ธปท. ชี้มาตรการรัฐหนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5% ยันเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ใช่ 'ภาวะเงินฝืด'
ธปท.ประเมินจีดีพีไตรมาส 3/68 หดตัว -0.5% ก่อนพลิกเป็นบวก 0.5% ในไตรมาส 4/68 อานิสงส์มาตรการคนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว-โรงงานกลับมาผลิต มองไทยความเสี่ยงเกิด “ภาวะเงินฝืด” อยู่ระดับต่ำจาก 3 ปัจจัย แต่ยังติดตามใกล้ชิด ยันใช้นโยบายผ่อนคลายหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ พร้อมใช้มาตรการเฉพาะจุดเสริม ระบุ ไม่สนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรมสีเทา
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน “Monetary Policy Forum 3/2568” ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในเดือนเมษายน 2568 โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ 3% และในครึ่งหลังของปี 2568 ขยายตัวต่ำ โดยมาจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) และภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว โดยการเติบจีดีพีปี 2568 อยู่ที่ 2.2% และปี 2569 อยู่ที่ 1.6%
ขณะที่นโยบายการเงินมองไปข้างหน้ายังอยู่ในระดับผ่อนคลาย และพร้อมปรับให้สอดคล้องกับ Outlook ที่เปลี่ยนไป รวมถึงดูประสิทธิผลของศักยภาพการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่เหลือน้อยลงหลังจากปรับลดดอกเบี้ยไป 4 ครั้งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567
เกาะติด “ภาวะเงินฝืด”
นอกจากนี้ ธปท.จับตาความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันยังไม่เห็นการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง เช่น ราคารถยนต์ และรถยนต์มือ 2 มีการปรับลดลงจากการแข่งขัน แต่ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่อง หรือราคาบ้าน อาจจะเริ่มเห็นการลดลง แต่จำกัดอยู่ในกลุ่มแนวสูง แต่แนวราบยังไม่เห็นการลดลงของราคา เป็นต้น
“สิ่งที่เรากังวลเรื่องของภาวะเงินฝืด คือ ราคาลดลงและเป็นวงกว้าง เพราะประชาชนจะนำเรื่องของราคาที่ลดลงและชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อรอราคาที่ลดลง รวมถึงยังไม่เห็นสัญญาณในการลงทุน แต่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด เรามีการประเมินอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันเราจะประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภาวะเงินฝืด แต่จับตาดูต่อเนื่อง”
คนละครึ่งพลัส หนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5%
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ 3% และในครึ่งปีหลังของปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการผลิตที่เป็นปัจจัยชั่วคราวในการปรับกระบวนการผลิต เช่น ในกลุ่มปิโตรเลียม และยานยนต์ เป็นต้น
รวมถึงเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ และการท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้จีดีพีในปี 2569 ชะลอตัวเหลือ 1.6% จาก 1.7%
ทั้งนี้ หากดูอัตราการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวต่ำกว่า 2% และหากดูการขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาส (QOQ) ในไตรมาส 3/2568 คาดว่าจะชะลอตัว -0.5% และทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากโรงงานกลับมาเปิดเพื่อผลิต และภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส และมาตรการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชน
“ไตรมาส 4/68 ที่ฟื้นตัวมาจากโรงงานกลับมาผลิต และมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยเสริม โดยหากดูเม็ดเงินใหม่คิดเป็น 0.4% ของจีดีพี และเม็ดเงินเดิมจากดิจิทัลวอลเลต ซึ่งหากเทียบผลต่อจีดีพีในไตรมาส 4/68 จะอยู่ที่ราว 0.2-0.3% เนื่องจากมีผลของสินค้านำเข้าบ้าง แต่จะช่วยให้การจับจ่ายคึกคักขึ้น”
ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ลุ้นจีนกลับมา 6 ล้านคน
สำหรับการส่งออกในปี 2568 ขยายตัวได้ 10% จากเดิมมองว่าจะขยายตัวติดลบ ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขจริงที่ออกในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกขยายตัวได้ 13% จึงมีการปรับตัวเลขปีนี้ขยายตัว 10% และปี 2569 หดตัว -1% จากเดิม -2% เนื่องจากอัตราภาษีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงผลจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวตามการลงทุน Data Center อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามตัวเลขการส่งออก และผลจากภาษีและการส่งผ่านผลจากภาษี
ด้านภาคการท่องเที่ยวจะเห็นว่านักท่องเที่ยวระยะไกลทยอยฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน โดยประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน น้อยกว่าปีก่อน 7% ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่สูงในประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น และในปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวระยะไกลขยายตัวได้ 10% หากดูนักท่องเที่ยวจีนปีนี้อยู่ที่ 4.4 ล้านคน และปี 2569 น่าจะขยายตัวอยู่ที่ 6 ล้านคน
“นักท่องเที่ยวระยะไกลจะเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะมีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวระยะใกล้ถึง 70-80% ซึ่งสอดคล้องกับภาพผู้ประกอบการที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/2568 แต่ผู้ประกอบการกังวลในเรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่า จะกระทบการใช้จ่าย และการแข่งขันกับประเทศอื่น เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตาม”
3 ปัจจัยชี้ไทยมีภาวะเงินฝืดระดับต่ำ
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่ว ไปคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกภายในไตรมาส 2/2569 และจะกลับเข้ากรอบเป้าหมายภายในต้นปี 2570 อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ของไทยอยู่ในระดับต่ำ มาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน
คือ 1.เงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง 2.เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต และ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี
“ตอนนี้เราประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำ เพราะหากดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักมาตรการอุดหนุน และตัดราคาสินค้าที่มีความผันผวนของราคาต่ำสุดและสูงสุดออก เพื่อให้สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อตัวจริง สะท้อนว่าค่อนข้างนิ่ง อาจจะเห็นลดลงบ้าง แต่ในระยะไกล ๆ ยังคงอยู่ในกรอบ อย่างไรก็ดี นโยบายการเงิน หากความเสี่ยงด้านเงินฝืดเปลี่ยนไป การทำนโยบายการเงินจะต้องเปลี่ยนไป”
หนุนใช้มาตรการเฉพาะจุดช่วยเสริมนโยบายการเงิน
นายสุรัชกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ โดยมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง หรือ 1% จากระดับ 2.5% เหลือ 1.5% ต่อปี โดย ธปท.ยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิผลของนโยบายการเงิน และพร้อมที่จะปรับตาม Outlook ที่เปลี่ยนไป
ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาจะต้องใช้มาตรการเฉพาะจุดอื่น ๆ เข้ามาช่วยเสริมนโยบายการเงิน โดย ธปท.ลดดอกเบี้ย 1% ดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดอายุสัญญาของธุรกิจเอสเอ็มอีลดลง 0.50% และธุรกิจขนาดใหญ่ 0.70%
และหากดูผลจากมาตรการเฉพาะจุด กลุ่มเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ที่ยกเว้นดอกเบี้ยให้ 3 ปี และจ่ายเงินต้น 30%, 70% และ 90% ซึ่งหากดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) เฉลี่ยอยู่ที่ 10-13% หลังเข้ามาตรการดอกเบี้ยเหลือเฉลี่ย 7-7.70% ลดลงเฉลี่ย 2.00% ซึ่งจะช่วยลดภาระเอสเอ็มอีได้
“การส่งผ่านดอกเบี้ยใช้เวลา 4-6 ไตรมาส โดยเริ่มจากส่งผ่านไปตลาดทุน และไปเศรษฐกิจจริง แต่ขึ้นอยู่กับการลดดอกเบี้ยของแบงก์ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา และการลดธุรกิจใหญ่จะมากกว่ากลุ่มขนาดเล็ก แต่หากเราทำมาตรการเฉพาะจุดจะช่วยลดภาระและสภาพคล่องได้ตรงจุดมากกว่า”
นายสุรัชกล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในไตรมาส 3/2568 ค่อนข้างแข็งค่า แต่ช่วงหลังจะเริ่มเห็นการอ่อนค่าลงบ้าง
โดยหากดูดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่า 2% นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) แม้ว่าดอลลาร์จะแข็งค่าเฉลี่ย 4-4.5% จะเห็นว่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง อย่างไรก็ดี หากนำเงินเฟ้อเข้ามารวมจะเห็นว่าเงินบาทอ่อนค่า 2%
ย้ำตรวจเข้มธุรกรรมเงินเทา
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวความเชื่อมโยงของสถาบันการเงินไทยเกี่ยวข้องกับเงินเท่านั้น ธปท.ขอยืนยันว่า ธปท.ไม่สนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสีเทาอยู่แล้ว และเรื่องของการหลอกลวง (Scam) เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่สหรัฐ ยุโรป และตะวันออกกลางก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และจะต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการป้องกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. ชี้มาตรการรัฐหนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5% ยันเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ใช่ ‘ภาวะเงินฝืด’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net