โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ปรับตัวเลขเงินทุนปริศนา “ไหลเข้าไทย” จาก 4.7 เหลือ 2.3 แสนล้าน

อีจัน

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 14.57 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 06.55 น. • อีจัน

วันนี้ (23 ก.ย.68) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ปรับปรุงข้อมูลบัญชีดุลการชำระเงิน (BOP) ปี 2567 เผยแพร่เมื่อเดือนมี.ค.68 ส่งผลให้ค่าความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ หรือเงินไม่รู้แหล่งที่มา (Net Errors and Omissions: NEO) จากระดับ 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (4.7 แสนล้านบาท) ปรับลดเหลือ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.3 แสนล้านบาท)

น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ (NEO) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติในดุลการชำระเงิน ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่เมื่อเก็บข้อมูลดุลการชำระเงินจะไม่สามารถแจกแจงธุรกรรมที่เกิดขึ้น ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ เพราะดุลการชำระเงินเป็นการเก็บข้อมูลที่ทำธุรกรรมระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ

เมื่อมีการทำธุรกรรมระหว่างกันเกิดขึ้น ธปท.จะเห็นตัวเลขของการทำธุรกรรมแต่อาจจะจำแนกแยกแยะไม่ได้ ณ จุดที่เห็นการทำธุรกรรมว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นไปอยู่ในกิจกรรมแบบใด ดังนั้น บางจุดเห็นตัวเลขชัดเจน เช่น จากการส่งออก การนำเข้า การเปลี่ยนมือสินทรัพย์

อย่างไรก็ตาม บางจุดข้อมูลอาจจะเห็นเป็น 2 ส่วน คือ 1.เห็นยังไม่ครบเพราะข้อมูลยังมาไม่ครบ โดยเฉพาะข้อมูลทางการ และ 2. อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเก็บได้ทั้งหมด เช่น ข้อมูลการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศไทย แน่นอนมีธุรกรรมเกิดขึ้น ธปท.เห็นตอนที่แลกเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท แต่ไม่เห็นว่านำเงินไปจับจ่ายใช้สอยอะไรบ้าง ซึ่งต้องหาข้อมูลมาประกอบมากขึ้น จึงกลายเป็น NEO

ในส่วนที่รอข้อมูลเข้ามาประเด็นหลักจะมีการแก้ไข (revice) ทุกเดือนก.ย. ดุลการชำระเงินใน 1 ปี จะแก้ไข 2 รอบใหญ่ เช่น ปี 2567 จะเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมี.ค. ปี 2568 และข้อมูลนี้จะมีการปรับปรุงในเดือน ก.ย.68 แล้วจะปรับอีกครั้งในเดือน ก.ย. ปี 2569 ดังนั้นจะมีการปรับปรุงข้อมูลทั้งดุลการชำระเงิน และ NEO ยังมีโอกาสปรับลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้

โดยการปรับลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เป็นผลจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • มูลค่านำเข้ารวมที่ลดลง จากการที่กรมศุลกากรปรับราคาน้ำมันนำเข้าให้เป็นไปตามที่ได้รับข้อมูลจริงจากผู้นำเข้า ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรได้ประมาณการไว้ในตอนแรก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เพิ่มขึ้น และทำให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ข้อมูลการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่สูงขึ้น ซึ่งปรับตามข้อมูลการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจไทย ที่ปรากฏในงบการเงินที่ธุรกิจทยอยรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งผลให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ข้อมูลสินเชื่อการค้า (Trade Credit) ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เจ้าหนี้การค้าขยายระยะเวลาการชำระค่าสินค้านำเข้าให้กับภาคเอกชน ทำให้ภาระการจ่ายคืนสินเชื่อการค้าในปี 2567 ลดลง ส่งผลให้ NEO ลดลงประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“ธปท.ไม่ได้นิ่งเฉยเมื่อเห็นเงินเชิงโครงสร้างเพิ่มขึ้น พยายามตรวจสอบว่ามีอะไรที่หายไป และไล่เก็บมากขึ้น แต่ยืนยันว่าจำนวนดังกล่าวไม่ได้สูงเกินไป หากเทียบกับในอดีตและเทียบกับค่าเฉลี่ยในประเทศอื่น”

ทั้งนี้ การตรวจสอบธุรกรรมว่าเป็นเงินทุนสีเทาหรือไม่นั้น ธปท. ประสานที่สำนักงาน ปปง. เป็นผู้กำกับดูแลหลักในการปราบปรามด้านการฟอกเงิน และ ธปท.มีหน้าที่กำกับดูแลให้สถาบันการเงินปติบัติตามหลักเกณฑ์ เมื่อเห็นธุรกรรมต้องสงสัยต้องแจ้งที่ ปปง. ยังดำเนินงานร่วมกันต่อเนื่อง

ส่วนความกังวลเรื่องธุรกรรมสีเทาสามารถเกิดขึ้นในรายการ NEO นั้น นางสาวชญาวดี กล่าวว่า NEO ไม่ใช่ความหมายเดียวกับเงินเทา เพราะ ธุรกรรมสีเทาสามารถเกิดขึ้นได้ยากในรายการที่บันทึกไว้ในดุลการชำระเงินอย่างชัดเจน เช่น การลงทุนในพอร์ตลงทุน หรือ การแลกเงินในผู้ให้บริการแลกเงินที่สามารถตรวจสอบได้ แต่อาจจะใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น การซื้อขายทองคำในร้านย่อย หรือการใช้ผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

ธปท. มีหน้าที่กำกับดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของสำนักงาน ปปง. (AML/CTPF) อย่างเคร่งครัด และต้องแจ้งธุรกรรมที่น่าสงสัยไปยัง ปปง. โดยธปท. มีคณะทำงานภายในเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น ทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.ล.ต. ในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล , ปปง. เรื่องธุรกรรมต้องสงสัย และกรมศุลกากร เรื่องการนำเข้าส่งออก

“ธปท. ต่อต้านการทุจริตและเงินเทา และพยายามสนับสนุนการใช้ดิจิทัลในภาคการเงิน เช่น PromptPay เพื่อให้ธุรกรรมมีร่องรอยดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้ และเข้มงวด การยืนยันตัวตนที่เข้มข้นขึ้นสำหรับการเปิดบัญชีและการทำธุรกรรม อย่างที่เห็นจากปราบปรามบัญชีม้า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...