โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จอมพล ป. ไม่ให้ “นางงาม” ทำอาชีพอื่น เพราะกลัวไม่สมเกียรติ จึงต้องทำราชการ!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 09.32 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 09.12 น.
จากซ้าย : สว่างจิตต์ คฤหานนท์, กันยา เทียนสว่าง และ เรียม เพศยนาวิน

นางงามยุคจอมพล ป. ทำอาชีพอื่นไม่ได้ เพราะท่านผู้นำกลัวไม่สมเกียรติ จึงต้องทำราชการ!

การประกวด “นางสาวสยาม” จัดขึ้นครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2477 ภายใต้แนวคิด “สตรีเป็นศรีสง่าแก่รัฐธรรมนูญ” โดยรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เพื่อต้องการใช้เวทีนางงามเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

ผลการแข่งขันปรากฏว่า กันยา เทียนสว่าง สาวงามตัวแทนจากพระนคร สามารถเอาชนะสาวงามจาก 16 จังหวัด คว้ามงกุฎนางสาวสยามเป็นคนแรกของประเทศ ถือเป็นการเปิดฉากการประกวดนางงามระดับชาติของไทยให้เกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายใต้บริบทสังคมหลังเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จะเห็นได้ว่าสถานภาพของผู้หญิงไทยยังมีหลายสิ่งที่ยังคงถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งระดับการศึกษาก็ยังห่างไกลจากบุรุษอยู่มาก เนื่องจากบางครอบครัวไม่ส่งเสริมให้บุตรสาวเรียนสูงมากนัก เพราะยังคงยึดติดกับค่านิยมยุคเก่า ที่ปลูกฝังเลี้ยงดูบุตรสาวให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการเป็น “แม่และเมียที่ดี” และได้แต่งงานกับบุรุษที่ได้ชื่อว่าขึ้นหน้าขึ้นตาในสังคม

ทว่าในยุคสมัยประชาธิปไตย ที่เน้นเรื่อง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” รัฐบาลของคณะราษฎรต้องการปรับเปลี่ยนสถานะของผู้หญิงไทยให้ทัดเทียมบุรุษ จึงนำมาซึ่งการออกกฎหมายและแก้ไขข้อจำกัดบางอย่าง เพื่อส่งเสริมแนวคิดความเท่าเทียม

การจัดประกวดนางงามเป็นเสมือนโรงละครที่ฉายภาพของรัฐสมัยใหม่ เรือนร่างของนางงามจึงเป็นการสะท้อนรูปร่างและภาพลักษณ์ของผู้หญิงไทยที่รัฐใฝ่ฝัน ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการจึงเลือกกันยา เทียนสว่าง เป็นผู้ชนะ

ไม่เพียงกันยาจะมีใบหน้าที่สวย มีรูปร่างสูง มีบุคลิกภาพมาดมั่นตามแบบผู้หญิงตะวันตก เธอยังมีระดับการศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานของผู้หญิงไทยในยุคนั้น และยังประกอบอาชีพนอกบ้าน กล่าวคือ เธอจบการศึกษาในระดับมัธยม 8 (เทียบเท่า ม.6 ในปัจจุบัน) และทำงานเป็น “ครู” ในโรงเรียนประชาบาลทารกานุเคราะห์

นางงามยุคจอมพล ป. กับการเป็น “ผู้หญิงของชาติ”

รัฐบาลได้สถาปนาสถานะของนางงามให้เป็นเสมือน “ผู้หญิงของชาติ” เพื่อเป็นต้นแบบให้สตรีไทย แม้ว่าจุดเริ่มต้นของการจัดประกวดนางสาวสยามจะไม่ได้อยู่ภายใต้การผลักดันของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทว่าใน พ.ศ. 2481 เมื่อได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. ได้กลายมาเป็นนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับการประกวดนางงามเป็นอย่างมาก

หลักฐานอย่างหนึ่ง คือ มีการออกกฎห้ามไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์นางงาม ดังปรากฏข้อมูลว่า “นางสาวไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะถูกกล่าวถึงในทางสัพยอกหยอกล้อจนเกินควร หรือวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าในกรณีใด” เนื่องจากการประกวดนางงามยุคจอมพล ป. เป็นกิจกรรมที่สอดรับกับแนวคิด “รัฐนิยม” ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลได้อย่างดีเยี่ยม

ใน พ.ศ. 2482 รัฐบาลออกประกาศรัฐนิยมฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็น “ไทย” ส่งผลให้การประกวดนางงามประจำชาติต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “นางสาวไทย” ไปด้วย

ประกอบกับในปีเดียวกันนั้น มีการจัดตั้ง กองส่งเสริมอาหาร เพื่อส่งเสริมนโยบายสุขภาพอนามัยและการบริโภคโปรตีน เพื่อเพิ่มส่วนสูงของประชากร สัดส่วนเรือนร่างของนางงามจึงถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเปลี่ยนแบบเครื่องแต่งกายผู้เข้าประกวดจากชุดไทยเป็นชุดอาบน้ำแบบตะวันตก กระทั่งมีการประกาศใช้รัฐนิยมฉบับที่ 10 ว่าด้วยการแต่งกายของประชาชนให้สุภาพเรียบร้อยและถูกกาลเทศะ จึงได้มีการเพิ่มรอบจัดแสดงชุดเครื่องแต่งกายตามประกาศรัฐนิยมบนเวทีประกวดนางงาม

นอกจากเรื่องเรือนร่าง สุขภาพอนามัย และเสื้อผ้าหน้าผม แม้แต่การตั้งชื่อนามบุคคลยังถูกรัฐเข้าไปจัดการตามดำริของท่านผู้นำ ที่ต้องการให้คนไทยมีชื่อเหมาะสมกับเพศของตน

เช่นเดียวกับชื่อของ เรียม เพศยนาวิน นางสาวไทย พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นนางงามยุคจอมพล ป. ชื่อของเธออาจเป็นได้ทั้งชื่อของผู้หญิงและผู้ชาย จอมพล ป. จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “เรียมรมย์” เพื่อตอกย้ำการเป็นชื่อของผู้หญิงให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จากนางงามสู่ “นางเอก” ภาพยนตร์

ในยุคของการสร้างชาติและเผยแพร่รัฐนิยม รัฐบาลได้ใช้ “ภาพยนตร์” เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยส่งเสริมนโยบายดังกล่าว จึงมีการจัดสร้างภาพยนตร์ให้มีเนื้อหาปลุกใจรักชาติ และส่งเสริมการสร้างชาติในกิจการด้านต่างๆ โดยหน่วยงานของรัฐ

เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “บ้านไร่นาเรา” ใน พ.ศ. 2485 มีเนื้อหาส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่ง จอมพล ป. ประพันธ์เค้าโครงเรื่องด้วยตนเอง และเลือกนางเอกจากผู้ผ่านเวทีนางสาวไทย ผลปรากฎว่า อารี ปิ่นแสง รองนางสาวไทย พ.ศ. 2483 ได้รับเลือกให้เป็นนางเอก

เธอเล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “จอมพล ป. เลือกรูปนางสาวไทยคนนั้นคนนี้ เอามาดูก็ไม่ถูกใจ สุดท้ายท่านมาชอบเรา ก็เขียนเป็นจดหมายมาขอคุณพ่อ คุณพ่อขัดไม่ได้ ก็เลยอนุญาตให้ไปเล่นหนัง”

การได้รับบทนางเอกเรื่องนี้ ทำให้อารีพบรักกับ พล. อ. อ. ทวี จุลละทรัพย์ (ขณะนั้นมียศเป็น ร. อ.) ผู้รับบทพระเอกของเรื่อง และต่อมาทั้งคู่ได้สมรสกัน ภายหลังอารีเป็นที่รู้จักในชื่อ คุณหญิงอารี จุลละทรัพย์

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน กรมรถไฟได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “โตนงาช้าง” มีนางเอกของเรื่อง คือ ฉลาด ลิ่มสวัสดิ์ รองนางสาวไทย พ.ศ. 2483 และใน พ.ศ. 2497 นวลสวาท ลังกาพินธุ์ รองนางสาวไทย พ.ศ. 2496 ได้รับเลือกให้แสดงนำในภาพยนตร์ของกรมป่าไม้เรื่อง “กังวานไพร”

“ดอกไม้ของชาติ” เกียรติยศและงานราชการ

ผู้หญิงในยุคของท่านผู้นำเปรียบเสมือน “ดอกไม้ของชาติ” นางงามในฐานะต้นแบบผู้นำสตรีไทยยุคใหม่ จึงต้องวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อรักษา “เกียรติ” จากการได้รับยกย่องให้เป็นผู้หญิงของชาติ โดยพวกเธอจะต้องปฏิบัติภารกิจช่วยรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างชาติด้านต่างๆ ถึงแม้จะมีระยะเวลากำหนดการทำหน้าที่เพียง 1 ปี แต่สถานะการเป็นนางงามจะติดตัวพวกเธอไปตลอดชีวิต

ขณะเดียวกัน เมื่อพวกเธอดำรงตำแหน่งนางงามจนครบวาระ รัฐบาลจะจัดหางานให้ทำที่เหมาะสมในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตำแหน่งเกี่ยวกับ “แผนกต้อนรับ หรือ นักประชาสัมพันธ์” ที่ต้องอาศัยใบหน้าและบุคลิกภาพที่ดี

เช่น กันยา เทียนสว่าง นางสาวสยาม พ.ศ. 2477 เมื่อครั้งที่ประกวดเธอประกอบอาชีพครู แต่ต้องลาออกเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่นางสาวสยาม ภายหลังได้บรรจุเข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ

หรือกรณีของเรียม เพศยนาวิน นางสาวไทย พ.ศ. 2482 เมื่อสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งนางงาม จอมพล ป. ได้ให้เข้าไปทำงานในแผนกรับรองของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ วังบางขุนพรหม ซึ่งเรียมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“ท่านผู้นำได้บอกไว้ว่าไม่ให้ไปทำงานที่ไหน เพราะไม่สมเกียรติ เนื่องจากท่านมีความคิดว่า ผู้หญิงคือดอกไม้ของชาติ และตำแหน่งนางสาวไทยนั้นเป็นศักดิ์ศรี เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ”

การรับราชการ หรือนัยของการได้ทำงานในหน่วยงานราชการ ย่อมสะท้อนแนวคิดของการมี “เกียรติ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเป็นค่านิยมของสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต อย่างไรก็ดี แม้ว่านางสาวไทยจะได้รับโอกาสเข้าทำงานในหน่วยงานราชการตามที่รัฐบาลจัดไว้ให้ แต่พวกเธอจำต้องตระหนักถึงบทบาทที่ต้องอุทิศตนเพื่อชาติและประชาชนอยู่เสมอ

ใน พ.ศ. 2483 ท่ามกลางสงครามอินโดจีนที่มีการปะทะอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เรียม เพศยนาวิน ได้สมัครเป็นอาสากาชาดเพื่อช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และเป็นแกนนำร่วมเดินขบวนให้กำลังใจรัฐบาลในการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ขณะที่ สว่างจิตต์ คฤหานนท์ นางสาวไทย พ.ศ. 2483 นอกจากจะร่วมเป็นอาสากาชาดแล้ว เธอยังรับหน้าที่เป็นตัวแทนสตรีไทยกล่าวให้กำลังใจทหารตามแนวชายแดนผ่านวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ความตอนหนึ่งว่า

“…ข้าพเจ้าขอโอกาสนี้พูดในนามเพื่อนสตรีไทยทั้งหลาย เพื่อระบายความรู้สึกของผู้หญิงไทยไปยังเหล่าทหารหาญของชาติที่กำลังทำหน้าที่รักษาดินแดนอยู่อย่างเข้มแข็งทุกๆ ด้าน เพื่อป้องกันการรุกรานและการละเมิดอธิปไตยของเราเวลานี้ พวกเราภูมิใจในความสามารถของท่าน เรายินดีจนน้ำตาไหลเมื่อได้ข่าวชัยชนะของท่าน เราตื้นตันในความเสียสละใหญ่หลวงในหน้าที่ของท่าน…พวกเราเป็นสุขสบายและกำลังทำหน้าที่ของผู้หญิงไทยอย่างสมบูรณ์ พวกเราจะนอนตาหลับก็เมื่อท่านได้กลับมาด้วยชัยชนะอย่างใหญ่หลวง สมความมุ่งหมายของพี่น้องไทยทุกประการ”

อาจกล่าวได้ว่า บทบาทของนางงามในช่วงทศวรรษ 2470-2490 เช่น นางงามยุคจอมพล ป. ได้สะท้อนการเป็นต้นแบบที่ดีให้ผู้หญิงไทยตามเจตนารมณ์ของรัฐในการสร้างชาติ ทว่าผลจากการพ่ายแพ้ในเกมการเมืองของ จอมพล ป. ถือเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของเครือข่ายสมาชิกคณะราษฎร

เพราะต่อมาใน พ.ศ. 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง แต่ยังเปลี่ยนสถานะและภาพจำของนางงามจาก “ผู้หญิงของชาติ” ให้กลายมาเป็น “นางบำเรอ” ของผู้มีอำนาจทางการเมือง

ช่วงเวลาดังกล่าว หลายกระทรวงมีคำสั่งห้ามไม่ให้ข้าราชการในสังกัดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกวดนางงามทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎใน พ.ศ. 2504 ห้ามไม่ให้ครูสตรีเข้าประกวดนางงาม หากฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นไล่ออก

ความหมายของนางงามยุคจอมพล ป. ที่มีความผูกพันกับความเป็นชาติ จึงสิ้นสุดในห้วงเวลานั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ณัฐธิดา ทองเกษม. “เทพีแห่งลุ่มตาปี: เรื่องเล่านางสาวสุราษฎร์ธานีในประวัติศาสตร์การประกวดนางงาม.” รูสมิ แล 41 No. 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2563).

สุพัตรา กอบกิจสุขสกุล. การประกวดนางสาวไทย (พ.ศ.2477 – 2530). วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2531.

อรสม สุทธิสาคร. ดอกไม้ของชาติ. กรุงเทพฯ: รวมทรรศน์. 2533.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จอมพล ป. ไม่ให้ “นางงาม” ทำอาชีพอื่น เพราะกลัวไม่สมเกียรติ จึงต้องทำราชการ!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...