ทางแยก “ภูมิใจไทย”: ทำตามสัญญา, ล่มสลาย, หรือพลิกเกมดูดงูเห่า?
การจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากสภาวะพิเศษ นี่คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จจากการสนับสนุนของพรรคประชาชนที่มีอุดมการณ์และแนวทางการเมืองตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ที่ระบุให้มีการยุบสภาภายในสี่เดือนนับจากการแถลงนโยบาย เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แม้เงื่อนไขใน MOA จะให้รัฐบาลภูมิใจไทยต้องยุบสภาภายในสี่เดือน แต่ MOA ก็ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายเป็นเพียง “คำมั่นสัญญา” ระหว่างสองพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองในระยะสี่เดือนข้างหน้ามีความเปลี่ยนแปลงก็อาจจะนำมาสู่การตัดสินใจใหม่ที่อาจทำให้รัฐบาลอยู่สั้นหรืออยู่ยาวมากกว่าสี่เดือนก็ได้ ซึ่งการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีกลไกที่อาจทำให้รัฐบาลและรัฐสภาเดินหน้าตามที่คาดหวังไม่ได้อยู่มากมาย
ฉากทัศน์ที่ 1: "เดิมพันเส้นตาย 4 เดือน" ทุกกลไกต้องพร้อมเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวยืนยันในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ว่า จะยุบสภาภายใน 4 เดือน โดยให้นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งจะครบกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยระหว่างนี้รัฐบาลต้องทำตามเงื่อนไขของ MOA ที่ต้องการรัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการทำประชามติ
ตามคำแถลงต่อรัฐสภาของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 โดย จะมีการลงประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปหลังการยุบสภา โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนทั้งหมด 4 ใบ ได้แก่
บัตรใบที่ 1: บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต
บัตรใบที่ 2: บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
บัตรใบที่ 3: บัตรลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมี 2 คำถามในบัตรเดียว คือ
▪ เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
▪ เห็นชอบกับวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วหรือไม่
บัตรใบที่ 4: บัตรลงประชามติเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศกัมพูชา
ในทางการเมืองเพื่อให้ภารกิจทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ และการยุบสภา เป็นไปตามกรอบเวลา รัฐบาลอนุทินจะต้องประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ถ้าฝ่ายเห็นด้วยกันภารกิจรัฐบาลเฉพาะกิจก็จะลุล่วงไปตาม MOA ที่สัญญาไว้กับพรรคประชาชน และคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายให้การเลือกตั้งและการทำประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในวันเดียวกัน
นอกเหนือจาก 3 ภารกิจสำคัญข้างต้นจะสำเร็จตามเวลาได้ ยังผูกพันข้อจำกัดด้านเวลาของกฎหมายที่แตกต่างกันของแต่ละภารกิจ ซึ่งมีกฎหมายอยู่สองฉบับที่จะกำหนดทิศทางของภารกิจประชามติรัฐธรรมนูญ และยุบสภาเลือกตั้ง ให้เป็นวันเดียวกัน คือ รัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
เส้นทางสี่เดือนสี่การยุบสภา เลือกตั้ง และประชามติรัฐธรรมนูญ
กฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติ 2564 รัฐธรรมนูญ 2560 ภารกิจ ครม. ตั้งคำถามประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 โดยรัฐสภา ยุบสภา/เลือกตั้ง ตุลาคม 68 1. ครม./รัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรธน. ม.256 กำหนดวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2. รัฐสภาลงมติเห็นชอบรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พฤศจิกายน 68 กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายละเอียด ใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ธันวาคม 68 ครม.มีมติจัดทำประชามติในคำถามที่ 1 “ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” กำหนดวันประชามติ
90-120 วัน นับตั้งแต่ครม.มีมติ 1. รัฐสภาลงมติเห็นชอบรายมาตราในวาระที่ 2 รอ 15 วัน ก่อนพิจารณาวาระที่ 3
2. รัฐสภาลงมติวาระที่ 3 ให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมคำถามประชามติที่ 2 “ท่านเห็นชอบกับวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วหรือไม่”
3. ประธานสภาแจ้งนายกฯ กำหนดวันประชามติ 90 - 120 วัน มกราคม 69 รัฐบาลส่งมอบเรื่องการจัดทำประชามติทั้ง 2 คำถามให้ กกต. อย่างเป็นทางการ
กกต. เตรียมการและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการประชามติ
นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา
กกต. เตรียมการและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกฯ ยุบสภา
กกต. ประกาศวันเลือกตั้งภายใน 5 วัน และวันเลือกตั้งอยู่ระหว่าง 45-60 วัน กุมภาพันธ์ 69 มีนาคม 69 ถ้ายุบสภา 31 ม.ค. 69 ไม่เลยกำหนด วันเลือกตั้งและวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างช้าสุด คือ 29 มีนาคม 2569
จากตารางจะเห็นได้ว่า ภารกิจการแก้ไขรัฐธรรมนโดยรัฐสภามีความยุ่งยากและซับซ้อนที่สุดทั้งจากตัวกติการัฐธรรมนูญและผู้เล่นในรัฐสภาที่ประกอบด้วยหลายพรรคการเมืองและวุฒิสมาชิก ขณะที่ขั้นตอนการตั้งคำถามประชามติคำถามที่ 1 และการยุบสภาอยู่ในมือของคณะรัฐมนตรีที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย
ดังนั้น หากกำหนดการยุบสภาของอนุทิน ชาญวีรกูล คือ ในวันที่ 31 มกราคม 2569 กกต. จะมีเวลาอีก 5 วันในการประกาศวันเลือกตั้ง และจะต้องจัดการเลือกตั้งภาย 45 - 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เมษายน 2569 ดังนั้น วันเลือกตั้งที่ช้าที่สุดที่จะตรงกับวันอาทิตย์ คือ วันที่ 29 มีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน เพื่อให้การทำประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นภายในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 และเป็นไปตามกรอบเวลา 90-120 วัน ของการกำหนดวันจัดทำประชามติ รัฐสภาจะต้องมีมติให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 และคำถามประชามติที่ 2 ภายในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ถึง 29 ธันวาคม 2568 เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีที่จะต้องมีมติให้จัดทำประชามติในคำถามที่ 1 ในช่วงเวลาเดียวกัน
ฉากทัศน์ที่ 2: "กับดักรัฐบาลเสียงข้างน้อย" สัญญา 4 เดือนอาจล่มก่อนกำหนด
หากรัฐบาลอนุทินไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ครบตามเงื่อนไข 4 เดือนใน MOA อุปสรรคสำคัญ คือ ความเปราะบางของการเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากฝ่ายค้านซึ่งมีเสียง สส. มากกว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การบริหารที่ติดขัด เกิดสภาล่ม หรือแม้กระทั่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระตามข้อตกลง
ความเปราะบางระหว่างรัฐบาลเสียงข้างน้อย กับฝ่ายค้านเสียงข้างมาก
ตัวเลขในสภาผู้แทนราษฎร นับถึงวันที่รัฐบาลใหม่เริ่มแถลงนโยบาย เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 491 คนจากทั้งหมด 500 คน การมีเสียงข้างมากเด็ดขาดต้องใช้ 246 เสียงขึ้นไป แต่สถานการณ์ปัจจุบัน พรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยมีเสียงสนับสนุนในมือประมาณ 159 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ มีเสียงรวมกันมากถึงประมาณ 332 เสียง นี่คือความเปราะบางของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คือ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ต้องอยู่ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และต้องระวังหลังว่าจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่
จำนวน สส. แบ่งตามฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ฝ่าย พรรคการเมือง จำนวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย 69 รวมไทยสร้างชาติ 36 กล้าธรรม 25 พลังประชารัฐ 20 ไทยสร้างไทย 6 พรรคเล็กอื่นๆ 3 รวม 159 พรรคฝ่ายค้าน ประชาชน 143 เพื่อไทย 139 ประชาธิปัตย์ 25 ชาติไทยพัฒนา 10 ประชาชาติ 9 พรรคเล็กอื่นๆ 6 รวม 332
ด้วยความได้เปรียบเชิงตัวเลข ฝ่ายค้านมีประเด็นที่พร้อมจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและโจมตีรัฐบาลได้ทุกเมื่อ เช่น
กรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับตระกูลการเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์
คดีโกงเลือก สว. ซึ่งมีแกนนำพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
กรณีสำนักงานประกันสังคมลงทุนซื้อ "ตึกสกายไนน์" ที่มีราคาสูงเกินจริงของ ซึ่งมีรัฐมนตรีสองคนในรัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง
กรณีแรงงานไทยถูกหลอกไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์และเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ซึ่งมีรัฐมนตรีในรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุที่รัฐบาลมีเสียงในสภาเพียง 159 เสียง แต่ฝ่ายค้านมีถึง 332 เสียง ทำให้การอยู่รอดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพของฝ่ายค้านอย่างสิ้นเชิง หากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยสามารถร่วมมือกันได้ ก็สามารถทำให้การพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ ของรัฐบาลเป็นอัมพาตได้โดยการไม่แสดงตนเพื่อรักษาองค์ประชุม (สภาล่ม) หรือหากจุดแตกหักเกิดขึ้น เช่น แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ตรงกัน ก็อาจนำไปสู่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งด้วยสมการตัวเลขปัจจุบัน หากฝ่ายค้านทั้งหมดลงมติไปในทิศทางเดียวกัน นายกฯ และคณะรัฐมนตรีก็อาจหลุดจากตำแหน่งทั้งคณะ และสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ คนใหม่
ความขัดแย้งภายในรัฐบาลผสม
ด้วยลักษณะของรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองทำให้ต้องมีการต่อรองกันสูง ทำให้อาจเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลได้ในด้วยเช่นกัน ในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลผสมภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีตัวอย่างของรัฐบาลที่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล ดังนี้
1. ศึกประยุทธ์ vs ธรรมนัส: ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดขึ้นระหว่างนายกรัฐมนตรีกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐในขณะนั้น ต้นเหตุของความขัดแย้งเกิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ส่งเสริม ร.อ.ธรรมนัส ให้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2564 มีกระแสข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามรวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อย้ายข้างและล้มนายกฯ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะรอดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในวันที่ 9 กันยายน 2564
2. การแยกทางของพันธมิตร "3 ป.": ในช่วงปี 2565-2566 พันธมิตร "3 ป." ที่ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเคยเป็นเสาหลักค้ำจุนอำนาจ คสช. มาอย่างยาวนานต้องสิ้นสุดลง สาเหตุการแตกหักเกิดจากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐและความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปลด ร.อ.ธรรมนัส ที่ส่งผลให้เกิดรอยร้าวลึกในพรรคพลังประชารัฐ และการทำงานในรัฐบาลที่ไม่ราบรื่น หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภา ได้แยกตัวออกจากพรรคพลังประชารัฐไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2566 ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ยังคงเดินหน้าพรรคพลังประชารัฐต่อไป
3. บ้านป่ารอยต่อล้มรัฐบาลเศรษฐา: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยศาลเห็นว่าเป็นการไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในช่วงดังกล่าวมีรายงานข่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเบื้องหลังในการล้มรัฐบาลเศรษฐา โดยใช้เครือข่าย “บ้านป่ารอยต่อ” ส่ง สว. 40 เสียงยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของเศรษฐา ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยตัดสินใจถอดพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล
4. รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย จุดเปลี่ยนอำนาจรัฐบาลแพทองธาร: หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องเผชิญความขัดแย้งรุนแรงกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชนวนเหตุจากหลายประเด็นสำคัญ เช่น คดีโกงเลือก สว. 2567: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียก สว. ที่ถูกมองว่าเป็น "สายสีน้ำเงิน" ซึ่งเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยเข้าให้ปากคำ, ความเห็นต่างเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้งสองพรรค หรือการขอยึดคืนกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย เมื่อปรากฏคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน พรรคภูมิใจไทยจึงได้ถอนตัวออกจากรัฐบาล ขณะเดียวกัน พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "สว.สีน้ำเงิน" ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ซึ่งนำไปสู่คำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยพลิกขั้วเป็นแกนนำ และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ความขัดแย้งภายในรัฐบาลเสียงข้างน้อยผสมหลายพรรคที่เป็นอยู่ยังอาจนำไปสู่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีด้วยการ “ลาออก” ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ หรือการ “ยุบสภา” ซึ่งจะอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนเงื่อนไขสี่เดือนตาม MOA ก็เป็นไปได้
ฉากทัศน์ที่ 3: "พลิกเกมเสียงข้างน้อย" ยุทธศาสตร์ 'ดูดงูเห่า' สร้างรัฐบาลถาวร
หนึ่งในเงื่อนไขของพรรคประชาชนต่อพรรคภูมิใจไทยในการสนับสนุนเป็นรัฐบาล คือ “การดำรงสถานะของการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” ภายใต้การกำกับของพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ทั้งนี้หากดูจากตัวเลขของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันมีฐานเสียงหลักอยู่ประมาณ 159 เสียง เมื่อรวมกับ สส.พรรคประชาชน 143 เสียง ก็จะเท่ากับ 311 เสียง ที่จะต้องช่วยกันรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินให้อยู่รอดจนครบสี่เดือน
อย่างไรก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 จะครบวาระสี่ปี ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2570 ซึ่งหากระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สภาชุดนี้จะเหลือเวลาประมาณ 1 ปี 7 เดือน ในการทำงาน ดังนั้นหากเกิดสถานการณ์ใหม่ที่ทำให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนใจยกเลิกเงื่อนไขสี่เดือนตาม MOA ก็จำเป็นที่รัฐบาลต้องเดินยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงข้างมากให้สำเร็จภายในสี่เดือนแรก เพื่อลดทอนอำนาจของฝ่ายค้านในการใช้เกมสภาล่มหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเปลี่ยนสถานะไปเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
จำแนกเสียงในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี (5 กันยายน 2568)
พรรคการเมือง โหวตให้ อนุทิน โหวตให้ ชัยเกษม งดออกเสียง/ไม่ลงคะแนน ประชาชน 143 0 0 เพื่อไทย 9 128 2 ภูมิใจไทย 68 0 1 รวมไทยสร้างชาติ 33 0 3 กล้าธรรม 25 0 0 พลังประชารัฐ 18 2 0 ประชาธิปัตย์ 4 0 21 ไทยสร้างไทย 6 0 0 ชาติไทยพัฒนา 0 10 0 ประชาชาติ 0 8 1 พรรคเล็กอื่นๆ 5 4 0 รวม 311 152 28
ดึงพรรคเล็ก ดูดงูเห่ามาร่วมรัฐบาล
ดังนั้นเพื่อสร้างหลักประกันเสียงข้างมาก 246 เสียง รัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งมีฐานเสียงหลักอยู่ประมาณ 159 เสียง จำเป็นต้องหา สส. เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 87 เสียง จากพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล โดยพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนอาจแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มพรรคประชาชน 143 เสียง
กลุ่มพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ 139 เสียง
กลุ่มพรรคกลาง/พรรคเล็ก (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา) 75 เสียง
ดังนั้น หากรัฐบาลอนุทินต้องการเสียงเพิ่มอาจใช้วิธีดึงพรรคขนาดกลาง/เล็ก จำนวน 75 เสียงเข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงเพิ่มเป็น 234 เสียง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงมากกว่าทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลอนุทินต้องการอีกเพียง 12 เสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก คือ 246 เสียง จาก 491 เสียงของ สส. ที่มีอยู่ทั้งสภา ซึ่งก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ทั้งหมด
เพื่อให้ได้เป็นเสียงข้างมากพรรคร่วมรัฐบาลอาจใช้วิธีดูด สส.งูเห่า จากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมาเพิ่มเติมได้ โดยในอดีตพรรคภูมิใจไทย และพรรคการเมืองภายใต้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เคยใช้วิธีดูด สส.งูเห่าจากพรรคฝ่ายค้านเพื่อค้ำยันเสถียรภาพของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาแล้ว
ในช่วงระหว่างปี 2562 จนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยใช้วิธีการดึง สส. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่จากพรรคอื่นๆ มาร่วมงานได้ถึง 49 คน โดยเป็น สส.จากพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล 12 คน และ สส.จากพรรคเพื่อไทย 10 คน เรียกได้ว่าเป็นเกมการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยถนัดอยู่แล้ว หากต้องการจะ "อยู่ยาว" ก็ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ครั้งใหญ่ เพื่อดูดงูเห่าจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญ
สว.สีน้ำเงิน ขวางแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แม้สภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอาจจะเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ด่านสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกถ่วงเวลามาเรื่อยๆ คือ “ด่านวุฒิสภา” แม้ในยุครัฐบาลอนุทิน วุฒิสภาเสียงข้างมากจะถูกขนานนามว่า กลุ่ม "สว. สีน้ำเงิน" ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับพรรคภูมิใจไทย และอาจคาดการณ์ได้ว่า สว. สีน้ำเงิน น่าจะมีทิศทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทิศทางเดียวกับรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ในมุมกลับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางอำนาจของ สว. และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทำให้ พรรคสีน้ำเงิน กับกลุ่มสว.สีน้ำเงิน ใช้ยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตี
ดังนั้น กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ถือเป็นตัวละครสำคัญที่สามารถขัดขวางกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเสียงที่เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นประมาณ 120-140 เสียง ทำให้กลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองสูงและสามารถใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางของตัวเอง พลังของ สว. กลุ่มนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วผ่านการลงมติในประเด็นสำคัญอย่างการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่โหวตสวนทางกับ สส. ส่วนใหญ่เพื่อคงเงื่อนไข "เสียงข้างมากสองชั้น" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้กลไกหลักที่ สว. สีน้ำเงินอาจนำมาใช้ในการขัดขวางมีสองรูปแบบสำคัญ
ประการแรกคือ การใช้ช่องทางยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยถูกใช้เพื่อ "เตะถ่วง" กระบวนการมาแล้วในอดีต โดย สว. สามารถตั้งคำถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการแก้ไขในขั้นตอนต่างๆ เช่น ประเด็นเรื่องอำนาจรัฐสภา หรือเงื่อนไขการทำประชามติ เพื่อสร้างความคลุมเครือทางกฎหมายและทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องหยุดชะงักเพื่อรอคำวินิจฉัย
ประการที่สอง และเป็นวิธีที่เด็ดขาดที่สุดคือ การใช้เสียงโหวตโดยตรง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดว่าการแก้ไขจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม (ประมาณ 67 คน) ดังนั้นด้วยจำนวนเสียงในมือที่มากกว่า 120 เสียง กลุ่ม สว. สีน้ำเงินจึงมีอำนาจเต็มที่ในการ "คว่ำ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ที่ไม่เป็นที่พอใจ ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้กุมชะตากรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง