โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมเจอร์ฯ ร่วมทุนเถ้าแก่น้อย ตั้งบริษัทขายป๊อปคอร์นซองบุกตลาด

PostToday

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 00.35 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 06.39 น.

อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงรายได้จากการขายตั๋วอย่างเดียว แต่ “ป๊อปคอร์น” และสินค้าหน้าโรงหนังก็เป็นอีกเส้นเลือดใหญ่ที่สร้างกำไรให้ผู้ประกอบการในตลาด

หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่วันนี้เดินเกมครั้งสำคัญ ขยับจากพันธมิตรสู่การ “ร่วมทุน” กับผู้นำสแน็กสาหร่าย บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

ล่าสุดทั้งสองได้ตั้งบริษัทร่วมทุน “ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อปคอร์น จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดย เถ้าแก่น้อย ถือหุ้น 51% และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ถือหุ้น 49% ภารกิจหลักคือ ผลิต จัดซื้อ และจำหน่ายป๊อปคอร์นแบบซองพร้อมรับประทาน ทำตลาดครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เจาะตั้งแต่ผู้บริโภคหน้าโรงหนังจนถึงช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่

เมเจอร์มอง ป๊อปคอร์น มีศักยภาพโต

ปี 2567 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทำรายได้รวม 7,767 ล้านบาท โดยธุรกิจโรงภาพยนตร์ครองสัดส่วนรายได้สูงสุดที่ 79% ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจโฆษณา โบว์ลิ่งและคาราโอเกะ การให้เช่าพื้นที่ และธุรกิจสื่อภาพยนตร์

แต่หนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพ คือ การขายอาหารและเครื่องดื่ม (Concession) หน้าโรงหนังมีสัดส่วนถึง 26% ซึ่งรายได้หลักมาจาก “ป๊อปคอร์น” และเครื่องดื่มอัดลมที่เสิร์ฟในภาชนะดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะออกแบบอิงกับหนังเรื่องโปรดที่เข้าโรงในแต่ละเดือน มีเมนูขายดีเป็นพระเอก เมเจอร์ฯ ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยการเสิร์ฟแซนวิช ฮอทดอก สแน็กอื่นๆ เช่น มันฝรั่งแผนกรอบ สาหร่ายอบกรอบ ลูกอม เพิ่มด้วย

จากศักยภาพของป๊อปคอร์น ที่ผ่านมา เมเจอร์ ต่อยอดสู่โมเดลใหม่อย่างการเปิด Kiosk ป๊อปคอร์นในพื้นที่ห้างค้าปลีกต่างๆ ซึ่งผลตอบรับดีสร้างยอดขายสัดส่วน 20% จากป๊อปคอร์นทั้งหมด และยังขายผ่านร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น และยังได้สร้างแบรนด์ “ป๊อปสตาร์” เจาะตลาดป๊อปคอร์นในร้านสะดวกซื้อ และยังผนึกพันธมิตรกับ “เถ้าแก่น้อย” ในฐานะผู้ถือหุ้น 10% เพื่อเสริมศักยภาพด้านการตลาดและช่องทางจำหน่าย

จากหุ้น 10% สู่การร่วมทุน

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เคยระบุว่า การเข้าถือหุ้นใน เถ้าแก่น้อย คือการ “ติดอาวุธ” ให้ธุรกิจป๊อปคอร์นสามารถขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น เพราะเถ้าแก่น้อยมีเครือข่ายตลาดสแน็กในจีน และฐานการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยต่อจิ๊กซอว์ให้สินค้าสแน็กไทยมีโอกาสปักหมุดในตลาดโลกได้มากขึ้น

ตลาดขนมขบเคี้ยวยังโต แต่แข่งดุ

ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลตลาดขนมขบเคี้ยว ตามข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเอาไว้ว่า ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดไม่น้อยกว่า 298 ราย ซึ่งปัจจัยการแข่งขันสูงมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของตลาดขนมขบเคี้ยวที่สูงราว 20-35% ส่วนหนึ่งมาจากราคาวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรที่มีราคาไม่สูง ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ดี จึงจูงใจให้มีผู้เล่นเข้าสู่ตลาดจำนวนมากและทำให้ตลาดขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันรุนแรง

ในปี 2568 ยอดขายขนมขบเคี้ยวของไทย คาดว่าจะโต 1.5% ชะลอลงจากปี 2567 ที่โต 4.7% เนื่องจากเผชิญปัจจัยบวกที่แผ่วลงจากปี 2567 ตามภาคการท่องเที่ยวไทยที่เติบโตช้า ส่งผลต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวและสังสรรค์ให้เพิ่มขึ้นไม่มาก อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตหลักอย่างราคาวัตถุดิบในรายการสำคัญมีแนวโน้มปรับลดลง

ส่วนการส่งออกขนมขบเคี้ยวไทยที่มีสัดส่วนปริมาณราว 18% โดยในปี 2564-2567 ปริมาณส่งออกขนมขบเคี้ยวไทยโตต่ำเฉลี่ย 1.2% ต่อปี และแม้ว่าในช่วง 2 เดือนแรกปี 2568 จะโตพุ่ง 28.9% แต่ไปข้างหน้าก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงโดยเฉพาะในตลาดจีน ที่มีทั้งแบรนด์ขนมเก่าและใหม่ในตลาดจำนวนมากอีกทั้งยังมีราคาถูก จะกดดันการส่งออกขนมขบเคี้ยวของไทย

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่า การตั้งบริษัทร่วมทุน ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อปคอร์น จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการวางหมากรุกตลาดป๊อปคอร์นทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมจุดแข็งของเมเจอร์ฯ ในฐานะแบรนด์โรงภาพยนตร์อันดับ 1 ของไทย เข้ากับศักยภาพเครือข่ายจำหน่ายและการตลาดระดับโลกของเถ้าแก่น้อย เพื่อสร้างการเติบโตในธุรกิจสแน็กอย่างยั่งยืน

[ส่องตลาดขนมขบเคี้ยวไทย แข่งเดือด มีผู้เล่นไม่ต่ำกว่า 298 ราย]

Source : กรุงเทพธุรกิจ, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย,

https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails?id=97996201&symbol=MAJOR&fbclid=IwQ0xDSwMGdGpleHRuA2FlbQIxMQABHmMhBnmHThzfODEIPZRsiA2inPGujC7Sphs2WC0kuFvXYNegMvo59VXZXs0x_aem_dciqP4T3_rGlDGGO5qxkig

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...