โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท. ชี้มาตรการรัฐหนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5% ยันเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ใช่ 'ภาวะเงินฝืด'

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2568 เวลา 07.09 น.

ธปท.ประเมินจีดีพีไตรมาส 3/68 หดตัว -0.5% ก่อนพลิกเป็นบวก 0.5% ในไตรมาส 4/68 อานิสงส์มาตรการคนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว-โรงงานกลับมาผลิต มองไทยความเสี่ยงเกิด “ภาวะเงินฝืด” อยู่ระดับต่ำจาก 3 ปัจจัย แต่ยังติดตามใกล้ชิด ยันใช้นโยบายผ่อนคลายหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ พร้อมใช้มาตรการเฉพาะจุดเสริม ระบุ ไม่สนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรมสีเทา

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวใน “Monetary Policy Forum 3/2568” ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในเดือนเมษายน 2568 โดยเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ 3% และในครึ่งหลังของปี 2568 ขยายตัวต่ำ โดยมาจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) และภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว โดยการเติบจีดีพีปี 2568 อยู่ที่ 2.2% และปี 2569 อยู่ที่ 1.6%

ขณะที่นโยบายการเงินมองไปข้างหน้ายังอยู่ในระดับผ่อนคลาย และพร้อมปรับให้สอดคล้องกับ Outlook ที่เปลี่ยนไป รวมถึงดูประสิทธิผลของศักยภาพการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่เหลือน้อยลงหลังจากปรับลดดอกเบี้ยไป 4 ครั้งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567

เกาะติด “ภาวะเงินฝืด”

นอกจากนี้ ธปท.จับตาความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันยังไม่เห็นการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง เช่น ราคารถยนต์ และรถยนต์มือ 2 มีการปรับลดลงจากการแข่งขัน แต่ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่อง หรือราคาบ้าน อาจจะเริ่มเห็นการลดลง แต่จำกัดอยู่ในกลุ่มแนวสูง แต่แนวราบยังไม่เห็นการลดลงของราคา เป็นต้น

“สิ่งที่เรากังวลเรื่องของภาวะเงินฝืด คือ ราคาลดลงและเป็นวงกว้าง เพราะประชาชนจะนำเรื่องของราคาที่ลดลงและชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อรอราคาที่ลดลง รวมถึงยังไม่เห็นสัญญาณในการลงทุน แต่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด เรามีการประเมินอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันเราจะประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภาวะเงินฝืด แต่จับตาดูต่อเนื่อง”

คนละครึ่งพลัส หนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5%

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวได้ 3% และในครึ่งปีหลังของปี 2568 ขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นผลมาจากภาคการผลิตที่เป็นปัจจัยชั่วคราวในการปรับกระบวนการผลิต เช่น ในกลุ่มปิโตรเลียม และยานยนต์ เป็นต้น

รวมถึงเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ และการท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้จีดีพีในปี 2569 ชะลอตัวเหลือ 1.6% จาก 1.7%

ทั้งนี้ หากดูอัตราการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวต่ำกว่า 2% และหากดูการขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาส (QOQ) ในไตรมาส 3/2568 คาดว่าจะชะลอตัว -0.5% และทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากโรงงานกลับมาเปิดเพื่อผลิต และภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส และมาตรการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชน

“ไตรมาส 4/68 ที่ฟื้นตัวมาจากโรงงานกลับมาผลิต และมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยเสริม โดยหากดูเม็ดเงินใหม่คิดเป็น 0.4% ของจีดีพี และเม็ดเงินเดิมจากดิจิทัลวอลเลต ซึ่งหากเทียบผลต่อจีดีพีในไตรมาส 4/68 จะอยู่ที่ราว 0.2-0.3% เนื่องจากมีผลของสินค้านำเข้าบ้าง แต่จะช่วยให้การจับจ่ายคึกคักขึ้น”

ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ลุ้นจีนกลับมา 6 ล้านคน

สำหรับการส่งออกในปี 2568 ขยายตัวได้ 10% จากเดิมมองว่าจะขยายตัวติดลบ ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขจริงที่ออกในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกขยายตัวได้ 13% จึงมีการปรับตัวเลขปีนี้ขยายตัว 10% และปี 2569 หดตัว -1% จากเดิม -2% เนื่องจากอัตราภาษีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงผลจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวตามการลงทุน Data Center อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามตัวเลขการส่งออก และผลจากภาษีและการส่งผ่านผลจากภาษี

ด้านภาคการท่องเที่ยวจะเห็นว่านักท่องเที่ยวระยะไกลทยอยฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน โดยประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน น้อยกว่าปีก่อน 7% ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่สูงในประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น และในปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวระยะไกลขยายตัวได้ 10% หากดูนักท่องเที่ยวจีนปีนี้อยู่ที่ 4.4 ล้านคน และปี 2569 น่าจะขยายตัวอยู่ที่ 6 ล้านคน

“นักท่องเที่ยวระยะไกลจะเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะมีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวระยะใกล้ถึง 70-80% ซึ่งสอดคล้องกับภาพผู้ประกอบการที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/2568 แต่ผู้ประกอบการกังวลในเรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่า จะกระทบการใช้จ่าย และการแข่งขันกับประเทศอื่น เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตาม”

3 ปัจจัยชี้ไทยมีภาวะเงินฝืดระดับต่ำ

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่ว ไปคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกภายในไตรมาส 2/2569 และจะกลับเข้ากรอบเป้าหมายภายในต้นปี 2570 อย่างไรก็ดี ความเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด” ของไทยอยู่ในระดับต่ำ มาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

คือ 1.เงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง 2.เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต และ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี

“ตอนนี้เราประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำ เพราะหากดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักมาตรการอุดหนุน และตัดราคาสินค้าที่มีความผันผวนของราคาต่ำสุดและสูงสุดออก เพื่อให้สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อตัวจริง สะท้อนว่าค่อนข้างนิ่ง อาจจะเห็นลดลงบ้าง แต่ในระยะไกล ๆ ยังคงอยู่ในกรอบ อย่างไรก็ดี นโยบายการเงิน หากความเสี่ยงด้านเงินฝืดเปลี่ยนไป การทำนโยบายการเงินจะต้องเปลี่ยนไป”

หนุนใช้มาตรการเฉพาะจุดช่วยเสริมนโยบายการเงิน

นายสุรัชกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ โดยมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง หรือ 1% จากระดับ 2.5% เหลือ 1.5% ต่อปี โดย ธปท.ยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิผลของนโยบายการเงิน และพร้อมที่จะปรับตาม Outlook ที่เปลี่ยนไป

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาจะต้องใช้มาตรการเฉพาะจุดอื่น ๆ เข้ามาช่วยเสริมนโยบายการเงิน โดย ธปท.ลดดอกเบี้ย 1% ดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดอายุสัญญาของธุรกิจเอสเอ็มอีลดลง 0.50% และธุรกิจขนาดใหญ่ 0.70%
และหากดูผลจากมาตรการเฉพาะจุด กลุ่มเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ที่ยกเว้นดอกเบี้ยให้ 3 ปี และจ่ายเงินต้น 30%, 70% และ 90% ซึ่งหากดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) เฉลี่ยอยู่ที่ 10-13% หลังเข้ามาตรการดอกเบี้ยเหลือเฉลี่ย 7-7.70% ลดลงเฉลี่ย 2.00% ซึ่งจะช่วยลดภาระเอสเอ็มอีได้

“การส่งผ่านดอกเบี้ยใช้เวลา 4-6 ไตรมาส โดยเริ่มจากส่งผ่านไปตลาดทุน และไปเศรษฐกิจจริง แต่ขึ้นอยู่กับการลดดอกเบี้ยของแบงก์ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา และการลดธุรกิจใหญ่จะมากกว่ากลุ่มขนาดเล็ก แต่หากเราทำมาตรการเฉพาะจุดจะช่วยลดภาระและสภาพคล่องได้ตรงจุดมากกว่า”
นายสุรัชกล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในไตรมาส 3/2568 ค่อนข้างแข็งค่า แต่ช่วงหลังจะเริ่มเห็นการอ่อนค่าลงบ้าง

โดยหากดูดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) แข็งค่า 2% นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) แม้ว่าดอลลาร์จะแข็งค่าเฉลี่ย 4-4.5% จะเห็นว่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง อย่างไรก็ดี หากนำเงินเฟ้อเข้ามารวมจะเห็นว่าเงินบาทอ่อนค่า 2%

ย้ำตรวจเข้มธุรกรรมเงินเทา

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวความเชื่อมโยงของสถาบันการเงินไทยเกี่ยวข้องกับเงินเท่านั้น ธปท.ขอยืนยันว่า ธปท.ไม่สนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสีเทาอยู่แล้ว และเรื่องของการหลอกลวง (Scam) เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่สหรัฐ ยุโรป และตะวันออกกลางก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และจะต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการป้องกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. ชี้มาตรการรัฐหนุนจีดีพี Q4/68 โตได้ 0.5% ยันเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ใช่ ‘ภาวะเงินฝืด’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...