โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถึงเวลาไทยต้องปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” แม้ภาษีสหรัฐฯ 19% ไม่ผิดคาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 14.16 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2568 เวลา 07.16 น.

“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ได้รวมผลของอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการภาษีของไทย เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้วว่า มีโอกาสสูงที่ไทยน่าจะได้อัตราภาษีนี้ โดยเป็นการประมาณการจากประเทศในภูมิภาคที่ได้ไม่เกิน 20%”

ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการออกแบบและเสนอแนะนโยบายในการดูแลและบริหารเศรษฐกิจมหภาคก็คือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา รวมถึงแนวนโยบายที่ประเทศไทยควรดำเนินการเพื่อให้สามารถผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้

คาด GDP ปี 68 โตได้ 2.2%

จับตาส่งออกไทยครึ่งปีหลัง

นายพรชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี โดยอยู่ในช่วงคาดการณ์ที่ 1.7% ถึง 2.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.5% ต่อปี หรือช่วงคาดการณ์ที่ 5.0% ถึง 6.0% เนื่องจากประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้าสินค้ามากกว่าที่คาดในครึ่งปีแรก

“การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวลงจากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ด้วยการเจรจาที่ทำให้อัตราภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ที่ 19% สินค้าไทยจึงยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในภาพรวม”

ขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นอีกกลไกขับเคลื่อนสำคัญโดยการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่อเนื่อง และแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้วงเงิน 157,000 ล้านบาท จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวต่อเนื่องและกำลังซื้อในประเทศยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในประเทศเติบโตติดต่อกันถึง 9 ไตรมาส

ประกอบกับยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ยังอยู่ในระดับสูง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนทิศทางการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน

นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% ต่อปี เป็น 1.50% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ บรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ

“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ในครั้งนี้เป็นการประมาณการครั้งล่าสุด โดยปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนในเดือนเมษายน 2568 ที่คาดไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 2.1% แรงขับเคลื่อนสำคัญก็มาจากทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนที่ฟื้นตัว และการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นติดต่อกันหลายเดือน ซึ่งการปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ก็สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น IMF ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มความไม่แน่นอน ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และระดับหนี้ครัวเรือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการขยายตัวของสินเชื่อ

ภาษีสหรัฐฯ 19% ไม่ผิดคาด

ถึงเวลาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

นายพรชัยกล่าวว่า หลังจากเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี “Further Modifying the Reciprocal Tariff Rates” ซึ่งเป็นการปรับอัตราภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีนำเข้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ การประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 19% เป็นไปตามคาดการณ์ ของ สศค. ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.2%

“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ได้รวมผลของอัตราภาษีสหรัฐฯที่ 19% ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะก่อนที่สหรัฐฯจะประกาศมาตรการภาษีของไทย เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้วว่ามีโอกาสสูงที่ไทยน่าจะได้อัตราภาษีนี้ โดยเป็นการประมาณการจากประเทศในภูมิภาคที่ได้ไม่เกิน 20%”

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ต้องติดตามระยะต่อไปคือ อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกรณีสินค้าถูกส่งผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment) ซึ่งสหรัฐฯ จะเก็บอัตราภาษีตามมูลค่า (Ad valorem) เพิ่มเติมที่ 40% และอาจถูกปรับหรือบทลงโทษอื่นตามกฎหมาย

โดยไทยอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) จากจีน เนื่องจากจีนถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจีนใช้สวมสิทธิผ่านไทยเพื่อเลี่ยงภาษี สินค้าที่เสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขณะที่นอกจากประเด็นเรื่องสินค้าสวมสิทธิ ไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการไหลเข้าของสินค้าต้นทุนถูกจากต่างประเทศด้วย

“ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างช่วยกันศึกษาแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากสินค้าสวมสิทธิและสินค้าต้นทุนถูกจากต่างประเทศที่จะทะลักเข้ามาในไทย ฝั่งสหรัฐฯ เองก็อยู่ระหว่างกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีความพร้อมในการดูแลกรณีดังกล่าวโดยเฉพาะผ่านการใช้กลไกภาษีกรมศุลกากร”

นายพรชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการรับมือจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิและความเสี่ยงจากสินค้าต่างประเทศไหลเข้าประเทศ ไทยต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อนุมัติงบประมาณวงเงิน 157,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้น 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและด้านคมนาคม 2.ด้านการท่องเที่ยว 3.ด้านการลดผลกระทบการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพ และ 4.ด้านเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%

อีกทั้ง ได้มีการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้กับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเพื่อรับมือภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ในนักเรียนและนักศึกษา และวางรากฐานการเติบโตระยะยาวของประเทศ

ล่าสุด ได้มีการโอนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จำนวน 26,000 ล้านบาท มาสมทบงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ

“สิ่งสำคัญในการรับมือกับผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ คือไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม มีโครงการที่รัฐบาลเร่งดำเนินการได้ทันทีคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญของประเทศ”

ขณะที่การใช้จ่ายเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังได้ปรับเปลี่ยนวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่ใส่เม็ดเงินลงไปเพื่อสนับสนุนการบริโภคของประชาชน โดยเติมเงินผ่านไปยังผู้ที่ต้องการใช้จ่ายโดยตรง เช่น ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนชรา และผู้พิการ เพื่อให้เกิดการลงทุนตามมา เป็นการใส่เม็ดเงินกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานทำให้ประชาชนมีรายได้และนำไปสู่การบริโภค และลงทุนต่อเนื่อง

“จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจ่ายเงินโดยตรงจะทำให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงประมา 75% ส่วนที่เหลือ ประชาชนจะนำไปออมหรือใช้ชำระหนี้ ดังนั้น เราจึงปรับเป็นการกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานเพื่อให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่ายแทน ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะเห็นผล”

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน ที่จะต้องเข้ามาเป็นหัวเรือหลักในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการที่เข้ามาพัฒนาเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา เนื่องจากแรงงานที่อยู่ในภาคการผลิตส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มที่เรียนจบจากอาชีวศึกษา ดังนั้น จึงต้องพัฒนาการศึกษาในด้านดังกล่าวให้แข็งแรงเพื่อดันแรงงานเข้าสู่ระบบให้ได้

“ผมมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ไทยต้องเร่งพัฒนาในตอนนี้คือแรงงานที่ต้องพัฒนาในภาพรวม เพราะเราคงไม่อยากเห็นแรงงานที่มีความรู้ความสามารถในระดับที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษาด้วย”

ทั้งนี้ ในช่วงหลังการประกาศใช้อัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% ประเทศไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ[1] และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นจุดแข็งของไทย เนื่องจากแม้ว่าสหรัฐฯ ต้องการดึงฐานการผลิตกลับไปยังประเทศแต่ยังต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ขณะที่แรงงานที่มีความรู้ความสามารถไม่ได้อยู่แค่ที่สหรัฐฯเท่านั้น ยังกระจายอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่มีต้นทุนด้านแรงงานไม่สูงอีกด้วย

“ไทยมีจุดแข็งในภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้จากไทยกว่า 80% และ 16% ตามลำดับ ดังนั้น ตราบใดที่สินค้ากลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการ ไทยก็ยังมีความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ต้องเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย”

เล็งเปิดทางแบงก์ตั้ง JV AMC

เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

นายพรชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในระบบของไทยสะท้อนจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พบว่า ปัจจุบัน ณ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 อยู่ที่ 87.4% ต่อ GDP มูลค่า 16.4 ล้านล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 88.4% ของ GDP หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างของหนี้ครัวเรือนในระบบของไทย จะพบว่าหนี้ครัวเรือนในระบบของไทยส่วนใหญ่ เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ (productive loan) ประมาณ 62.1% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้สะสมความมั่งคั่งโดยการซื้อทรัพย์สิน และเพื่อการประกอบธุรกิจ

สำหรับสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 3.41% ของสินเชื่อรวม ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3.26% ของสินเชื่อรวม ขณะที่เงินให้สินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ของหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 7.81% ของสินเชื่อรวม

โดยในปัจจุบัน รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินต่างๆ ได้ดำเนินโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเข้าสู่ ระยะที่ 2 โดยขยายระยะเวลาลงทะเบียนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในรอบแรกมีเวลามากขึ้น

ขณะที่กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งระบบ ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC โดยจะดำเนินการแก้หลักเกณฑ์เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แบบร่วมทุน (JV AMC) เพื่อดูแลหนี้เสียของตัวเองได้

ขณะที่ยังมีแนวคิดในการปรับรหัสของเครดิตบูโรสำหรับลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้วโดยอาจตั้งเป็นรหัสพิเศษสำหรับลูกหนี้กลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือการลดแรงกดดันจากหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่อยู่กับสถาบันการเงิน ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ ที่มีหนี้เสีย เพื่อให้ผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยหลุดพ้นจากสถานะดังกล่าวโดยเร็ว และเพิ่มโอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้จัดทำอารีย์ สกอร์ (Ari Score) ซึ่งเป็นระบบคะแนนเครดิตใหม่โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ของประชาชน เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่มีประวัติเครดิตในระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

“อารีย์ สกอร์ จะเป็นอีกระบบคะแนนเครดิตที่สะท้อนวินัยด้านการเงินของประชาชน ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อได้ โดยปัจจุบันกระทรวงการคลัง ธปท. และ สมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างหารือในเรื่องนี้”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีแนวทางที่จะรวบรวมข้อมูลของประชาชนเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ จึงได้เสนอเรื่องการจัดทำแบบจำลองคะแนนเครดิตอารีย์ (Ari Score) ภายใต้โครงการ Soft Loan Ari Score Sandbox ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินการดังกล่าวต่อไป

[1] ระบบฐานข้อมูลคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States International Trade Commission (USITC)) DataWeb

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2568 ฉบับที่ 521 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...