โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สุวิทย์" เปิดซีรีส์ Systemic Wisdom (Ep.1) ชี้ "ความฉลาดยังไม่พอ ต้องมีปัญญาเชิงระบบ"

The Better

อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 05.51 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2568 เวลา 05.42 น. • THE BETTER
อดีตรมว.อว. ชี้โลกยุคใหม่ซับซ้อนเกินสูตรสำเร็จ ต้องมองทั้งโครงสร้างและคุณค่า พร้อมใช้ “ปัญญาเชิงระบบ” ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีหลักการและทิศทาง เพื่อสร้างอนาคตยั่งยืน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Systemic Wisdom: ปัญญาเชิงระบบ (Ep.1)

ทำไม “ความฉลาดในการคิด” ยังไม่พอ หากขาด “ปัญญาในการมองระบบ”
ในโลกที่ทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกัน การคิดเพียงเฉพาะเรื่องหรือพึ่งสูตรสำเร็จไม่เพียงพอ — เราต้องมี “ปัญญาเชิงระบบ” (Systemic Wisdom) : ความสามารถที่จะเห็นทั้งโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล พร้อมตัดสินใจบนหลักการที่มั่นคง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม

ทำไมเราต้องการ Systemic Wisdom (WHY)
ทุกวันนี้ปัญหาสมัยใหม่ล้วนเชื่อมโยงกันทุกมิติ ความยากจนไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โครงสร้างอำนาจ และค่านิยมทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่แค่ฝุ่นหรือมลพิษ แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค นโยบายอุตสาหกรรม และวัฒนธรรมองค์กร
การแก้ไขปัญหาแบบจุดเดียวหรือมุมมองแคบมักสร้างผลลัพธ์ที่ซับซ้อน เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมันระยะสั้นช่วยประชาชนทันที แต่ทำลายแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดระยะยาว

บทเรียน: ความรู้เฉพาะด้านไม่เพียงพอ เราต้องการคนที่มองระบบทั้งภาพและบริบท พร้อมตัดสินใจบนหลักการ
System Thinking vs Systemic Wisdom
System Thinking คือความสามารถในการมองเห็นระบบ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และคาดการณ์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับวิเคราะห์ปัญหา ทำแผนผัง หรือสร้างโมเดลเชิงเหตุ–ผล เช่น การสร้าง causal loop diagram ของ supply chain เพื่อเห็นว่าการปรับราคาอาจกระทบการผลิตและการขนส่ง
แต่ Systemic Wisdom เกินกว่าแค่การคิดเชิงระบบ มันคือการใช้ปัญญาในการตัดสินใจเชิงคุณค่าและเชิงกลยุทธ์ เห็นทั้งโครงสร้างและจิตวิญญาณของระบบ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรยกความคิดสู่หลักการ ลดความคิดสู่รูปธรรม และเชื่อมระบบเข้ากับ Purpose และ Principle เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การออกแบบนโยบายเกษตรยั่งยืนที่พิจารณา ตลาด ขนส่ง เทคโนโลยีชุมชน และคุณค่าทางสังคม พร้อมทั้งสร้างผลลัพธ์ระยะยาว

สรุป: System Thinking คือการเห็นระบบ (See the System) ส่วน Systemic Wisdom คือการเห็นระบบและใช้ปัญญาเพื่อเปลี่ยนระบบอย่างมีหลักการและทิศทาง (See + Act Wisely on the System)
Systemic Wisdom คืออะไร (WHAT)
Systemic Wisdom คือ ปัญญาในการเข้าใจระบบและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีหลักการและทิศทาง มองโลกทั้งในมิติ “เชิงโครงสร้าง × เชิงคุณค่า” พร้อมกัน ประกอบด้วย 3 มิติหลัก

1. ความลึก (Vertical Depth): นามธรรม ↔ รูปธรรม
• ตัวอย่าง: นโยบาย Kaizen ของญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่ปรับกระบวนการผลิต แต่เป็นหลักการเรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous Learning) ที่ประยุกต์ได้ทั้งโรงงาน โรงพยาบาล และการศึกษา
• บทเรียน: คนคิดเชิงระบบไม่ติดรูปแบบ แต่เห็น หลักการเบื้องหลัง เพื่อขยายผลต่อยอด

2. ความกว้าง (Horizontal Breadth): ภาพใหญ่ ↔ มองไกล
• ตัวอย่าง: ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มองเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ไม่เพียง GDP แต่เป็นความสมดุลและภูมิคุ้มกันของประเทศ
• บทเรียน: การมีภาพใหญ่โดยไม่ละรายละเอียด ทำให้พัฒนายั่งยืน ไม่หลงไปตามกระแสสั้น

3. เจตจำนง (Purpose): หลักการ ↔ ความมุ่งมั่น (Principle × Intent)
• ตัวอย่าง: Apple ภายใต้ Steve Jobs ยึด Purpose ชัดเจนว่าเทคโนโลยีควรปลดปล่อยศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่แค่ขายอุปกรณ์ แต่คือ “การออกแบบเพื่อชีวิต” (Design for Life)
• บทเรียน: หลักการที่มั่นคงช่วยให้การคิดเชิงระบบไม่หลงทาง แม้เผชิญแรงกดดันตลาดหรือเทคโนโลยี

สรุปสั้น: “นามธรรม–รูปธรรม ให้ความลึก | ภาพใหญ่–มองไกล ให้ความกว้าง | หลักการ–จุดมุ่งหมาย ให้ความมั่นคงและทิศทาง”
สร้าง Systemic Wisdom ได้อย่างไร (HOW)

1. ฝึกยก–ลดระดับความคิด
• ถาม “ทำไม” เพื่อยกความคิดสู่หลักการ
• ถาม “อย่างไร” เพื่อกลับสู่การปฏิบัติ
• ตัวอย่าง: พัฒนาโครงการชุมชน ถาม “ทำไมต้องมีศูนย์เรียนรู้” จะเปิดมุมใหม่ เช่น พื้นที่เรียนรู้ระหว่างรุ่น โดยไม่ต้องสร้างอาคารใหม่

2. มองทั้งระบบก่อนตัดสินใจ
• ตัวอย่าง: การส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ต้องพิจารณา ตลาด ขนส่ง เทคโนโลยี และการรวมกลุ่ม จึงเกิดแนวทาง “เกษตรแปลงใหญ่” ครอบคลุม
3. ใช้หลักการเป็นเข็มทิศ ไม่ใช่สูตรสำเร็จ
• ตัวอย่าง: สตาร์ทอัพที่ยึด “สร้างคุณค่า ไม่ใช่แค่กำไร” อาจเริ่มจากแอปรีไซเคิล แล้วต่อยอดสู่ Circular Logistics โดยไม่หลงจุดหมาย
4. สร้างพื้นที่ร่วมคิด (Collective Learning Space)
• ตัวอย่าง: Open Co-Creation Platform รวมภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อออกแบบอนาคตร่วมอย่างมีระบบ

สรุป: จากความคิดสู่ปัญญา
โลกไม่ขาด “คนคิดเร็ว” แต่ขาด คนคิดลึก คิดกว้าง และคิดด้วยหลักการ
Systemic Wisdom คือพลังของผู้ที่ รู้ว่าเมื่อใดควรมองไกล เมื่อใดควรมองลึก และเมื่อใดควรมองกลับเข้ามาข้างใน
เพราะสุดท้าย ความฉลาดทำให้คิดได้ถูก แต่ปัญญาทำให้คิดได้ถูกต้อง ถูกที่ ถูกทาง และถูกเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...