โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตั้งเป้าจีดีพีโต2% ชูปรับโครงสร้าง แก้ปมภาษีทรัมป์

ไทยโพสต์

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 00.19 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

“สภาพัฒน์” เผย GDP ไตรมาส 2/68 ขยายตัว 2.8% ปรับเป้าทั้งปี 68 โต 2% ผลพวงการส่งออก-ลงทุนภาคเอกชน-การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวต่อเนื่อง ยันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเศรษฐกิจ "พิชัย" หนุนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกเครื่องภาคส่งออก-ท่องเที่ยว-เกษตร-อุตสาหกรรม หวังช่วยดันจีดีพีปี 68 โตทะลุ 2% พร้อมเข้มออกใบแสดงถิ่นกำเนิดสินค้า แก้ปมสินค้าสวมสิทธิภาษีสหรัฐฯ

เมื่อวันจันทร์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2/2568 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สศช.ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เป็น 1.8-2.3% (ค่ากลางอยู่ที่ 2.0%) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้เดิมเมื่อเดือน พ.ค. 68 ที่ 1.3-2.3% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.8%) โดยเหตุผลสำคัญที่ปรับประมาณการ GDP เพิ่มขึ้นนั้น มาจากสถานการณ์ด้านการส่งออก และการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผลิตเพื่อเร่งส่งออกสินค้าไปยังประเทศปลายทาง ก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค.ที่จะถึง

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 จะยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพียงแต่อาจจะเติบโตได้ต่ำกว่าช่วง 2 ไตรมาสแรกที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังไม่ได้รวมเรื่องปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองไว้ในประมาณการใหม่ เนื่องจากมองว่าขณะนี้กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจได้ตามปกติ

“การลงทุนของรัฐและเอกชนจะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ และต้องเร่งรัดปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้การส่งออกและการลงทุนสามารถขยายตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเร่งทำตลาดการท่องเที่ยวในตลาดระยะไกล ด้วยการต้องสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว พร้อมดูแลความปลอดภัย ชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวควบคู่กัน” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังประเด็นที่มีความกังวลคือ การลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ต้องขับเคลื่อนให้ขยายตัว ขณะเดียวกันต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้การส่งออกยังคงขยายตัวได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในช่วงรอการพิจารณารายละเอียดภาษีสหรัฐฯ

ทั้งนี้ แม้ว่าภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ จะชัดเจนแล้วว่าจะจัดเก็บจากสินค้าไทย 19% แต่ก็ความเสี่ยงในรายสินค้าเฉพาะเจาะจง (Specific Tariffs) ประเทศไทยจึงต้องเร่งเตรียมการไม่ให้เกิดปัญหาในช่วงถัดไป ขณะเดียวกันยังต้องเร่งดูแลเรื่องปัญหาการสวมสิทธิในสินค้าส่งออก (Transshipment) โดยต้องมีการกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการสวมสิทธิ เพราะถ้าช่วงถัดไปนี้ถูกตรวจสอบพบว่ามีการสวมสิทธิจะเกิดปัญหาตามมาอีกได้

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ในวงจำกัดภายในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของภาคการผลิตสำคัญ ส่วนกรณีการขาดแคลนแรงงานกัมพูชาในบางกิจการนั้น ก็สามารถดึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เข้ามาช่วยทดแทนได้ ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่การปรับลดจำนวนการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 37 ล้านคนเหลือ 33 ล้านคน จากไตรมาส 2 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 12% และนักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมาตามที่คาดไว้ แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายจะดีขึ้น โดยมีการตั้งปรับเป้านักท่องเที่ยวจีนจาก 6 ล้านคน เหลือ 4 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีภาษี Reciprocal Tariff ที่สินค้าไทยจะถูกเรียกเก็บจากสหรัฐฯ นั้น หากมองอีกมุมหนึ่งถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเร่งปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ และสร้าง Supply Chain ให้กว้างขวางขึ้น ตลอดจนการนำเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาใช้ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้าเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดสนับสนุนนโยบายสวัสดิการ ในลักษณะ Negative Income Tax ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ปี 70 นั้น สศช.กำลังเร่งปรับปรุงข้อมูลเส้นแบ่งความยากจนให้เป็นปัจจุบัน คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้มีการหารือมาระยะหนึ่งแล้ว

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่ สศช.ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เพิ่มเป็น 2% จากเดิมที่ 1.8% ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามากระทบ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การย้ายถิ่นฐานการผผลิต รวมถึงมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยในส่วนของมาตรการภาษีนั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ไปกว่าเดิม ไทยยังมีปัญหาเหมือนเดิมตั้งแต่ก่อนมีปัญหาดังกล่าวเข้ามา และเมื่อมีปัญหามาตรการภาษีสหรัฐฯ เข้ามาทุกประเทศก็ชะลอตัวลงกันหมด

"ดังนั้นไทยอาจจะถือโอกาสนี้ ในการเริ่มปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัญหาหลักเกิดกับภาคการส่งออก ซึ่งส่วนหนึ่งมีที่มาจากภาคการท่องเที่ยว การผลิตภาคเกษตร และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ยังเป็นแบบดั้งเดิม ก็ถึงเวลาที่จะต้องปรับให้เป็นรูปแบบใหม่ เชื่อว่าหากเศรษฐกิจไทยสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้ ก็มีโอกาสที่ปี 2568 ตัวเลขจีดีพีจะขยายตัวได้มากกว่า 2%"

สำหรับเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐฯ ในส่วนของสินค้าสวมสิทธิผ่านทาง (Transshipment) นั้น รมว.การคลัง ระบุว่า หากเป็นสินค้า Transshipment โดยสมบูรณ์ไทยมีความกังวลน้อยมาก เมื่อเทียบกับสินค้า transshipment ที่ผ่านเข้ามาแล้วแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แต่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพราะตรงนี้ไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ไม่มีมูลค่าเพิ่ม และไทยก็ไม่สนับสนุนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การเข้าไปเข้มงวดในการออกใบแสดงถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) หากไทยมีการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า และไม่ออกแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าให้แก่สินค้าที่เป็น Transshipment เมื่อสินค้าเหล่านี้ส่งออกไม่ได้ก็ขายไม่ได้

นายพิชัยกล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณปี 2569 ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้วนั้น ยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาติดขัดอะไร ในส่วนของกระทรวงการคลัง และรัฐบาลสามารถอธิบายทุกมาตราได้อย่างชัดเจนว่า เม็ดเงินแต่ละส่วนมีการใช้จ่ายเพื่ออะไรบ้าง และยอมรับว่าจากการอภิปรายมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ กระทรวงการคลังพร้อมที่จะรับมาพิจารณาเพื่อดูว่าอะไรที่สามารถปรับปรุงได้ในปีงบประมาณดังกล่าว หรืออะไรที่จะปรับปรุงได้ในปีงบประมาณต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...