมทั้งจะมุ่งขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ACOM ดำเนินธุรกิจมากว่า 9 ปี ได้รับความเชื่อถือจากแบรนด์ระดับโลกและระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น 3M และ Unilever โดยบางแบรนด์ยังคงใช้บริการของบริษัทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจในปีแรก บริษัทมีจุดแข็งในด้านการมีประสบการณ์ที่ยาวนานในการบริหารจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้กับแบรนด์ระดับโลก และประเทศ ทำให้บริษัทสามารถให้กลยุทธ์การขาย โปรโมชั่น ช่องทางการโฆษณา และราคาขายที่เหมาะสมกับช่องทางออนไลน์ที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษาภาพลักษณ์และส่งเสริมธุรกิจออฟไลน์ของแบรนด์ได้ด้วย ซึ่งเมื่อประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท (EcommerceIQ) ที่สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่อย่างครบวงจรให้กับแบรนด์ และการมีความสัมพันธ์และระบบเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์กว่า 30 รายใน 5 ประเทศ

ในปี 2565 Euromonitor คาดว่ามูลค่าสินค้าที่บริหารจัดการโดย ecommerce enabler จะมีมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดอย่างน้อยให้เท่ากับอัตราปัจจุบัน 16.5% ซึ่งมูลค่าสินค้าที่บริหารจัดการโดย ecommerce enabler ในปี 2565 จะคิดเป็นประมาณเพียง 8.3% จากมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซใน 6 ประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตไปถึง 4 ล้านล้านบาท

“บริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับแบรนด์ระดับโลกและระดับท้องถิ่น พาแบรนด์ก้าวข้ามผ่านความท้าทายด้านกฎหมายอีคอมเมิร์ซในแต่ละประเทศ และความซับซ้อนโลจิสติกส์ในแต่ละท้องถิ่น และมีการเติบโตที่ก้าวกระโดด” นายวีระพงษ์ กล่าว

นางสาวเพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย ACOM กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 59 เป็น 8.52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2563 หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 49.5% จากข้อมูลของ Euromonitor

นอกจากนี้ Euromonitor คาดการณ์ว่า ในปี 2563-2568 ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20.6% ต่อปี โดยจะมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564 เป็น 2.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาระบบจัดส่งสินค้าและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คาดว่าจะสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ต่อไป ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในอนาคตจะคลี่คลาย   

ทั้งนี้ บริษัทถือเป็นผู้ให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในประเทศไทยในปี 2563 อยู่ที่ 39.1% ของส่วนแบ่งทางการตลาดของยอดขายสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง (EMV) ในประเทศไทยที่ 192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของ Euromonitor  

"บริษัทวางแผนขยายฐานลูกค้าผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ใช้บริการรายใหม่และผู้ใช้บริการที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละประเทศ โดยจะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศใหม่ๆ และขยายฐานผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต สามารถสร้างอัตรากำไรและกระแสเงินสดสูง เช่น กลุ่มของเล่น สินค้าตกแต่งบ้านและสวน" นางสาวเพ็ญสิริ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...