จีนซื้อยาง 2 แสนตันภาษี 0% สหกรณ์ลำปางนำร่องส่งโรงงานม่านเล่ ยูนนาน
เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 มีข่าวดีสำหรับเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เมื่อทางการมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ยอมปรับลดอัตราภาษีนำเข้ายางพาราธรรมชาติของไทย เฉพาะที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 0 เช่นเดียวกับประเทศเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกัน
ดีมานด์ตลาดยางจีนโต
นับเป็นโอกาสที่ดีของยางพาราไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง รายงานสถานการณ์ยาง ณ เดือนกรกฎาคม 2568 ว่า ขนาดตลาดสินค้ายางพาราของจีนมีมูลค่าสูงถึง 1,200,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และอุตสาหกรรมอากาศยานและอวกาศ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดถึงร้อยละ 42 ของการเติบโตทั้งหมด
คาดว่าในปี 2568 ขนาดตลาดของอุตสาหกรรมสินค้ายางพาราของจีนจะสูงถึง 1,350,000 ล้านหยวน โดยคงอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 10.5 ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการจากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การพัฒนาเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในปี 2567 จีนมีปริมาณความต้องการยางพาราอยู่ที่ 6,800,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 ตั้งแต่ปี 2563-2567 ความต้องการยางพาราในจีนค่อนข้างมีความเสถียรภาพอยู่ในระดับ 6,600,000-6,800,000 ตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปี 2567 จีนมีปริมาณการนำเข้ายางพาราอยู่ที่ 5,658,900 ตัน มูลค่าการนำเข้า 9,684 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 5 ประเทศที่ส่งออกยางพาราไปจีนมากที่สุด ได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เมียนมา และโกตติวัวร์ โดยปริมาณการนำเข้า 5 ประเทศรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 89.1 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดของจีน
โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางมากที่สุดในโลก โดยปี 2567 ไทยมีปริมาณการผลิตยางพาราอยู่ที่ 4,682,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเฉียด 2 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีจีนเป็นตลาดหลักในการส่งออก
จีนซื้อ 3 ลอตกว่า 2 แสนตัน
นายสวัสดิ์ ลาดปะละ ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง จำกัด และรองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรสวนยางระดับประเทศ หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางที่ร่วมเดินทางไปกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)
ในการเจรจากับทางการมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ กยท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับทางการมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่ได้ปรับลดอัตราภาษีการนำเข้ายางพาราธรรมชาติทุกประเภทของไทยที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 0 โดยผู้ส่งออกต้องเป็นสถาบันเครือข่ายเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.เท่านั้น บริษัทเอกชนยังต้องเสียภาษีร้อยละ 20
หลังจากนั้น ทางสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง จำกัด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายยางพารากับบริษัท ม่านเล่ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปยางของประเทศจีนอย่างเป็นทางการ จำนวน 3 ครั้ง แบ่งเป็นนำร่องครั้งแรกส่งมอบจำนวน 400 ตัน ครั้งที่ 2 ส่งมอบจำนวน 2,400 ตัน และครั้งที่ 3 ส่งมอบจำนวน 2 แสนตัน
ตอนนี้การส่งออกอยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นเอกสารให้ทางกองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในสัปดาห์นี้ และจะสามารถส่งมอบสินค้านำร่องลอตแรก จำนวน 400 ตัน ได้ทันทีภายในปลายเดือนกันยายน 2568 นี้
“ความพยายามในการผลักดันให้จีนลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ได้ดำเนินการกันมาตั้งแต่สมัย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยแรก ผมก็ทำบทสรุปของยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราไปยื่นให้ ก็ได้รับการสนับสนุนมาตลอด รวมถึง ดร.เพิก ประธานบอร์ด กยท. และ นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล อดีตรองผู้ว่าการ กยท. ซึ่งทั้ง 2 ท่านก็ผลักดันในการเจรจามาตลอด
ข้อตกลงครั้งนี้เหมือนฝันที่เป็นจริง เราเองฝันมานาน รอมาหลายปีแล้วว่า เราเห็นเกษตรกรอาชีพอื่นมาเยอะเเล้ว ถ้าเป็นเกษตรกรอย่างเดียวมันไม่ได้ ต้องเป็นเกษตรกรรม เป็นพาณิชยกรรมให้ได้ ถ้าค้าขายเองไม่ได้ก็ลำบาก การส่งออกที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้หวังว่าเกษตรกรชาวสวนยางของไทยจะขายยางได้ราคาที่ดีขึ้น และเป็นช่องทางหนึ่งที่เราส่งออกไปได้ ให้ยางที่ขายได้มีราคาที่สมเหตุสมผล ให้มีเสถียรภาพหน่อย
ทุกวันนี้เกษตรกรไทยถูกมองว่า ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางตลอด โดยเรานำยางไปขายในตลาดกลาง พ่อค้าคนกลางจะกำหนดราคาซื้อเท่าไหร่ก็ได้ ปัจจุบันราคายางก้อนถ้วย ตลาดกลาง กยท.อยู่ที่ 55 บาท แต่บริษัทจะซื้อที่ 51 บาทกว่า แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว” นายสวัสดิ์กล่าว
นำร่องยางก้อนถ้วย 70-85%
นายสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อ กยท.ได้ MOU ทางเครือข่ายสถาบันเกษตรกรสวนยางระดับประเทศได้จัดประชุมเครือข่ายเกษตรกรจากทุกภาค ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ ตะวันตก ตะวันออก ได้มารวมตัวคุยกันที่ จ.กำแพงเพชร ที่ประชุมให้เครือข่ายทางภาคเหนือ โดยสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางดำเนินการนำร่องไปก่อน
เนื่องจากที่ผ่านมาบทบาทของสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง ถือเป็นสถาบันที่รวบรวมยางทางจังหวัดภาคเหนือตอนบนอยู่แล้ว ตั้งแต่ลำปาง ลำพูน น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ด้วย โดยแต่ละจังหวัดมีเครือข่ายเกษตรกรรวม 130 สถาบัน
ปี 2567 รวบรวมยางก้อนถ้วยได้ประมาณ 50,000 ตัน จากปริมาณยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมดประมาณเกือบ 2 แสนตัน หลังจากนั้นจะนำยางไปขายผ่านตลาดกลางของ กยท. หรือ Thai Rubber Trade (TRT) จะมีพ่อค้ามาประมูลกันผ่านตลาดกลาง และนำยางที่ประมูลได้ไปเข้าโรงงานแปรรูป และบริษัทเอกชนที่ส่งออก ทุกวันนี้บริษัทเอกชนที่ส่งออกต้องเสียภาษี 20%
นายสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า ลอตแรก 400 ตัน กำหนดเป็นยางก้อนถ้วย คุณภาพดี ก้อนยางที่เกิดจากน้ำยางสดจับตัวในถ้วยน้ำยาง ต้องใช้กรดฟอร์มิกในการจับตัวยาง เพราะจะทำให้น้ำยางจับตัวเร็วและเนื้อ ยางมีความยืดหยุ่นดี ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นก้อนยางที่สะอาดไม่มีเปลือกไม้ปลอมปน ถ้ายางคุณภาพไม่ดีส่งออกไปก็เสียหายต่อยางไทย ต้องเป็นยางแห้ง 70-75-80-85% เพื่อป้องกันมลพิษที่จะลงสู่แม่น้ำโขงได้ โดยจะบรรจุใส่ถุงบิ๊กแบ็กไป
โดยทางสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางจะรวบรวมยางจากเครือข่ายเกษตรกรในจังหวัดลำปาง ลำพูน น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ส่งออกนำร่องไปก่อน 400 ตัน โดยมีเรือจากประเทศจีนวิ่งมารับสินค้าที่ท่าเรือเชียงแสน วิ่งไปตามลุ่มแม่น้ำโขงส่งไปยังทางบริษัท ม่านเล่
ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปเป็นยาง Standard Thai Rubber-STR และส่งต่อไปให้บริษัทที่ผลิตยางล้อต่าง ๆ อีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ ในการส่งออกลอตแรก ทาง กยท.จะศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลกระบวนการส่งออกทั้งหมด ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อทำเป็นคู่มือให้กับสถาบันเกษตรกรภาคเหนือ และภาคอีสาน นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งออกยางพาราลอตต่อไป
ลอต 3 อีสานร่วมส่งออก
นายสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า หากการส่งออกลอตแรกเรียบร้อยดี การส่งมอบครั้งที่ 2 จำนวน 2,400 ตัน คาดว่าจะส่งออกได้หลังวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชาติจีน โดยทางสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางจะพยายามกระจายให้สถาบันเครือข่ายเกษตรกรอื่น ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือนำยางก้อนถ้วยมาส่งออกร่วมกัน
สำหรับการส่งมอบครั้งที่ 3 จำนวน 2 แสนตัน จะแบ่งให้ทางภาคอีสานได้ส่งออกร่วมกัน หากสถาบันเกษตรกรใดมีศักยภาพรวบรวมยางก้อนถ้วยที่มีคุณภาพส่งตรงกับบริษัท ม่านเล่ ได้ สามารถส่งออกตรงไปได้เลย ทางสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางไม่ได้ปิดกั้น ส่วนสถาบันยางขนาดเล็ก ๆ ที่ระบบยังทำส่งออกไม่ได้ ก็มาขายผ่านสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางได้ ทางสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปางจะบริหารจัดการส่งออกให้
“หากส่งมอบยางก้อนถ้วยลอตที่ 2 จบเรียบร้อยดี จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ และภาคอีสาน เพื่อรวบรวมยางส่งมอบลอตที่ 3 ต่อไป โดยสถาบันไหนรับไปเท่าไหร่ก็มาคุยกันให้ชัดเจน โดยราคาต้องยึดมาตรฐานเดียวกัน แต่อีสานจะเสียค่าขนส่งเพิ่ม คาดว่าจะส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในฤดูกรีดนี้
ปกติภาคเหนือฤดูกรีดยางจะเริ่มเดือนมิถุนายนถึงมีนาคม บางครั้งไปถึงเดือนเมษายน ภาคอีสานจะเริ่มฤดูกรีดยางเดือนพฤษภาคมถึงกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับฟ้าฝนด้วย หากฝนมาไว ภาคเหนือก็กรีดได้ไว เหมือนปีนี้ โดยภาคอีสานจะหยุดกรีดก่อนภาคเหนือเล็กน้อย เหลื่อมกันประมาณ 1 เดือน
บ.เอกชนหวั่นภาษี 0% กระทบ
นายสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า การที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน สามารถเจรจากับมณฑลยูนนานของประเทศจีนในการส่งออกยางได้อัตราภาษี 0% คิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางของบริษัทเอกชนในภาคต่าง ๆ เพราะปริมาณที่ส่งออกเพียงเล็กน้อย 2 แสนกว่าตันไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกยางของไทยไปประเทศจีนปีละ 2-3 ล้านตัน ถือเป็น “เสี้ยวเดียว” เพียงแต่จะดีต่อเกษตรกร เพราะราคาภายในประเทศไทยจะได้ขยับขึ้นมาบ้าง
เพราะเครือข่ายเกษตรกรจะมีคู่ค้าที่สามารถส่งออกไปสิบสองปันนาได้ เป็นช่องทางที่คิดว่าตรงนี้จะดึงราคายางให้สูงขึ้นได้อีกเล็กน้อย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนซื้อยาง 2 แสนตันภาษี 0% สหกรณ์ลำปางนำร่องส่งโรงงานม่านเล่ ยูนนาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net