เพียงนางที่ข้าจะรัก (มีebook)
ข้อมูลเบื้องต้น
ในเมื่อสมรสพระราชทานมิอาจฝ่าฝืนหรือหย่าร้าง หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นคือต้องตายจากกันไปข้าง ฉีอ๋องเลยไม่คิดมากให้ปวดหัว ส่งคนไปจัดการว่าที่พระชายาในอนาคตเสียเลย ถ้าไม่มีเจ้าสาวก็ไม่ต้องแต่ง แค่นั้นเอง
ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร นอกจากฉีอ๋องมิอาจสังหารนางแล้ว ตัวเขากลับติดนางหนึบเสียอย่างนั้น
ใครใช้ให้ว่าที่สามีของมู่ซูซินมีชื่อเล่นว่าทรราชกันเล่า! แบบนี้นางจะรอดไปได้สักกี่น้ำ เห็นทีต้องควักมารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนมาต่อกรกับสามีเสียแล้ว นางจะทำให้วีรบุรุษสุดโหดอย่างเขา มิอาจผ่านด่านหญิงงามอย่างนางได้ โฮะๆๆ แถมนางยังมีผู้ช่วยสุดพิเศษซ่อนไว้ งานนี้มู่ซูซินต้องรอด!!!
Trigger Warning
@ พระเอกเรื่องนี้ธงแดงหน่อยๆ ไม่ใช่สายอ่อนโยนแต่คลั่งรักสุดๆ[ มีแอบหื่นแบบมึนๆ]
@ นางเอกเรื่องนี้ป่วน น่ารัก
*** ไม่มีการนอกกายนอกใจเกิดขึ้น
@ หากอ่านแล้วไม่ถูกจริตกรุณากดออก งดดราม่า และโปรดอย่าทิ้งคอมเม้นต์ไว้บั่นทอนจิตใจผู้แต่ง
@ กรุณาคอมเม้นต์ด้วยความสุภาพ เพื่อให้เกียรติพื้นที่สาธารณะ และนักอ่านท่านอื่นๆด้วยค่ะ
ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ การกระทำของตัวอาจไม่สมเหตุสมผลหรือบ้าบอไปบ้าง โปรดอ่านเพื่อความบันเทิงอย่าเก็บไปคิดมาก เดี๋ยวจะไม่ฟินเน้อ
*** นิยายเรื่องนี้ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ ถ้าเจอคำผิดรบกวนรี้ดที่รักช่วยอ่านให้ถูกไปก่อนจะได้ไม่เสียอรรถรส
*** กรณีเจอคำผิดตรงไหน รบกวนช่วยเขียนบอกไว้ ไรต์จะขอบคุณมาก และจะตามไปแก้ในแต่ละบทให้ถูกต้องค่ะ
⛔️คำเตือน ⛔️
มีการใช้วาจาเหยียดหยามผู้อื่น การทำร้ายร่างและบังคับจิตใจ เลือด การสังหาร ฉากร่วมเพศ ความขัดแย้งทางการเมืองและในครอบครัว มีการทำผิดศีลธรรมโดยการเล่นพนัน
@ นิยายเรื่องนี้ลงให้อ่านสัปดาห์ละ 5 วัน งดวันจันทร์และพฤหัสบดี อ่านฟรีจนจบ จากนั้นจะปิดตอนเพื่อติดเหรียญถาวร
*** อาจมีการติดเหรียญสำหรับนักอ่านที่ประสงค์จะอ่านล่วงหน้า ซื้อแล้วไม่ต้องซื้อซ้ำถึงแม้นักเขียนจะปิดตอนเพื่อแก้คำผิด หรือปรับราคาเหรียญ แต่ต้องซื้อตอนที่นักเขียนเปิดให้อ่านฟรีโดยไม่เคยมีการติดเหรียญมาก่อน
@ จะมีการทำ Ebook
หากมีข้อผิดพลาดใดๆ ผู้แต่งขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
*********
@สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกทำซ้ำดัดแปลงและเผยแพร่ในรูปแบบใดๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้แต่งเป็นลายลักษณ์อักษร
ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ กราบงามๆ แทบอก
ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ
บทนำ /1
บทนำ/1
ช่วงต้นฤดูร้อน เมืองหลวงของแคว้นต้าเฟิ่งกำลังมีข่าวใหญ่ ฉีอ๋อง เฟิ่งเสวียนจี นำทัพออกรบได้รับชัยชนะเหนือกองทัพแคว้นคู่อริอย่างแคว้นเฉียวในที่สุด
ศีรษะและชิ้นส่วนของร่างกายแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม ถูกเสียบประจานอยู่บนกำแพงเมือง เพื่อข่มขวัญทหารชาวแคว้นเฉียวตามคำสั่งของฉีอ๋อง
เฟิ่งเสวียนจีปีนี้อายุยี่สิบสาม นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต เลือดเย็นไม่ปราณีศัตรู ดูแลควบคุมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยความเด็ดขาด หากลูกน้องคนไหนกล้าขัดคำสั่งหรือลองดีล้วนมีจุดจบไม่สวย หลายคนขนานนามเขาลับหลังว่า ทรราช
บรรดาขุนนางในท้องพระโรงต่างยำเกรงฉีอ๋อง ไม่น้อยไปกว่าฮ่องเต้ผู้เป็นบิดา แต่ถึงฉีอ๋องจะทรงอำนาจมากเพียง ตัวเขาก็เคารพให้เกียรติพระบิดา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีเสมอต้นเสมอปลาย
หากแต่ความคิดและจิตใจของโอรสสวรรค์นั้นยากแท้หยั่งถึง…
ในงานเลี้ยงรับรองซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของฉีอ๋องที่นำมาสู่แคว้นต้าเฟิ่ง ฮ่องเต้ฮุ่ยจง กลับประทานสมรสพระราชทานให้ฉีอ๋องกับ มู่ซูซิน บุตรสาวเจ้าเมืองตงเฉิงเป็นรางวัล กำหนดวันอภิเษกแน่นอนไว้ในอีกสองเดือนข้างหน้า
ทุกคนที่มาร่วมงานต่างหันมามองฉีอ๋องเป็นตาเดียว ภายในใจล้วนสงสัยว่า เฟิ่งเสวียนจีจะขัดพระบัญของฮ่องเต้อย่างที่พวกเขากังวลหรือไม่
ทว่าตั้งแต่มหาขันทีเริ่มอ่านเนื้อหาในพระราชโองการตั้งแต่ต้นจนจบ วรกายสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีดำของฉีอ๋องยังคุกเข่าสงบนิ่งอยู่บนพื้น ดวงพักตร์หล่อเหลาเรียบเฉยปราศจากคลื่นอารมณ์ไม่สะทกสะท้าน แต่หากสังเกตให้ดีจะรู้สึกได้ว่า ท้องพระโรงใหญ่เวลานี้บรรยากาศหนาวเยือกกว่าปกติ
ผู้ที่มีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัดกลับเป็น ซูเฟย ฟ่านเหวินซือ น้าสาวแท้ๆของฉีอ๋อง ดวงพักตร์เฉิดฉันท์แปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำไม่น่ามอง ขอตัวออกจากงานเลี้ยงทันทีหลังเฟิ่งเสวียนจีรับพระราชโองการมาถือ
ส่วนมารดาของแท้ๆของเฟิ่งเสวียนจีคืออดีตซูเฟย พี่สาวร่วมอุทรของฟ่านเหวินซือ นางเสียไปเมื่อที่เขามีอายุได้เพียงห้าปี ท่านตาของฉีอ๋องคืออดีตแม่ทัพใหญ่ ชายชราจากไปเมื่อเจ็ดปีก่อน
มิใช่แค่ฟ่านซูเฟยที่ขุ่นเคืองใจ หากยังมีหญิงสาวอีกสองนางที่ตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยน โดยเฉพาะ ไป๋จื่ออวิ๋น บุตรสาวแม่ทัพ ไป๋เจี้ยน สตรีที่ซูเฟยวางตัวไว้เป็นพระชายาเอกของหลานชาย ส่วนอีกคนคือ ฉู่ฟางอิ๋ง บุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินรองของเสนาบดีคลัง ฉู่ซิวหมิง นางคือสตรีที่เฟิ่งเสวียนจีเริ่มสานความสัมพันธ์ ตั้งแต่ก่อนได้รับพระบัญชาให้นำทัพต่อต้านกองทัพแคว้นเฉียว
ในขณะที่หลายคนกำลังอารมณ์ขุ่นมัว เจิ้งฮองเฮาแอบซ่อนรอยยิ้มไว้หลังจอกสุรา เรื่องที่นางกังวลบัดนี้บรรเทาลง แม่ทัพไป๋เจี้ยนไม่มีวันยอมให้บุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอก ลดตัวไปแต่งเข้าตำหนักฉีอ๋องในฐานะชายารองเป็นแน่ ส่วนเสนาบดีคลังนั้น คงต้องรอดูท่าทีว่าเอาอย่างไร
ใครใช้ให้เฟิ่งเสวียนจีเปล่งประกายและทรงอิทธิพลมากขึ้นทุกวันกันเล่า
ฮ่องเต้ฮุ่ยจงทอดพระเนตรฉีอ๋องด้วยแววตาล้ำลึก เหตุผลที่ทำให้พระองค์เลือกบุตรสาวของเจ้าเมืองตงเฉิงเป็นชายาเอกของเขานั่นก็เพราะ
เมืองตงเฉิง เป็นเมืองท่าติดทะเลทางทิศตะวันออก ที่นั่นสงบสุขไร้ความวุ่นวาย จึงไม่จำเป็นต้องตั้งค่ายทหารใหญ่ไว้ประจำการ
ตัวของ มู่เทียน ผู้เป็นเจ้าเมือง ไร้ซึ่งอำนาจหนุนหลัง รับตำแหน่งต่อจากบิดา ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ภักดี ทั้งไม่เกี่ยวข้องกับขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงคนใดเป็นพิเศษ ฮูหยินของเขาก็มาจากตระกูลคหบดี หาใช่บุตรสาวขุนนาง
งานเลี้ยงในวันนี้ดำเนินไปอย่างรื่นเริง เฟิ่งเสวียนจีนั่งดื่มสุราอย่างเงียบๆ แผ่ไอสังหารกดดันจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ คล้อยหลังฮ่องเต้และฮองเฮาที่เสด็จออกจากท้องพระโรง ร่างสูงก็เดินออกจากสถานที่จัดงานโดยไม่หยุดทักทายผู้ใดทั้งสิ้น ดวงพักตร์หล่อเหลาเย็นชาราวฉาบไว้ด้วยน้ำแข็ง ก้าวขึ้นรถม้าตรงกลับตำหนักทันที
ตำหนักเว่ยจง
ภายในห้องทรงอักษร วรกายสูงสง่ายืนเอามือไพล่ จ้องมองพระราชโองการสีทองบนโต๊ะด้วยสายตาเดียดฉันท์
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไม่ชอบให้ใครมาบังคับและวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของข้า” สุรเสียงทุ้มต่ำค่อนไปทางเย็นชาดังขึ้นสั่งลูกน้องคนสนิท
หนึ่งในองครักษ์ที่อยู่ตรงนั้น ก้าวออกมาตอบรับอย่างรู้หน้าที่ “กระหม่อมจะรีบไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดอภิเษกสมรสพะย่ะค่ะ”
“ส่งคนคอยจับตาดูไว้ก่อน อย่าเพิ่งลงมือตอนนี้ เริ่มจัดการหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ที่สำคัญ อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น” รับสั่งเสร็จก็สาวเท้าตรงไปยังคอกม้า
สามวันต่อมา จวนเจ้าเมืองตงเฉิง
คอกม้าท้ายจวน หญิงสาวรูปร่างเพรียวบาง แต่งกายทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษ เพิ่งช่วยผู้ดูแลม้าทำคลอดแม่พันธุ์อาชาเหงื่อโลหิตเสร็จสิ้นอย่างราบรื่น ทั้งแม่และลูกต่างปลอดภัยดีไม่มีปัญหา ทว่าในขณะที่กำลังถอดถุงมือผ้าและผ้าโพกผมอยู่นั้น พ่อบ้านของจวนก็มาตามนางที่คอกม้าพอดี
“คุณหนูขอรับ มีคนจากเมืองหลวงมาขอพบท่าน เห็นว่าเป็นขันที นายท่านและทุกคนกำลังรอท่านอยู่ที่ห้องโถงขอรับ”
“มีขันทีมาขอพบข้า?” เรียวคิ้วงามเลิกขึ้นขณะเอ่ยถาม ลางสังหรณ์ว่างานกำลังจะเข้าผุดขึ้นในความคิด ‘ขันทีจากเมืองหลวงมาเยือน หรือว่าเอาเจ้าสิ่งนั้นมามอบให้ ตามข่าวที่ถูกส่งมาถึงก่อนหน้านี้‘
กลางโถงรับรองของจวนเจ้าเมืองตงเฉิง
มู่เทียน ฮูหยินผู้เฒ่า มู่ฮูหยิน รวมถึงบุตรชายวัยเก้าปีนาม มู่เหยียน คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยม แม้แต่ ลี่มี แมวสุดที่รักของนางก็มารวมกลุ่มเพื่อฟังความกับเขาเหมือนกัน ครั้นมู่ซูซินมาถึงก็รีบลงไปคุกเข่าข้างมารดาด้วยท่าทางประหม่าอย่างไม่คิดปิดบัง
ชุนกงกงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน จิกตาพิจารณาหญิงสาวพอเป็นพิธี จากนั้นจึงลุกขึ้นกางม้วนผ้าสีทองในมือ
“คุณหนูมู่ซูซินรับราชโองการ ด้วยโองการแห่งฟ้า…”
เสียงแหลมสูงเป็นเอกลักษณ์ของขันทีดังก้องโถงรับรอง ประกาศเรื่องสมรสพระราชทาน ระหว่างนางกับฉีอ๋องเสียงดังฟังชัด
หมดกัน! ชีวิตอันแสนสงบสุขของนาง
หัวคิ้วของมู่ซูซินขมวดมุ่นเป็นปม ข้องใจว่าเพราะเหตุใด ฉีอ๋องถึงยอมให้ฮ่องเต้โยนสมรสพระราชทานใส่หัวโดยไม่คัดค้าน หรือว่ารายนั้นมีแผนรับมือเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว
แต่มันคือแผนแบบไหนกันล่ะ…หรือว่า!?
******************
บทนำ/2
บทนำ/2
หากเป็นอย่างที่คิดจริงนั่นก็หมายความว่า นางกำลังงานเข้า!!!
ขณะกำลังจมอยู่กับความคิดเรื่องของฉีอ๋อง เสียงของบิดาก็ช่วยดึงสติของมู่ซูซินกลับมาเมื่อชุนกงกงอ่านราชโองการจบ
“ซินเอ๋อร์ รีบขอบพระทัยฝ่าบาทเร็วเข้า” ก่อนหันไปยิ้มแห้งให้ชุนกงกง “ลูกสาวข้าคงตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรน่ะขอรับ ขอชุนกงกงโปรดอย่าได้ถือสา”
มู่ซูซินเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆ ดวงตากลมโตใสซื่อสั่นระริกดูไร้พิษภัย ทว่าความคิดในหัวของนางเวลานี้…
‘เฮอะ! ขอบพระทัยกับผีน่ะสิ! นี่เท่ากับส่งข้าไปตายชัดๆ ฮ่องเต้สุนัขเอ้ย! ขอให้เจ้าเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ขอให้เป็นริดสีดวง ขอให้พบเจอเจ้หงส์แล้วถอนตัวไม่ขึ้น ขอให้…ฉอดๆๆๆ!”
หลังจากก่นด่าสาปแช่งฮ่องเต้ฮุ่ยจงจนพอใจ นางจึงขยับมาด้านหน้า กล่าวขอบพระทัยฮ่องเต้ตามธรรมเนียมปฏิบัติ รับม้วนผ้าสีทองมาถือด้วยมือสั่นเทาราวจับต้องของร้อน
คราวนี้ชุนกงกงมองนางด้วยสายตาเวทนา ท่าทางขลาดเขลาแบบนี้จะทนฉีอ๋องผู้น่ากลัวราวมารร้ายได้สักกี่วัน โชคชะตาช่างโหดร้ายกับนางเสียจริง
ทันทีที่ขบวนของชุนกงกงก้าวขาออกไปจากจวนเจ้าเมือง ท่าทางขลาดเขลาของมู่ซูซิน แปรเปลี่ยนเป็นสุขุมเยือกเย็น เอ่ยปากขอให้มารดาเดินไปส่งนางที่เรือน เพราะมีเรื่องสำคัญต้องหารือ
เมื่อประตูปิดลงสาวใช้ผู้ภักดีทั้งสองยืนคุมเชิงหน้าห้องไม่ให้ใครเข้าใกล้ มู่ซูซินเข้าเรื่องสำคัญทันที “ท่านแม่ คนอย่างฉีอ๋องไม่มีวันยอมให้สมรสพระราชทานเกิดขึ้นเป็นแน่ ลูกพูดเช่นนี้ท่านคงเข้าใจความหมายนะเจ้าคะ“
หยางหย่าถิง มารดาของมู่ซูซินหน้าถอดสี เลือดในกายเย็นเยียบขึ้นมากะทันหัน หากการคาดเดานี้ถูกต้อง นั่นก็หมายความว่าบุตรสาวของนางกำลังตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง
“แม่ไม่ยอมให้เกิดเรื่องขึ้นกับเจ้าเด็ดขาด ว่าแต่เจ้ามีแผนรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร” ถึงแม้จะวิตกเรื่องของบุตรสาวจนแทบเข่าทรุด ทว่าหยางซื่อ* กลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือหวั่นวิตกจนเกินเหตุ นางมั่นใจว่าบุตรสาวต้องหาทางหนีทีไล่ได้อย่างแน่นอน
“แผนรับมือที่ลูกเตรียมไว้คือ…” มู่ซูซินสวมกอดมารดากระซิบบอกแผนการที่คิดไว้
“ได้ แม่จะรีบให้คนไปจัดการ ว่าแต่เจ้าจะออกเดินทางไปหาท่านตาพรุ่งนี้เลยหรือ”
“เจ้าค่ะท่านแม่ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้จะประวิงเวลาไม่ได้ ทางนั้นคงไม่ยอมปล่อยให้ลูกมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันอภิเษกแน่”
ฉายาทรราชของฉีอ๋องเป็นบทพิสูจน์อย่างดี หากเจ้าตัวไม่ชั่วร้ายพอ มีหรือที่คนจะกล้าเรียกเขาแบบนั้น นางมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าบุรุษผู้มีอำนาจล้นหลามอยู่ในมือ สามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยมือเดียวผู้นี้ ไม่มีทางที่จะยอมให้ฮ่องเต้ บังคับให้เขาแต่งงานกับสตรีที่มิอาจสนับสนุน หรือเพิ่มพูนฐานอำนาจให้เขาได้สำเร็จ หนทางเดียวที่ยุติสมรสพระราชทานได้นี้ นั่นคือว่าที่เจ้าสาวต้องไม่มีชีวิตอยู่ก่อนถึงวันอภิเษก
แต่เผอิญว่า…ว่าที่เจ้าสาวอย่างนางดันเป็นคนรักตัวกลัวอย่างถึงที่สุดเสียด้วยสิ นางอุตส่าห์ได้โอกาสมาเกิดใหม่ทั้งที มีหรือจะยอมตายง่ายๆ โดยไร้เหตุผลเหมือนชาติที่แล้ว พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร มู่ซูซินอารมณ์ขึ้นทุกที เรื่องมีอยู่ว่า…
สิบแปดปีก่อน มู่ซูซินหรือ ลิลลี่ สาวไทยเชื้อสายจีนสิ้นใจคาคอนโด ขณะกำลังสะสางงานชิ้นสุดท้ายให้เสร็จก่อนลาพักร้อนตามที่เจ้านายอนุมัติ แต่ใครจะเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตของเธอที่แท้จริง เกิดขึ้นเพราะยมทูตมือใหม่ดันทำงานผิดพลาด ไปคว้าวิญญาณมาผิดดวง! คนที่สมควรสิ้นใจในวันนั้นคือคุณยาย ลิลลี่ วัยแปดสิบที่พักอยู่ชั้นล่างนู่น ไม่ใช่เธอ! และกว่าจะรู้ว่าตนทำงานผิดพลาดร่างของลิลลี่ก็ถูกเผาไปแล้ว
เวรกรรมจริงๆ! ไม่รู้จะหาคำใดมากล่าว…
ลิลลี่ผู้หมดบุญก่อนเวลา เลยถูกส่งมาเกิดใหม่เป็นทารกพร้อมความทรงจำและความสามารถทุกอย่างที่มีจากชาติที่แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นยมทูตมือใหม่ยังมอบความสามารถที่จำเป็น สำหรับใช้ในการเอาตัวรอดของภพนี้ให้เธอจนครบ รวมถึงน้ำวิเศษซึ่งไม่มีวันหมดให้อีกหนึ่งขวด ยมทูตคนเดิมนำมามอบให้ เมื่อเธอมีอายุครบห้าปี เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ตนทำงานผิดพลาด
อันที่จริงนางอยากได้มิติ แต่ยมทูตมือใหม่ไม่มีให้ เพราะผู้ที่จะสามารถเนรมิตมิติให้กับนางได้นั้น เผอิญว่าลาพักร้อนพอดิบพอดี กว่าจะกลับมาทำงานก็อีกยาว
มู่ซูซินหรือลิลลี่ในเวลานั้นหมดคำจะกล่าว จำต้องยอมรับน้ำวิเศษที่สามารถรักษาโรคและถอนพิษได้ครอบจักรวาล ไว้แทนกระเช้ากราบขออภัยจากยมทูตมือใหม่โดยปริยาย
กลับมาที่เวลาปัจจุบัน
หลังมื้อเย็น มู่ซูซินบอกกล่าวสมาชิกครอบครัวที่เหลือ เรื่องที่ตนจะเดินทางไปหาท่านตาที่ไร่สมุนไพรในเมืองชิงหลิน ทุกคนพยักหน้ารับอย่างรู้กัน
“เสี่ยวเหยียน ระหว่างที่พี่ใหญ่ไม่อยู่ อย่าลืมศึกษาตำราที่ให้ไว้อย่างเคร่งครัด ทักษะการต่อสู้หรือขี่ม้าอย่าหย่อนยาน เข้าใจหรือไม่”
“พี่ใหญ่ไว้ใจข้าได้ เสี่ยวเหยียนคนนี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างเด็ดขาด!” เด็กชายยืดอกรับคำพี่สาวเป็นมั่นเหมาะ เขาต้องขยันและผ่านการทดสอบให้จงได้! ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ มิฉะนั้นมารดาคงหวดเขาก้นลาย!
“ดีมาก” เอ่ยชมน้องชายเสร็จ ก็หันไปอุ้มแมวสุดที่รักจากสาวใช้มาวางบนตัก
“ลี่มี่ได้ยินแล้วนะ พวกเราต้องออกไปผจญภัยกันสักเล็กน้อย ดีใจรึเปล่า”
เมี้ยววว ลี่มี่ตอบรับเสียงหวาน ตั้งตารอที่จะได้ออกไปเที่ยว
เช้าวันรุ่งขึ้น
เสร็จจากการรับมื้อเช้าด้วยกัน มู่เทียนและหยางซื่อเดินนำบุตรสาวไปยังคอกม้าท้ายจวน ทำท่าเหมือนมาดูลูกม้าตัวใหม่ ก่อนหลบเข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์ขี่ม้า ทั้งคู่เปิดประตูลับให้มู่ซูซิน คนเป็นพ่อขอบตารื้นน้ำ ยกมือสั่นเทาลูบหัวทุยของบุตรสาวด้วยความอาทร
“ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ฮึก ถ้าไม่จำเป็นก็…อย่าสังหารคนเยอะนัก มันบาป”
(*_*”) มู่ซูซินถึงกับเงิบ ตกลงว่าท่านพ่อเป็นห่วงนาง หรือห่วงว่านางจะไปสังหารคนอื่นกันแน่เจ้าคะ!
พรืดดด หยางซื่อหลุดขำ สามีของนางช่างเป็นคนอ่อนโยนเสียจริง!
“ท่านพี่ล่ะก็ ซินเอ๋อร์แค่กลับไปทำงาน ไม่ได้ไปยกพวกตีกับใครเสียหน่อย อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ”
มู่เทียนลอบถอนหายใจ หากฮ่องเต้ทราบความจริงว่า บุตรสาวของเขาหาใช่คุณหนูในห้องหอทั่วไปอย่างที่ทรงเข้าใจ ไม่รู้ว่ายังจะกล้ามอบสมรสพระราชทานให้อยู่อีกรึเปล่า
*******************
*ซื่อ : คำเรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วตามหลังแซ่เดิม เช่น หยางหย่าถิง = หยางซื่อ
บทที่ 1/1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง
บทที่ 1/1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง
มู่ซูซินเดินลงบันไดทางลับ มือข้างหนึ่งถือตะเกียง ลี่มี่เดินนวยนาดนำหน้าทาสอย่างคุ้นเส้นทาง
หยางซื่อสร้างทางลับแห่งนี้ขึ้นเมื่อห้าปีก่อน เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้บุตรสาวตามคำขอ
ภายนอกหยางซื่ออาจดูเป็นสตรีเรียบร้อย ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามประสาฮูหยินเจ้าเมืองห่างไกล แต่ความจริงนางร่ำรวยมาก กิจการร้านขายสมุนไพรและเครื่องประดับทางภาคเหนือ มีถึงเจ็ดส่วนซึ่งเป็นของตระกูลหยาง
การขุดอุโมงค์ระยะทางกว่าสองลี้* หมดเงินทองไปหลายหมื่นตำลึง ไม่สะเทือนแม้ขนเส้นเดียวของวัวเก้าตัว*
ผ่านไปครู่หนึ่งมู่ซูซินจึงมาโผล่ที่ห้องทำงานของเถ้าแก่เนี้ยในโรงน้ำชาอันเซียง โรงน้ำชาชื่อดังของแคว้นต้าเฟิ่ง มีสาขากระจายอยู่ทั้งแปดทิศของแคว้น สาขาแรกตั้งอยู่ที่ เมืองชิงหลิน เมืองที่ท่านตาของมู่ซูซินอาศัยอยู่
หญิงวัยกลางคนท่าทางเข้มงวดหากแววตาบ่งบอกว่าเป็นคนใจดี กล่าวทักทายผู้มาใหม่ด้วยความเคารพรัก
“คุณหนู ฮูหยินส่งคนมาแจ้งบ่าวเรียบร้อย ท่านออกเดินทางได้ทันทีตามที่ต้องการเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณป้ากุ้ยมากเจ้าค่ะ” มู่ซูซินทักทายป้ากุ้ยอย่างคุ้นเคย หญิงวัยกลางคนผู้นี้เป็นคนเก่าแก่ของหยางหย่าถิง ได้รับหน้าที่ให้มาดูแลโรงน้ำชาแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน
ทั้งคู่สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าได้เวลา มู่ซูซินจึงเปลี่ยนมาแต่งกายเป็นบุรุษ สวมหน้ากากปกปิดใบหน้าช่วงบน เดินออกไปขึ้นรถม้าขนาดกลางไร้สัญลักษณ์พร้อมองครักษ์ฝีมือดีของตระกูลหยาง เส้นทางที่มุ่งไปคือเมืองชิงหลิน
ช่วงสายของวันเดียวกัน
จวนเจ้าเมืองตงเฉิงกำลังเกิดความวุ่นวาย มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า คุณหนูใหญ่มู่ซูซินปลาบปลื้มดีใจที่จะได้แต่งเป็นชายาเอกฉีอ๋องจนไข้ขึ้นสูง ผื่นแดงขึ้นทั้งตัว อาการคล้ายคนเป็นหัด กำลังนอนรักษาตัว โดยมีมารดาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
สายสืบของฉีอ๋องที่เพิ่งมาถึงเมืองตงเฉิง รีบส่งรายงานความเคลื่อนไหวของว่าที่พระชายา กลับไปด้วยพิราบสื่อสาร
หานเย่ องครักษ์คนสนิท แกะกระบอกใส่จดหมายจากขานก มามอบให้นายเหนือหัว “รายงานจากเมืองตงเฉิงพะย่ะค่ะ”
“โอ้ รวดเร็วป่านนั้นเชียว? มิใช่ว่าอาเต๋อเพิ่งไปถึงวันนี้หรอกรึ” เจ้าของเสียงเป็นบุรุษรูปงามท่าทางคล้ายบัณฑิตคงแก่เรียน กลิ่นอายสุขุมลุ่มลึก ในมือถือจอกชาหยก เหยียดหลังขึ้นจากหมอนอิงอย่างเกียจคร้าน
“อาเต๋อเพิ่งไปถึงเช้านี้จริงๆ ขอรับท่านกุนซือ” หานเย่ตอบคำถามก่อนขยับไปยืนหน้าห้องตามเดิม
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเย็นชาไม่น่าเข้าใกล้ กำลังอ่านข้อความในจดหมายที่ส่งมาถึง มุมปากของเขากระตุกยิกๆไม่หยุด
“เรียนท่านอ๋อง คุณหนูมู่ซูซินปลาบปลื้มดีใจที่จะได้แต่งกับพระองค์จนไข้ขึ้นสูงพะย่ะค่ะ!”
หลังเฟิ่งเสวียนจีวางจดหมายลง ซ่งเฉินซี ถือวิสาสะ เดินไปหยิบขึ้นมาอ่านก่อนหลุดหัวเราะ “ปลาบปลื้มดีใจจนไข้ขึ้นสูง ข้าชักอยากไม่ให้นางตายสมใจท่านแล้วสิ อยากเห็นหน้านางมากกว่า ฮ่าๆๆ”
คนฟังตวัดสายดุดันมองสหายรักควบคุมตำแหน่งกุนซือส่วนตัว “หัวเราะพอรึยัง แล้วอย่ามาคิดเกลี้ยกล่อมให้ข้าเปลี่ยนใจเสียให้ยาก”
“ในเมื่อท่านอ๋องไม่อยากแต่งกับนาง ไยไม่ทรงปฏิเสธฝ่าบาทไปเสียตั้งแต่วันนั้นเล่าพะย่ะค่ะ ทำแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับฝ่ายหญิง มู่ซูซินไม่ได้ทำสิ่งใดผิด นางเองก็เป็นเหยื่อทางการเมืองเหมือนกัน ท่านอ๋องจะทรงฆ่าแกงนางเช่นนี้ ไม่โหดร้ายและไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ” ในน้ำเสียงของซ่งเฉินซีเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจฝ่ายหญิงอย่างไม่ปิดยัง ฉีอ๋องทำไม่ถูกจริงๆ
“เพราะข้าเป็นลูกที่ดี จึงไม่อยากขัดพระทัยเสด็จพ่อ” รับสั่งกลับมาด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน “และอีกอย่าง…”
วรกายสูงสง่าลุกขึ้นจากหลังโต๊ะทรงงาน ก้าวมาตบบ่าสหายพร้อมเอ่ยประโยคที่ทำให้คนฟังถึงกับอึ้ง
“นอกจากฉายาแม่ทัพมาร ข้ายังถูกขนานนามว่าอะไรอีก”
“…” ซ่งเฉินซี “ทะ…ทรราชพะย่ะค่ะ”
คำตอบจากปากสหายเรียกรอยยิ้มร้ายของเฟิ่งเสวียนจี เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆเพิ่ม จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องทรงอักษร
“แล้วนั่นจะทรงไปไหนหรือพะย่ะค่ะ” เสียงของซ่งเฉินซีดังตามหลัง จู่ๆอีกฝ่ายก็เดินออกไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ ทำเขาอดสงสัยไม่ได้ ทว่าผู้ที่ช่วยตอบคำถามกลับเป็น หานจี้ องครักษ์ผู้เงียบงัน ที่ปกติแทบจะไม่ปริปากให้ได้ยินเสียง
“ท่านอ๋องทรงมีนัดดื่มชากับคุณหนูฉู่ขอรับท่านกุนซือ”
“…” ซ่งเฉินซี ให้มันได้อย่างนี้สิ! ท่านอ๋องกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
ห้าวันต่อมา เฟิ่งเสวียนจีก็ได้รับจดหมายรายงานความเคลื่อนไหวภายในจวนเจ้าเมืองตงเฉิงจากอาเต๋อ
“เรียนท่านอ๋อง เนื่องจากคุณหนูใหญ่ไข้ไม่ลงเสียที วันนี้ท่านเจ้าเมืองมู่เทียนเลยจ้างนักพรตมาปัดป้องสิ่งอัปมงคลภายในจวนขอรับ”
“…” เฟิ่งเสวียนจี เก็บทุกรายละเอียดจริงๆ
สองวันถัดมา
“เรียนท่านอ๋อง วันนี้คุณหนูใหญ่อาการไข้ดีขึ้น ออกมานั่งรับแดดยามเช้า นางสวมผ้าคาดปิดหน้าไว้ขอรับ เกรงว่าผื่นหัดคงยังไม่ยุบ”
อาเต๋อยังคงส่งรายงานความเคลื่อนไหวของเป้าหมายมาเป็นระยะ กระทั่งเข้าวันที่สิบ
ในช่วงสาย
เสียงโก่งคออาเจียนดังขึ้นในเรือนไฉอวี้ของมู่ซูซิน ความโกลาหลอลหม่านพลันบังเกิดขึ้นในจวนเจ้าเมืองตงเฉิงอีกรอบ หมอประจำจวนถูกตามตัวมารักษาอาหารเป็นพิษของคุณหนูใหญ่อย่างเร่งด่วน
ฮูหยินผู้เฒ่ากับหยางซื่อพากันส่งเสียงร่ำไห้ ให้กับความโชคร้ายของมู่ซูซินอยู่หน้าเรือนไฉอวี้จนดังไปทั่วบริเวณ ประหนึ่งต้องการประกาศให้โลกรู้
“โฮ ซินเอ๋อร์ของย่า ผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ พอใกล้จะหายจากอาการหัดก็มาอาหารเป็นพิษต่อ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะฟื้นตัวกัน จนป่านนี้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ยังไม่ได้ปัก…”
“โถ ลูกแม่ เจ้าช่างโชคร้ายเสียจริงๆ เจ็บป่วยจนซีดเซียวแบบนี้ แม่เห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก โฮ”
“ฮือ พี่ใหญ่ เสี่ยวเหยียนสงสารท่านเหลือเกินขอรับ ผ่ายผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว” เสี่ยวเหยียนน้อยช่วยสำทับท่านย่าและมารดาของตน เด็กชายใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบหัวหอมในมือมารดา มาป้ายตาจนน้ำตาไหลรินไปสาย สภาพที่เห็นน่าเวทนาจับใจ อาเต๋อที่แอบอยู่บนต้นไม้ข้างกำแพงถึงกับน้ำตาซึม
*******************
*ลี้ : เท่ากับ 500 เมตร
*ขนเส้นเดียวของวัวเก้าตัว : เปรียบได้ในสุภาษิตไทยว่า ขนหน้าแข้งไม่ร่วง