ถึงเวลาไทยต้องปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” แม้ภาษีสหรัฐฯ 19% ไม่ผิดคาด
“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ได้รวมผลของอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการภาษีของไทย เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้วว่า มีโอกาสสูงที่ไทยน่าจะได้อัตราภาษีนี้ โดยเป็นการประมาณการจากประเทศในภูมิภาคที่ได้ไม่เกิน 20%”
ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการออกแบบและเสนอแนะนโยบายในการดูแลและบริหารเศรษฐกิจมหภาคก็คือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา รวมถึงแนวนโยบายที่ประเทศไทยควรดำเนินการเพื่อให้สามารถผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้
คาด GDP ปี 68 โตได้ 2.2%
จับตาส่งออกไทยครึ่งปีหลัง
นายพรชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี โดยอยู่ในช่วงคาดการณ์ที่ 1.7% ถึง 2.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.5% ต่อปี หรือช่วงคาดการณ์ที่ 5.0% ถึง 6.0% เนื่องจากประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้าสินค้ามากกว่าที่คาดในครึ่งปีแรก
“การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวลงจากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ด้วยการเจรจาที่ทำให้อัตราภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ที่ 19% สินค้าไทยจึงยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในภาพรวม”
ขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นอีกกลไกขับเคลื่อนสำคัญโดยการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่อเนื่อง และแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้วงเงิน 157,000 ล้านบาท จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวต่อเนื่องและกำลังซื้อในประเทศยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในประเทศเติบโตติดต่อกันถึง 9 ไตรมาส
ประกอบกับยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ยังอยู่ในระดับสูง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนทิศทางการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน
นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% ต่อปี เป็น 1.50% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ บรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ในครั้งนี้เป็นการประมาณการครั้งล่าสุด โดยปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนในเดือนเมษายน 2568 ที่คาดไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 2.1% แรงขับเคลื่อนสำคัญก็มาจากทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนที่ฟื้นตัว และการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นติดต่อกันหลายเดือน ซึ่งการปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ก็สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น IMF ด้วย”
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มความไม่แน่นอน ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และระดับหนี้ครัวเรือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการขยายตัวของสินเชื่อ
ภาษีสหรัฐฯ 19% ไม่ผิดคาด
ถึงเวลาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
นายพรชัยกล่าวว่า หลังจากเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี “Further Modifying the Reciprocal Tariff Rates” ซึ่งเป็นการปรับอัตราภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีนำเข้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ การประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 19% เป็นไปตามคาดการณ์ ของ สศค. ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.2%
“การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.2% ได้รวมผลของอัตราภาษีสหรัฐฯที่ 19% ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะก่อนที่สหรัฐฯจะประกาศมาตรการภาษีของไทย เราก็คาดเอาไว้อยู่แล้วว่ามีโอกาสสูงที่ไทยน่าจะได้อัตราภาษีนี้ โดยเป็นการประมาณการจากประเทศในภูมิภาคที่ได้ไม่เกิน 20%”
อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ต้องติดตามระยะต่อไปคือ อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกรณีสินค้าถูกส่งผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment) ซึ่งสหรัฐฯ จะเก็บอัตราภาษีตามมูลค่า (Ad valorem) เพิ่มเติมที่ 40% และอาจถูกปรับหรือบทลงโทษอื่นตามกฎหมาย
โดยไทยอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) จากจีน เนื่องจากจีนถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 30% ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจีนใช้สวมสิทธิผ่านไทยเพื่อเลี่ยงภาษี สินค้าที่เสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขณะที่นอกจากประเด็นเรื่องสินค้าสวมสิทธิ ไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการไหลเข้าของสินค้าต้นทุนถูกจากต่างประเทศด้วย
“ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างช่วยกันศึกษาแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากสินค้าสวมสิทธิและสินค้าต้นทุนถูกจากต่างประเทศที่จะทะลักเข้ามาในไทย ฝั่งสหรัฐฯ เองก็อยู่ระหว่างกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีความพร้อมในการดูแลกรณีดังกล่าวโดยเฉพาะผ่านการใช้กลไกภาษีกรมศุลกากร”
นายพรชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการรับมือจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิและความเสี่ยงจากสินค้าต่างประเทศไหลเข้าประเทศ ไทยต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อนุมัติงบประมาณวงเงิน 157,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้น 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและด้านคมนาคม 2.ด้านการท่องเที่ยว 3.ด้านการลดผลกระทบการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพ และ 4.ด้านเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%
อีกทั้ง ได้มีการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้กับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเพื่อรับมือภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ในนักเรียนและนักศึกษา และวางรากฐานการเติบโตระยะยาวของประเทศ
ล่าสุด ได้มีการโอนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จำนวน 26,000 ล้านบาท มาสมทบงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ
“สิ่งสำคัญในการรับมือกับผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ คือไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม มีโครงการที่รัฐบาลเร่งดำเนินการได้ทันทีคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญของประเทศ”
ขณะที่การใช้จ่ายเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังได้ปรับเปลี่ยนวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่ใส่เม็ดเงินลงไปเพื่อสนับสนุนการบริโภคของประชาชน โดยเติมเงินผ่านไปยังผู้ที่ต้องการใช้จ่ายโดยตรง เช่น ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนชรา และผู้พิการ เพื่อให้เกิดการลงทุนตามมา เป็นการใส่เม็ดเงินกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานทำให้ประชาชนมีรายได้และนำไปสู่การบริโภค และลงทุนต่อเนื่อง
“จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจ่ายเงินโดยตรงจะทำให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงประมา 75% ส่วนที่เหลือ ประชาชนจะนำไปออมหรือใช้ชำระหนี้ ดังนั้น เราจึงปรับเป็นการกระตุ้นการลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานเพื่อให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่ายแทน ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะเห็นผล”
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน ที่จะต้องเข้ามาเป็นหัวเรือหลักในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการที่เข้ามาพัฒนาเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา เนื่องจากแรงงานที่อยู่ในภาคการผลิตส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มที่เรียนจบจากอาชีวศึกษา ดังนั้น จึงต้องพัฒนาการศึกษาในด้านดังกล่าวให้แข็งแรงเพื่อดันแรงงานเข้าสู่ระบบให้ได้
“ผมมองว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ไทยต้องเร่งพัฒนาในตอนนี้คือแรงงานที่ต้องพัฒนาในภาพรวม เพราะเราคงไม่อยากเห็นแรงงานที่มีความรู้ความสามารถในระดับที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษาด้วย”
ทั้งนี้ ในช่วงหลังการประกาศใช้อัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% ประเทศไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ[1] และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นจุดแข็งของไทย เนื่องจากแม้ว่าสหรัฐฯ ต้องการดึงฐานการผลิตกลับไปยังประเทศแต่ยังต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ขณะที่แรงงานที่มีความรู้ความสามารถไม่ได้อยู่แค่ที่สหรัฐฯเท่านั้น ยังกระจายอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่มีต้นทุนด้านแรงงานไม่สูงอีกด้วย
“ไทยมีจุดแข็งในภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้จากไทยกว่า 80% และ 16% ตามลำดับ ดังนั้น ตราบใดที่สินค้ากลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการ ไทยก็ยังมีความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ต้องเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย”
เล็งเปิดทางแบงก์ตั้ง JV AMC
เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
นายพรชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในระบบของไทยสะท้อนจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พบว่า ปัจจุบัน ณ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 อยู่ที่ 87.4% ต่อ GDP มูลค่า 16.4 ล้านล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 88.4% ของ GDP หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างของหนี้ครัวเรือนในระบบของไทย จะพบว่าหนี้ครัวเรือนในระบบของไทยส่วนใหญ่ เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ (productive loan) ประมาณ 62.1% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้สะสมความมั่งคั่งโดยการซื้อทรัพย์สิน และเพื่อการประกอบธุรกิจ
สำหรับสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 3.41% ของสินเชื่อรวม ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 3.26% ของสินเชื่อรวม ขณะที่เงินให้สินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ของหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 7.81% ของสินเชื่อรวม
โดยในปัจจุบัน รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินต่างๆ ได้ดำเนินโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเข้าสู่ ระยะที่ 2 โดยขยายระยะเวลาลงทะเบียนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในรอบแรกมีเวลามากขึ้น
ขณะที่กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งระบบ ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC โดยจะดำเนินการแก้หลักเกณฑ์เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แบบร่วมทุน (JV AMC) เพื่อดูแลหนี้เสียของตัวเองได้
ขณะที่ยังมีแนวคิดในการปรับรหัสของเครดิตบูโรสำหรับลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้วโดยอาจตั้งเป็นรหัสพิเศษสำหรับลูกหนี้กลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือการลดแรงกดดันจากหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่อยู่กับสถาบันการเงิน ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ ที่มีหนี้เสีย เพื่อให้ผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยหลุดพ้นจากสถานะดังกล่าวโดยเร็ว และเพิ่มโอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้จัดทำอารีย์ สกอร์ (Ari Score) ซึ่งเป็นระบบคะแนนเครดิตใหม่โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ของประชาชน เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่มีประวัติเครดิตในระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น
“อารีย์ สกอร์ จะเป็นอีกระบบคะแนนเครดิตที่สะท้อนวินัยด้านการเงินของประชาชน ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อได้ โดยปัจจุบันกระทรวงการคลัง ธปท. และ สมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างหารือในเรื่องนี้”
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีแนวทางที่จะรวบรวมข้อมูลของประชาชนเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ จึงได้เสนอเรื่องการจัดทำแบบจำลองคะแนนเครดิตอารีย์ (Ari Score) ภายใต้โครงการ Soft Loan Ari Score Sandbox ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินการดังกล่าวต่อไป
[1] ระบบฐานข้อมูลคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States International Trade Commission (USITC)) DataWeb
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2568 ฉบับที่ 521 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/