โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสักฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำ

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 18 ก.ย 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2568 เวลา 02.43 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 18 ก.น.-กรมชลประทาน รับมือฝน-น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เพื่อบริหารจัดการน้ำหลากจากฝนตกหนักทางตอนบน และรองรับฝนระลอกใหม่จากร่องมรสุมที่กำลังพาดผ่านภาคกลาง

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทานแจ้งว่า วันนี้ได้ปรับเพิ่มการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จาก 2,100 ลบ.ม./วินาทีเป็น 2,200 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากแม้จะบริหารจัดการน้ำโดยหน่วงน้ำไว้หน้าเขื่อน พร้อมรับรับน้ำเข้าระบบชลประทานสองฝั่งในพื้นที่เหนือเขื่อนอย่างเต็มศักยภาพ ก็ยังจำเป็นต้องระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเนื่องจากเป็นเส้นทางที่จะระบายน้ำเหนือออกทะเลได้เร็วที่สุด เพื่อให้พร้อมรองรับฝนที่จะตกลงมาเพิ่มในระยะนี้

สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ปริมาณน้ำกักเก็บ 667.70 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 69.55% ของความจุ) น้ำไหลลงอ่าง 628.89 ลบ.ม./วินาที หรือ 54.33 ล้าน ลบ.ม./วัน เนื่องจากมีฝนตกที่ต้นน้ำในจ. เพชรบูรณ์ แล้วไหลลงสู่เขื่อน ดังนั้นจึงต้องเพิ่มระบายน้ำ 300.54 ลบ.ม./วินาที หรือ 25.96 ล้าน ลบ.ม./วัน จากนั้นวันพรุ่งนี้เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 350 ลบ.ม./วินาที เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยการระบายดังกล่าว ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อนจะยังอยู่ในลำน้ำไม่ล้นตลิ่ง

สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกำลังเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยงพร้อมกัน ได้แก่

1.น้ำเหนือ – ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ เพิ่มสูงขึ้น
2.น้ำทะเลหนุน – จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง จนถึงวันที่ 22 ก.ย. โดยเฉพาะในช่วงน้ำขึ้น อาจส่งผลให้น้ำระบายลงทะเลได้ช้าลง
3.น้ำฝน – ร่องมรสุมยังพาดผ่านภาคกลางของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเพิ่มขึ้น และ อาจตกหนักถึงหนักมากบางแห่งอย่างน้อยถึงต้นเดือนตุลาคม

ก่อนหน้านี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ประชุมทุกหน่วยงานเพื่อเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้จะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงและการเตรียมการรับมือฝนที่จะตกมาเพิ่มในช่วงถัดไปด้วย โดยคาดการณ์ว่า การก่อตัวของพายุในทะเลจีนใต้จะส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้เร่งระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

สถานการณ์น้ำในแหล่งกักเก็บน้ำล่าสุด พบว่า หลายแห่งมีปริมาณน้ำมาก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 78% ของความจุเก็บกัก เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 88% ของความจุเก็บกัก เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำ 83% ของความจุเก็บกัก ป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 69% ของความจุเก็บกัก เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำ 72% ของความจุเก็บกัก ในขณะที่พื้นที่หน่วงน้ำได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำมีปริมาณน้ำ 91% ของความจุเก็บกัก และบึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำ 121% ของความจุเก็บกัก

สทนช. ยังให้พิจารณาแนวทางการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างรองรับปริมาณฝนชุดถัดไปและรักษาความปลอดภัยของอ่างเก็บน้ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ อ่างฯ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ โดยให้วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน อีกทั้งให้มีการแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบรับทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมการรองรับได้ทัน นอกจากนี้ ยังได้ขอให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำหน่วงน้ำทั้ง 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยหน่วงชะลอน้ำเพิ่มเติมในระยะถัดไปด้วย.-512.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...