โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ทางแยก “ภูมิใจไทย”: ทำตามสัญญา, ล่มสลาย, หรือพลิกเกมดูดงูเห่า?

iLaw

อัพเดต 03 ต.ค. 2568 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 12.31 น. • iLaw

การจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากสภาวะพิเศษ นี่คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จจากการสนับสนุนของพรรคประชาชนที่มีอุดมการณ์และแนวทางการเมืองตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ที่ระบุให้มีการยุบสภาภายในสี่เดือนนับจากการแถลงนโยบาย เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้เงื่อนไขใน MOA จะให้รัฐบาลภูมิใจไทยต้องยุบสภาภายในสี่เดือน แต่ MOA ก็ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายเป็นเพียง “คำมั่นสัญญา” ระหว่างสองพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้น ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองในระยะสี่เดือนข้างหน้ามีความเปลี่ยนแปลงก็อาจจะนำมาสู่การตัดสินใจใหม่ที่อาจทำให้รัฐบาลอยู่สั้นหรืออยู่ยาวมากกว่าสี่เดือนก็ได้ ซึ่งการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีกลไกที่อาจทำให้รัฐบาลและรัฐสภาเดินหน้าตามที่คาดหวังไม่ได้อยู่มากมาย

ฉากทัศน์ที่ 1: "เดิมพันเส้นตาย 4 เดือน" ทุกกลไกต้องพร้อมเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวยืนยันในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ว่า จะยุบสภาภายใน 4 เดือน โดยให้นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งจะครบกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยระหว่างนี้รัฐบาลต้องทำตามเงื่อนไขของ MOA ที่ต้องการรัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการทำประชามติ

ตามคำแถลงต่อรัฐสภาของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 โดย จะมีการลงประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปหลังการยุบสภา โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนทั้งหมด 4 ใบ ได้แก่

บัตรใบที่ 1: บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต

บัตรใบที่ 2: บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

บัตรใบที่ 3: บัตรลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมี 2 คำถามในบัตรเดียว คือ

▪ เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

▪ เห็นชอบกับวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วหรือไม่

บัตรใบที่ 4: บัตรลงประชามติเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศกัมพูชา

ในทางการเมืองเพื่อให้ภารกิจทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ และการยุบสภา เป็นไปตามกรอบเวลา รัฐบาลอนุทินจะต้องประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ถ้าฝ่ายเห็นด้วยกันภารกิจรัฐบาลเฉพาะกิจก็จะลุล่วงไปตาม MOA ที่สัญญาไว้กับพรรคประชาชน และคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายให้การเลือกตั้งและการทำประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในวันเดียวกัน

นอกเหนือจาก 3 ภารกิจสำคัญข้างต้นจะสำเร็จตามเวลาได้ ยังผูกพันข้อจำกัดด้านเวลาของกฎหมายที่แตกต่างกันของแต่ละภารกิจ ซึ่งมีกฎหมายอยู่สองฉบับที่จะกำหนดทิศทางของภารกิจประชามติรัฐธรรมนูญ และยุบสภาเลือกตั้ง ให้เป็นวันเดียวกัน คือ รัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

เส้นทางสี่เดือนสี่การยุบสภา เลือกตั้ง และประชามติรัฐธรรมนูญ

กฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติ 2564 รัฐธรรมนูญ 2560 ภารกิจ ครม. ตั้งคำถามประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 โดยรัฐสภา ยุบสภา/เลือกตั้ง ตุลาคม 68 1. ครม./รัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรธน. ม.256 กำหนดวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2. รัฐสภาลงมติเห็นชอบรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พฤศจิกายน 68 กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายละเอียด ใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ธันวาคม 68 ครม.มีมติจัดทำประชามติในคำถามที่ 1 “ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” กำหนดวันประชามติ
90-120 วัน นับตั้งแต่ครม.มีมติ 1. รัฐสภาลงมติเห็นชอบรายมาตราในวาระที่ 2 รอ 15 วัน ก่อนพิจารณาวาระที่ 3
2. รัฐสภาลงมติวาระที่ 3 ให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมคำถามประชามติที่ 2 “ท่านเห็นชอบกับวิธีการและสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วหรือไม่”
3. ประธานสภาแจ้งนายกฯ กำหนดวันประชามติ 90 - 120 วัน มกราคม 69 รัฐบาลส่งมอบเรื่องการจัดทำประชามติทั้ง 2 คำถามให้ กกต. อย่างเป็นทางการ

กกต. เตรียมการและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการประชามติ

นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

กกต. เตรียมการและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกฯ ยุบสภา
กกต. ประกาศวันเลือกตั้งภายใน 5 วัน และวันเลือกตั้งอยู่ระหว่าง 45-60 วัน กุมภาพันธ์ 69 มีนาคม 69 ถ้ายุบสภา 31 ม.ค. 69 ไม่เลยกำหนด วันเลือกตั้งและวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างช้าสุด คือ 29 มีนาคม 2569

จากตารางจะเห็นได้ว่า ภารกิจการแก้ไขรัฐธรรมนโดยรัฐสภามีความยุ่งยากและซับซ้อนที่สุดทั้งจากตัวกติการัฐธรรมนูญและผู้เล่นในรัฐสภาที่ประกอบด้วยหลายพรรคการเมืองและวุฒิสมาชิก ขณะที่ขั้นตอนการตั้งคำถามประชามติคำถามที่ 1 และการยุบสภาอยู่ในมือของคณะรัฐมนตรีที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้น หากกำหนดการยุบสภาของอนุทิน ชาญวีรกูล คือ ในวันที่ 31 มกราคม 2569 กกต. จะมีเวลาอีก 5 วันในการประกาศวันเลือกตั้ง และจะต้องจัดการเลือกตั้งภาย 45 - 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เมษายน 2569 ดังนั้น วันเลือกตั้งที่ช้าที่สุดที่จะตรงกับวันอาทิตย์ คือ วันที่ 29 มีนาคม 2569

ขณะเดียวกัน เพื่อให้การทำประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นภายในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 และเป็นไปตามกรอบเวลา 90-120 วัน ของการกำหนดวันจัดทำประชามติ รัฐสภาจะต้องมีมติให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 และคำถามประชามติที่ 2 ภายในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ถึง 29 ธันวาคม 2568 เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีที่จะต้องมีมติให้จัดทำประชามติในคำถามที่ 1 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ฉากทัศน์ที่ 2: "กับดักรัฐบาลเสียงข้างน้อย" สัญญา 4 เดือนอาจล่มก่อนกำหนด

หากรัฐบาลอนุทินไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ครบตามเงื่อนไข 4 เดือนใน MOA อุปสรรคสำคัญ คือ ความเปราะบางของการเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากฝ่ายค้านซึ่งมีเสียง สส. มากกว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การบริหารที่ติดขัด เกิดสภาล่ม หรือแม้กระทั่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระตามข้อตกลง

ความเปราะบางระหว่างรัฐบาลเสียงข้างน้อย กับฝ่ายค้านเสียงข้างมาก

ตัวเลขในสภาผู้แทนราษฎร นับถึงวันที่รัฐบาลใหม่เริ่มแถลงนโยบาย เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 491 คนจากทั้งหมด 500 คน การมีเสียงข้างมากเด็ดขาดต้องใช้ 246 เสียงขึ้นไป แต่สถานการณ์ปัจจุบัน พรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยมีเสียงสนับสนุนในมือประมาณ 159 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ มีเสียงรวมกันมากถึงประมาณ 332 เสียง นี่คือความเปราะบางของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คือ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ต้องอยู่ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และต้องระวังหลังว่าจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่

จำนวน สส. แบ่งตามฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ฝ่าย พรรคการเมือง จำนวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย 69 รวมไทยสร้างชาติ 36 กล้าธรรม 25 พลังประชารัฐ 20 ไทยสร้างไทย 6 พรรคเล็กอื่นๆ 3 รวม 159 พรรคฝ่ายค้าน ประชาชน 143 เพื่อไทย 139 ประชาธิปัตย์ 25 ชาติไทยพัฒนา 10 ประชาชาติ 9 พรรคเล็กอื่นๆ 6 รวม 332

ด้วยความได้เปรียบเชิงตัวเลข ฝ่ายค้านมีประเด็นที่พร้อมจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและโจมตีรัฐบาลได้ทุกเมื่อ เช่น

  • กรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับตระกูลการเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์

  • คดีโกงเลือก สว. ซึ่งมีแกนนำพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

  • กรณีสำนักงานประกันสังคมลงทุนซื้อ "ตึกสกายไนน์" ที่มีราคาสูงเกินจริงของ ซึ่งมีรัฐมนตรีสองคนในรัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง

  • กรณีแรงงานไทยถูกหลอกไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์และเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ซึ่งมีรัฐมนตรีในรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุที่รัฐบาลมีเสียงในสภาเพียง 159 เสียง แต่ฝ่ายค้านมีถึง 332 เสียง ทำให้การอยู่รอดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพของฝ่ายค้านอย่างสิ้นเชิง หากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยสามารถร่วมมือกันได้ ก็สามารถทำให้การพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ ของรัฐบาลเป็นอัมพาตได้โดยการไม่แสดงตนเพื่อรักษาองค์ประชุม (สภาล่ม) หรือหากจุดแตกหักเกิดขึ้น เช่น แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ตรงกัน ก็อาจนำไปสู่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งด้วยสมการตัวเลขปัจจุบัน หากฝ่ายค้านทั้งหมดลงมติไปในทิศทางเดียวกัน นายกฯ และคณะรัฐมนตรีก็อาจหลุดจากตำแหน่งทั้งคณะ และสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ คนใหม่

ความขัดแย้งภายในรัฐบาลผสม

ด้วยลักษณะของรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองทำให้ต้องมีการต่อรองกันสูง ทำให้อาจเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลได้ในด้วยเช่นกัน ในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลผสมภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีตัวอย่างของรัฐบาลที่สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล ดังนี้

1. ศึกประยุทธ์ vs ธรรมนัส: ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดขึ้นระหว่างนายกรัฐมนตรีกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐในขณะนั้น ต้นเหตุของความขัดแย้งเกิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ส่งเสริม ร.อ.ธรรมนัส ให้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2564 มีกระแสข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามรวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อย้ายข้างและล้มนายกฯ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะรอดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในวันที่ 9 กันยายน 2564

2. การแยกทางของพันธมิตร "3 ป.": ในช่วงปี 2565-2566 พันธมิตร "3 ป." ที่ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเคยเป็นเสาหลักค้ำจุนอำนาจ คสช. มาอย่างยาวนานต้องสิ้นสุดลง สาเหตุการแตกหักเกิดจากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐและความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปลด ร.อ.ธรรมนัส ที่ส่งผลให้เกิดรอยร้าวลึกในพรรคพลังประชารัฐ และการทำงานในรัฐบาลที่ไม่ราบรื่น หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภา ได้แยกตัวออกจากพรรคพลังประชารัฐไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2566 ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ยังคงเดินหน้าพรรคพลังประชารัฐต่อไป

3. บ้านป่ารอยต่อล้มรัฐบาลเศรษฐา: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 กรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยศาลเห็นว่าเป็นการไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในช่วงดังกล่าวมีรายงานข่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเบื้องหลังในการล้มรัฐบาลเศรษฐา โดยใช้เครือข่าย “บ้านป่ารอยต่อ” ส่ง สว. 40 เสียงยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของเศรษฐา ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยตัดสินใจถอดพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

4. รอยร้าวเพื่อไทย-ภูมิใจไทย จุดเปลี่ยนอำนาจรัฐบาลแพทองธาร: หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องเผชิญความขัดแย้งรุนแรงกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชนวนเหตุจากหลายประเด็นสำคัญ เช่น คดีโกงเลือก สว. 2567: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียก สว. ที่ถูกมองว่าเป็น "สายสีน้ำเงิน" ซึ่งเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยเข้าให้ปากคำ, ความเห็นต่างเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้งสองพรรค หรือการขอยึดคืนกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย เมื่อปรากฏคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน พรรคภูมิใจไทยจึงได้ถอนตัวออกจากรัฐบาล ขณะเดียวกัน พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "สว.สีน้ำเงิน" ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ซึ่งนำไปสู่คำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยพลิกขั้วเป็นแกนนำ และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ทั้งนี้ความขัดแย้งภายในรัฐบาลเสียงข้างน้อยผสมหลายพรรคที่เป็นอยู่ยังอาจนำไปสู่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีด้วยการ “ลาออก” ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ หรือการ “ยุบสภา” ซึ่งจะอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนเงื่อนไขสี่เดือนตาม MOA ก็เป็นไปได้

ฉากทัศน์ที่ 3: "พลิกเกมเสียงข้างน้อย" ยุทธศาสตร์ 'ดูดงูเห่า' สร้างรัฐบาลถาวร

หนึ่งในเงื่อนไขของพรรคประชาชนต่อพรรคภูมิใจไทยในการสนับสนุนเป็นรัฐบาล คือ “การดำรงสถานะของการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” ภายใต้การกำกับของพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ทั้งนี้หากดูจากตัวเลขของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันมีฐานเสียงหลักอยู่ประมาณ 159 เสียง เมื่อรวมกับ สส.พรรคประชาชน 143 เสียง ก็จะเท่ากับ 311 เสียง ที่จะต้องช่วยกันรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินให้อยู่รอดจนครบสี่เดือน

อย่างไรก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 จะครบวาระสี่ปี ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2570 ซึ่งหากระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สภาชุดนี้จะเหลือเวลาประมาณ 1 ปี 7 เดือน ในการทำงาน ดังนั้นหากเกิดสถานการณ์ใหม่ที่ทำให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนใจยกเลิกเงื่อนไขสี่เดือนตาม MOA ก็จำเป็นที่รัฐบาลต้องเดินยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงข้างมากให้สำเร็จภายในสี่เดือนแรก เพื่อลดทอนอำนาจของฝ่ายค้านในการใช้เกมสภาล่มหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเปลี่ยนสถานะไปเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

จำแนกเสียงในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี (5 กันยายน 2568)

พรรคการเมือง โหวตให้ อนุทิน โหวตให้ ชัยเกษม งดออกเสียง/ไม่ลงคะแนน ประชาชน 143 0 0 เพื่อไทย 9 128 2 ภูมิใจไทย 68 0 1 รวมไทยสร้างชาติ 33 0 3 กล้าธรรม 25 0 0 พลังประชารัฐ 18 2 0 ประชาธิปัตย์ 4 0 21 ไทยสร้างไทย 6 0 0 ชาติไทยพัฒนา 0 10 0 ประชาชาติ 0 8 1 พรรคเล็กอื่นๆ 5 4 0 รวม 311 152 28

ดึงพรรคเล็ก ดูดงูเห่ามาร่วมรัฐบาล

ดังนั้นเพื่อสร้างหลักประกันเสียงข้างมาก 246 เสียง รัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งมีฐานเสียงหลักอยู่ประมาณ 159 เสียง จำเป็นต้องหา สส. เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 87 เสียง จากพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล โดยพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนอาจแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มพรรคประชาชน 143 เสียง

  • กลุ่มพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ 139 เสียง

  • กลุ่มพรรคกลาง/พรรคเล็ก (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา) 75 เสียง

ดังนั้น หากรัฐบาลอนุทินต้องการเสียงเพิ่มอาจใช้วิธีดึงพรรคขนาดกลาง/เล็ก จำนวน 75 เสียงเข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงเพิ่มเป็น 234 เสียง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงมากกว่าทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลอนุทินต้องการอีกเพียง 12 เสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก คือ 246 เสียง จาก 491 เสียงของ สส. ที่มีอยู่ทั้งสภา ซึ่งก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ทั้งหมด

เพื่อให้ได้เป็นเสียงข้างมากพรรคร่วมรัฐบาลอาจใช้วิธีดูด สส.งูเห่า จากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมาเพิ่มเติมได้ โดยในอดีตพรรคภูมิใจไทย และพรรคการเมืองภายใต้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เคยใช้วิธีดูด สส.งูเห่าจากพรรคฝ่ายค้านเพื่อค้ำยันเสถียรภาพของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาแล้ว

ในช่วงระหว่างปี 2562 จนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยใช้วิธีการดึง สส. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่จากพรรคอื่นๆ มาร่วมงานได้ถึง 49 คน โดยเป็น สส.จากพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล 12 คน และ สส.จากพรรคเพื่อไทย 10 คน เรียกได้ว่าเป็นเกมการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยถนัดอยู่แล้ว หากต้องการจะ "อยู่ยาว" ก็ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ครั้งใหญ่ เพื่อดูดงูเห่าจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญ

สว.สีน้ำเงิน ขวางแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้สภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอาจจะเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ด่านสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกถ่วงเวลามาเรื่อยๆ คือ “ด่านวุฒิสภา” แม้ในยุครัฐบาลอนุทิน วุฒิสภาเสียงข้างมากจะถูกขนานนามว่า กลุ่ม "สว. สีน้ำเงิน" ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับพรรคภูมิใจไทย และอาจคาดการณ์ได้ว่า สว. สีน้ำเงิน น่าจะมีทิศทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทิศทางเดียวกับรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ในมุมกลับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางอำนาจของ สว. และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทำให้ พรรคสีน้ำเงิน กับกลุ่มสว.สีน้ำเงิน ใช้ยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตี

ดังนั้น กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ถือเป็นตัวละครสำคัญที่สามารถขัดขวางกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเสียงที่เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นประมาณ 120-140 เสียง ทำให้กลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองสูงและสามารถใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางของตัวเอง พลังของ สว. กลุ่มนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วผ่านการลงมติในประเด็นสำคัญอย่างการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่โหวตสวนทางกับ สส. ส่วนใหญ่เพื่อคงเงื่อนไข "เสียงข้างมากสองชั้น" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้กลไกหลักที่ สว. สีน้ำเงินอาจนำมาใช้ในการขัดขวางมีสองรูปแบบสำคัญ

ประการแรกคือ การใช้ช่องทางยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยถูกใช้เพื่อ "เตะถ่วง" กระบวนการมาแล้วในอดีต โดย สว. สามารถตั้งคำถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการแก้ไขในขั้นตอนต่างๆ เช่น ประเด็นเรื่องอำนาจรัฐสภา หรือเงื่อนไขการทำประชามติ เพื่อสร้างความคลุมเครือทางกฎหมายและทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องหยุดชะงักเพื่อรอคำวินิจฉัย

ประการที่สอง และเป็นวิธีที่เด็ดขาดที่สุดคือ การใช้เสียงโหวตโดยตรง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดว่าการแก้ไขจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม (ประมาณ 67 คน) ดังนั้นด้วยจำนวนเสียงในมือที่มากกว่า 120 เสียง กลุ่ม สว. สีน้ำเงินจึงมีอำนาจเต็มที่ในการ "คว่ำ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ที่ไม่เป็นที่พอใจ ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้กุมชะตากรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...