ธปท. ปรับตัวเลขเงินทุนปริศนา “ไหลเข้าไทย” จาก 4.7 เหลือ 2.3 แสนล้าน
วันนี้ (23 ก.ย.68) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ปรับปรุงข้อมูลบัญชีดุลการชำระเงิน (BOP) ปี 2567 เผยแพร่เมื่อเดือนมี.ค.68 ส่งผลให้ค่าความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ หรือเงินไม่รู้แหล่งที่มา (Net Errors and Omissions: NEO) จากระดับ 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (4.7 แสนล้านบาท) ปรับลดเหลือ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.3 แสนล้านบาท)
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ (NEO) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติในดุลการชำระเงิน ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่เมื่อเก็บข้อมูลดุลการชำระเงินจะไม่สามารถแจกแจงธุรกรรมที่เกิดขึ้น ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ เพราะดุลการชำระเงินเป็นการเก็บข้อมูลที่ทำธุรกรรมระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ
เมื่อมีการทำธุรกรรมระหว่างกันเกิดขึ้น ธปท.จะเห็นตัวเลขของการทำธุรกรรมแต่อาจจะจำแนกแยกแยะไม่ได้ ณ จุดที่เห็นการทำธุรกรรมว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นไปอยู่ในกิจกรรมแบบใด ดังนั้น บางจุดเห็นตัวเลขชัดเจน เช่น จากการส่งออก การนำเข้า การเปลี่ยนมือสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม บางจุดข้อมูลอาจจะเห็นเป็น 2 ส่วน คือ 1.เห็นยังไม่ครบเพราะข้อมูลยังมาไม่ครบ โดยเฉพาะข้อมูลทางการ และ 2. อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเก็บได้ทั้งหมด เช่น ข้อมูลการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศไทย แน่นอนมีธุรกรรมเกิดขึ้น ธปท.เห็นตอนที่แลกเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท แต่ไม่เห็นว่านำเงินไปจับจ่ายใช้สอยอะไรบ้าง ซึ่งต้องหาข้อมูลมาประกอบมากขึ้น จึงกลายเป็น NEO
ในส่วนที่รอข้อมูลเข้ามาประเด็นหลักจะมีการแก้ไข (revice) ทุกเดือนก.ย. ดุลการชำระเงินใน 1 ปี จะแก้ไข 2 รอบใหญ่ เช่น ปี 2567 จะเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมี.ค. ปี 2568 และข้อมูลนี้จะมีการปรับปรุงในเดือน ก.ย.68 แล้วจะปรับอีกครั้งในเดือน ก.ย. ปี 2569 ดังนั้นจะมีการปรับปรุงข้อมูลทั้งดุลการชำระเงิน และ NEO ยังมีโอกาสปรับลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้
โดยการปรับลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เป็นผลจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- มูลค่านำเข้ารวมที่ลดลง จากการที่กรมศุลกากรปรับราคาน้ำมันนำเข้าให้เป็นไปตามที่ได้รับข้อมูลจริงจากผู้นำเข้า ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กรมศุลกากรได้ประมาณการไว้ในตอนแรก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เพิ่มขึ้น และทำให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ข้อมูลการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่สูงขึ้น ซึ่งปรับตามข้อมูลการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจไทย ที่ปรากฏในงบการเงินที่ธุรกิจทยอยรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งผลให้ NEO ลดลงไปประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ข้อมูลสินเชื่อการค้า (Trade Credit) ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เจ้าหนี้การค้าขยายระยะเวลาการชำระค่าสินค้านำเข้าให้กับภาคเอกชน ทำให้ภาระการจ่ายคืนสินเชื่อการค้าในปี 2567 ลดลง ส่งผลให้ NEO ลดลงประมาณ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
“ธปท.ไม่ได้นิ่งเฉยเมื่อเห็นเงินเชิงโครงสร้างเพิ่มขึ้น พยายามตรวจสอบว่ามีอะไรที่หายไป และไล่เก็บมากขึ้น แต่ยืนยันว่าจำนวนดังกล่าวไม่ได้สูงเกินไป หากเทียบกับในอดีตและเทียบกับค่าเฉลี่ยในประเทศอื่น”
ทั้งนี้ การตรวจสอบธุรกรรมว่าเป็นเงินทุนสีเทาหรือไม่นั้น ธปท. ประสานที่สำนักงาน ปปง. เป็นผู้กำกับดูแลหลักในการปราบปรามด้านการฟอกเงิน และ ธปท.มีหน้าที่กำกับดูแลให้สถาบันการเงินปติบัติตามหลักเกณฑ์ เมื่อเห็นธุรกรรมต้องสงสัยต้องแจ้งที่ ปปง. ยังดำเนินงานร่วมกันต่อเนื่อง
ส่วนความกังวลเรื่องธุรกรรมสีเทาสามารถเกิดขึ้นในรายการ NEO นั้น นางสาวชญาวดี กล่าวว่า NEO ไม่ใช่ความหมายเดียวกับเงินเทา เพราะ ธุรกรรมสีเทาสามารถเกิดขึ้นได้ยากในรายการที่บันทึกไว้ในดุลการชำระเงินอย่างชัดเจน เช่น การลงทุนในพอร์ตลงทุน หรือ การแลกเงินในผู้ให้บริการแลกเงินที่สามารถตรวจสอบได้ แต่อาจจะใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น การซื้อขายทองคำในร้านย่อย หรือการใช้ผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
ธปท. มีหน้าที่กำกับดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของสำนักงาน ปปง. (AML/CTPF) อย่างเคร่งครัด และต้องแจ้งธุรกรรมที่น่าสงสัยไปยัง ปปง. โดยธปท. มีคณะทำงานภายในเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น ทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.ล.ต. ในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล , ปปง. เรื่องธุรกรรมต้องสงสัย และกรมศุลกากร เรื่องการนำเข้าส่งออก
“ธปท. ต่อต้านการทุจริตและเงินเทา และพยายามสนับสนุนการใช้ดิจิทัลในภาคการเงิน เช่น PromptPay เพื่อให้ธุรกรรมมีร่องรอยดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้ และเข้มงวด การยืนยันตัวตนที่เข้มข้นขึ้นสำหรับการเปิดบัญชีและการทำธุรกรรม อย่างที่เห็นจากปราบปรามบัญชีม้า”