โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมคำโกหกเขมร Fake News!

INN News

อัพเดต 23 ส.ค. 2568 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • INN News

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่ปะทะกันแค่เพียงกำลังพลทหาร แต่ยังมี "สงครามข้อมูลข่าวสาร" ที่ปล่อยข่าวปลอมโจมตีไทย

ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงการปะทะกัน ด้วยอาวุธ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “สงครามข้อมูล” หรือ Information Warfare ที่รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจากฝั่งกัมพูชา ที่มีการปล่อยข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเพื่อโจมตีและลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

สำหรับข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ ที่กัมพูชา เผยแพร่ผ่านสื่อ มีตัวอย่าง เช่น สื่อกัมพูชา Fresh News รายงานว่าไทยจะเคลื่อนทัพโจมตีในคืนวันที่ 13–14 สิงหาคม และมีการสั่งปิดโรงเรียน รวมถึงอพยพประชาชนชายแดน

ซึ่งข้อเท็จจริง กองทัพไทยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งดังกล่าว และไม่มีการเคลื่อนกำลังพลผิดปกติ ข่าวนี้ถูกยืนยันแล้วว่าเป็น เฟกนิวส์ 100%

ตัวเลขทหารกัมพูชา ที่มีการปล่อยข่าวปลอมกล่าวว่าไทยกำลังส่งกำลังพลขนาดใหญ่เข้าสู่ชายแดน และกัมพูชา ส่งทหารกว่า 40,000 นายเตรียมรับมือ ข้อเท็จจริง: ฝ่ายไทยตรวจสอบแล้วว่าเป็นการ “สร้างตัวเลขเกินจริง” เพื่อสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ไทยโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด MK-84 โดยข่าวจากเพจและสื่อออนไลน์กัมพูชาใส่ร้ายว่าไทยใช้ระเบิด MK-84 ถล่มบ้าน โรงเรียน และคลินิกในฝั่งกัมพูชาข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานและไม่มีรายงานสากรรองรับ ข้อมูลนี้ถูกตีแผ่ว่าเป็น การใส่ร้ายทางทหารเพื่อให้ไทยถูกมองว่าใช้สงครามสกปรก ไทยสั่งอพยพประชาชนชายแดน โดยข่าวจากสื่อกัมพูชาระบุว่า “ชาวบ้านฝั่งไทยแห่อพยพหนีสงคราม”

ข้อเท็จจริง: ไทยยืนยันว่าไม่เคยสั่งอพยพ มีเพียงการเตรียมแผนรับมือในระดับปกติ ข่าวนี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ข่าวเล็กๆ แต่แพร่ไปไว อย่างการกล่าวหาว่า ไทยใช้ “หนังสติ๊ก” โดยสื่อกัมพูชาปล่อยภาพและข้อความว่า “ทหารไทยจนตรอก ใช้หนังสติ๊กยิงแทนปืน”

แต่ข้อเท็จจริง เป็นการบิดเบือนเพื่อสร้างภาพล้อเลียน ทำลายขวัญกำลังใจ และลดความน่าเชื่อถือของกองทัพไทย

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังแถลง กล่าวหา กองทัพไทย" ใช้อาวุธเคมี ซึ่ง กองทัพไทยได้มีการแถลงตอบโต้ว่าข้อมูลดังกล่าว ไม่มีมูลความจริง-บิดเบือนร้ายแรง เพราะไทยยึดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี และ ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักมนุษยธรรมสากล

ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการสื่อสารของกัมพูชา ใช้โฆษกหญิงประจำกระทรวงกลาโหม อย่างพลโทมาลี โสเจียตา แถลงข่าวทุกวัน ชี้นำวาทกรรมว่าฝ่ายไทยคือ “ผู้รุกราน” มีการควบคุมทิศทางสื่อหลัก เช่น Fresh News เพื่อให้ประชาชนในประเทศ เชื่อว่าไทยคือผู้เริ่มสงคราม บางข่าวถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ เพื่อเผยแพร่ในโซเชียลไทย หวังให้เกิด “ความไม่ไว้วางใจในรัฐบาลไทย”

ขณะที่ การตอบโต้จากฝั่งไทย มีทั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ของไทย ออกมาชี้แจงรายวัน พร้อมยืนยันหลักฐานภาพถ่าย ดาวเทียม และรายงานจากหน่วยท้องถิ่น

กองทัพไทยและโฆษกรัฐบาลย้ำว่า “ไม่มีการโจมตีพลเรือน” และ “ไม่มีการเคลื่อนกำลังพิเศษ” อย่างที่ข่าวกัมพูชากล่าวอ้าง ไทยยังนำเรื่องนี้ขึ้นสู่เวทีนานาชาติ ชี้ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดเผยแพร่ข่าวปลอมตามที่สองฝ่ายลงนามร่วมกัน

สำหรับความขัดแย้งข่าวปลอมแบบนี้มีที่มาทางประวัติศาสตร์ เช่น ปี 2003 เกิดจลาจลในพนมเปญ หลังมีข่าวปลอมว่า “นักแสดงไทยกล่าวว่าอังกอร์วัดเป็นของไทย” จับไฟลามเผาเอกอัครราชทูตไทย และส่งผลกระทบเชิงความรู้สึกใน วงกว้างระหว่างสองชาติ ภาพข่าวปลอมในปัจจุบัน เช่น คลิปโซเชียลและข้อความแสดงอคติทางชาติพันธุ์ เช่น คลิปฝรั่งตีเด็กกัมพูชา, การเหยียดผู้ลี้ภัย, ยกธงล้มบาทหรือโพสต์เหยียดคนกัมพูชา กลายเป็นตัวจุดไฟความเกลียดชัง ที่สร้างบรรยากาศไม่ปลอดภัยสำหรับชาวกัมพูชาในไทย อีกด้าน กัมพูชาก็อ้างประเทศไทยว่าเป็นฝ่ายแพร่ข้อมูลเท็จบ้าง เช่น กล่าวหาว่าประชาสัมพันธ์ไทยบิดเบือนภาพสถานการณ์หรือโจมตีฝ่ายกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายใช้สงครามข้อมูลเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ สงครามชายแดนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ชายแดนทางทหาร แต่มันขยายมายังโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสนามรบแห่งข้อมูล ดังนั้นสังคมไทยควรตระหนักว่า “ข่าวปลอม” ไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่น แต่ยังส่งผล ต่อสันติภาพและความสัมพันธ์สองประเทศด้วย

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...