โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : 4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 22.49 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 15.49 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บนสื่อสังคมออนไลน์แชร์เตือน4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล มีทั้งทำให้ลำไส้แย่ลง เพิ่มอัตราภาวะหัวใจหยุดเต้น เสี่ยงไตบกพร่อง ฟันผุ กระดูกพรุน และกระดูกเสื่อมก่อนวัย จริงหรือ ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ ดร.พิมพ์อร สุขแล้ว อาจารย์ประจำสาขาอาหาร โภชนาการ และการกำหนดอาหาร ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล (Sugar Free)ใส่สารให้ความหวานที่ใช้แทนน้ำตาล (Artificial Sweetener Sugar Substitute) แต่ไม่ให้พลังงาน

การศึกษาในมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระยะสั้นและยังไม่พบผลเสียที่น่ากังวล จึงยังมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ แต่ต้องดูผลการศึกษาระยะยาวต่อไป

เหตุผลข้อ 1 : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล จะทำลายแบคทีเรียในลำไส้ของคนเรา ส่งผลให้สุขภาพลำไส้แย่ลงได้ เสี่ยงต่อภาวะการดื้ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวาน

เรื่องนี้มีงานวิจัยจริง ๆ ว่าการกินสารให้ความหวานจะทำให้แบคทีเรียในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่บางอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เช่น ซูคราโลส (Sucralose) และแซ็กคาริน (Saccharin) 2 ตัวนี้ มีรายงานว่าถ้าใช้ระยะยาวและปริมาณมากจะทำให้แบคทีเรียในลำไส้เพิ่มจำนวนตัวไม่ดีมากขึ้น แต่บางตัวก็เป็นผลดีไปเป็นพรีไบโอติก (Prebiotic) ก็คืออาหารของจุลินทรีย์ที่ดี น้ำตาลสายสั้น (Oligosaccharides) รวมถึงน้ำตาลหล่อฮั่งก้วย (monk fruit) ด้วย

เสี่ยงต่อภาวะการดื้ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวาน จริง ๆ ไม่ใช่ทางตรง เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีงานวิจัย (ส่วนน้อย) ที่ไม่ได้ทำในมนุษย์ บอกว่าสามารถไปทำให้อินซูลินหลั่งเพิ่มขึ้นได้ เรื่องนี้ทำให้การรับรู้และความเข้าใจของคนเปลี่ยนมากกว่า เพราะรับรู้ว่าดื่มน้ำอัดลมที่ไม่มีพลังงานทำให้รู้ว่าสามารถไปกินอย่างอื่นได้มากขึ้น ก็จะทำให้ดื่มน้ำหวานชนิดอื่น ๆ เพิ่มขึ้น หรือกินอาหารประเภทอื่นที่ส่งเสริมทำให้เกิดความอ้วน และนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลินในอนาคตได้

เหตุผลข้อ 2 : เพิ่มอัตราภาวะหัวใจหยุดเต้น และเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลัน เพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

มีงานวิจัยที่บอกการเชื่อมโยงเรื่องการกินสารอาหารแทนความหวานแล้วเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลัน เพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง แต่หลักฐานหรือกลไกต่าง ๆ ยังไม่มีบอกว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง

ดังนั้น คิดว่าอาจจะเป็นทางอ้อมทำให้อยากกินของหวานมากขึ้น เมื่อกินของหวานมากขึ้นก็ทำให้เกิดภาวะอ้วน ซึ่งความอ้วนนี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

เหตุผลข้อ 3 : มีฟอสฟอรัสสูง ส่งผลโดยตรงกับการทำงานของไต เสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคไตบกพร่องได้ ซึ่งการเป็นโรคไตบกพร่องจะเป็นโรคเรื้อรังและอาจทวีความรุนแรงไปเรื่อย ๆ

เรื่อง “ฟอสฟอรัส” ไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล เพราะว่า “น้ำอัดลมมีน้ำตาล “และ “ไม่มีน้ำตาล” ถูกผลิตด้วยกรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid) กรดฟอสฟอริกจะทำให้เกิดฟอสเฟต (Phosphate)

น้ำอัดลมมีฟอสเฟตเป็นส่วนประกอบมาก ดังนั้น คนที่ต้องดูแลเรื่องไตมาก ๆ ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมทุกชนิด (ทั้งที่มีน้ำตาลและไม่มีน้ำตาล)

ในคนที่สุขภาพดี (ปราศจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ) มีการทำงานของไตปกติ ก็ไม่ต้องกังวล แต่สำหรับคนที่มีปัญหาหรือมีโรคเกี่ยวกับไต และต้องการดูแลสุขภาพไตให้มากที่สุด ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม

เหตุผลข้อ 4 : น้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริกสูง จะไปทำลายแคลเซียมในร่างกาย เช่น ในกระดูก ในฟัน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ฟันผุ และกระดูกเสื่อมสภาพเร็วก่อนวัย

ในน้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริกสูง จะไปทำลายแคลเซียมในร่างกายจริง เพราะน้ำอัดลมจะไปเพิ่มการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ทำให้ปัสสาวะออกมากขึ้นจากการขับของกาเฟอีน จะไปกระตุ้นให้เกิดการปวดปัสสาวะบ่อย แร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะแคลเซียมออกมาพร้อมกับน้ำปัสสาวะ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีภาวะกระดูกพรุนได้

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ช่วย “ลด” และ “เลิก” การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล ได้จริงหรือ ?

เรื่องนี้อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะหลัก ๆ ก็คือ ทำให้ติดรสหวาน ถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด

การ “ติดรสหวาน” จะทำให้อยากกินอาหารหวานมากขึ้นตลอดเวลา

ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องทำควบคู่กับ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ” ด้วยการลดปริมาณน้ำตาลที่กิน

น้ำอัดลมเป็นอาหาร ไม่ใช่ยาพิษ ในคนปกติดื่มน้ำอัดลมได้ แต่ต้องควบคุมปริมาณ ลดปริมาณ ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน

ในภาพรวม ควรดูแลจัดการเรื่องอาหารและวิธีการกินอย่างเหมาะสม เพราะการดื่มน้ำอัดลมน้ำตาล 0 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับแคลอรีจากน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ไม่ได้หมายความว่าจะไปเพิ่มพลังงานหรือแคลอรีจากอาหารชนิดอื่น ๆ ได้อีก

ถ้าต้องการลดน้ำหนักจริง ๆ แนะนำให้คุมพลังงานที่ได้รับแต่ละวัน ด้วยการตัดอาหารที่มีพลังงานสูงและส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายออก

รู้จัก “น้ำตาลเทียม” สารทดแทนความหวานที่ไม่ให้พลังงาน หรือมีพลังงานต่ำ

“น้ำตาลเทียม” (Artificial sweetener) ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นทางเลือกให้คนที่รักษาสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมแคลอรี สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ควรรู้จัก (ข้อมูลจากเว็บไซต์ oryor.com) มีดังนี้

1. แอสพาร์เทม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวาน ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร เช่น ครีมเทียม หมากฝรั่ง ซีเรียล ขนมหวาน เครื่องดื่ม และผลไม้แห้ง เป็นต้น

ข้อดี : ไม่ทำให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อเสีย : เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเมื่อเจอความร้อนสูงทำให้เกิดรสขมและความหวานลดลง ไม่ควรใช้ปรุงอาหารขณะร้อน

ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเฟนิลคีโทนยูเรีย (phenylketonuria) ดังนั้นให้สังเกตฉลากที่แสดงข้อความว่า“มี phenylalanine” และแสดงคำเตือน “ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะเฟนิลคีโทนยูเรีย”

2. แซ็กคาริน (Saccharin) หรือขัณฑสกร เป็นสารให้ความหวาน ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร เช่น เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนผสม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แต่งกลิ่นรส ผลไม้ดอง ไอศกรีม ขนมหวาน และหมากฝรั่ง เป็นต้น

ข้อดี : ทนต่อความร้อนสูงได้

ข้อเสีย : การได้รับแซ็กคารินในปริมาณสูงอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินท้องเสีย ปวดท้อง มีอาการง่วงซึม และอาจชักได้ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้แซ็กคาริน

ข้อควรระวัง : ระวังการใช้ในสตรีมีครรภ์

3. แอซีซัลเฟม โพแทสเซียม (Acesulfame potassium) เป็นสารให้ความหวาน ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร เช่น อาหารประเภทของอบ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ของหวานที่แช่แข็งหรือแช่ตู้เย็น ซอสรสหวานต่าง ๆ และน้ำตาลโรยหน้าขนม เป็นต้น

ข้อดี : ไม่เกิดการสะสมในร่างกาย ถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วและกำจัดออกมาในรูปเดิม สามารถใช้ได้ในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และผู้ป่วยเฟนิลคีโทนยูเรีย

4. ซูคราโลส (Sucralose) มีความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลธรรมชาติ อนุญาตให้ใช้ในอาหาร เช่น ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ซอส ลูกกวาด แยม และอาหารกระป๋อง เป็นต้น

ข้อดี : คงตัวดี ทนต่อความร้อนสูง ไม่ดูดความชื้น ละลายน้ำได้ดี ไม่มีรสขมติดลิ้น ใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิดที่ต้องใช้ความร้อนสูงและไม่สูญเสียความหวาน

ข้อเสีย : อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ในบางคน

5. นีโอเทม (Neotame) ให้ความหวานมากกว่าสารตัวอื่น ๆ โดยให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 800-1,300 เท่า

ข้อดี : ใช้กับอาหารและเครื่องดื่มได้ทุกประเภท

น้ำตาลเทียม “ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องบริโภคประจำ” แต่เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

ทุกคนสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลด้วยตนเอง นั่นคือขณะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารขอให้ “อ่านข้อมูลบนฉลากโภชนาการ” (Nutrition Information) สังเกตปริมาณน้ำตาล ซึ่งไม่ควรสูงเกิน 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

มีบางบรรจุภัณฑ์อาจระบุข้อความว่า “Sugar Free” คือผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำตาล หรือมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หรือมีรสหวานจากสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน (0 แคลอรี) หรือ “Non-nutritive sweetener” คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ หรือน้ำตาลเทียมนั่นเอง

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เขียนและเรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ : 4 เหตุผลที่ควรเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...