ทรัมป์ เดินหน้าปรับ วีซ่า H-1B เก็บค่าธรรมเนียมปีละ 100,000 ดอลลาร์ เขย่าวงการเทคโนโลยีสหรัฐ
ทรัมป์ เตรียมเก็บค่าธรรมเนียม วีซ่า H-1B มหาศาล ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เร่งเตือนพนักงานต่างชาติให้อยู่ในสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ชี้อาจบังคับให้โยกงานไปต่างประเทศ
วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 07.52 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะขอให้บริษัทจ่ายค่าธรรมเนียม ปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการขอวีซ่าทำงาน H-1B ซึ่งทำให้บรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เตือนพนักงานที่ถือวีซ่าดังกล่าวให้รีบอยู่ในสหรัฐฯ หรือเดินทางกลับโดยด่วน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : (20 ก.ย. 68) ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการใหม่ เรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เพิ่ม 100,000 ดอลลาร์ฯ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่พึ่งพาแรงงานฝีมือจากอินเดียและจีนอย่างมาก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เดินหน้ามาตรการกวาดล้างการอพยพหลายด้าน รวมถึงการจำกัดการอพยพแบบถูกกฎหมาย และการปรับโครงสร้างวีซ่า H-1B ถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดของรัฐบาลเขาในการปรับเปลี่ยนวีซ่าการจ้างงานชั่วคราว
ฮาเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวว่า “ถ้าคุณจะฝึกใครสักคน ก็ควรฝึกบัณฑิตใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเรา ฝึกคนอเมริกัน หยุดนำคนจากต่างชาติมาแย่งงานเรา”
คำขู่ที่จะปราบปรามวีซ่า H-1B กลายเป็นประเด็นร้อนกับภาคเทคโนโลยี ซึ่งเคยบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ให้กับแคมเปญของทรัมป์ โดยไมโครซอฟท์ เจพีมอร์แกน และแอมะซอน ได้ส่งอีเมลภายในเตือนพนักงานที่ถือวีซ่า H-1B ให้อยู่ในสหรัฐฯ และหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกประเทศจนกว่าจะมีคำแนะนำที่ชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่คืนวันเสาร์
ผู้วิจารณ์โครงการ H-1B โดยเฉพาะแรงงานเทคโนโลยีในสหรัฐฯ บางส่วน ระบุว่าโครงการนี้เปิดโอกาสให้บริษัทกดค่าแรงและแย่งงานจากคนอเมริกัน แต่ผู้สนับสนุนอย่างอีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา ซึ่งเคยถือวีซ่า H-1B กลับมองว่าโครงการนี้ช่วยดึงดูดแรงงานฝีมือขั้นสูงเพื่อเติมเต็มช่องว่างและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามยังอ้างว่า บางบริษัทใช้ช่องทางนี้กดค่าแรงจนทำให้แรงงานอเมริกันเสียเปรียบ และชี้ว่าจำนวนแรงงานต่างชาติในสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ในสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2000–2019 ถึงเกือบ 2.5 ล้านคน
ดีดี ดาส หุ้นส่วนบริษัทร่วมทุน Menlo Ventures กล่าวบน X ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมใหม่จะบั่นทอนความสามารถของสหรัฐฯ ในการดึงดูดบุคลากรที่ฉลาดที่สุดของโลก และอาจลดศักยภาพด้านนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์เตือนว่าค่าธรรมเนียมมหาศาลอาจบังคับให้บริษัทโยกงานมูลค่าสูงไปต่างประเทศ กระทบต่อการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กับจีน และในระยะยาวอาจทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบด้านนวัตกรรม
ข้อมูลระบุว่า อินเดียเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากวีซ่า H-1B โดยปีที่แล้วคิดเป็น 71% ของผู้ได้รับอนุมัติ ขณะที่จีนอยู่ที่ราว 11.7% โดยเฉพาะบริษัทใหญ่อย่าง Amazon และ AWS ได้รับอนุมัติมากกว่า 12,000 วีซ่าในครึ่งแรกของปี 2025 ส่วนไมโครซอฟท์และเมตาได้รับอนุมัติบริษัทละกว่า 5,000 วีซ่า
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายบางรายตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการนี้ โดยระบุว่ารัฐบาลมีสิทธิ์กำหนดค่าธรรมเนียมได้เฉพาะเพื่อชดเชยต้นทุนการพิจารณาใบสมัครเท่านั้น
ปัจจุบัน สหรัฐออกวีซ่า H-1B จำนวน 65,000 ฉบับต่อปี และเพิ่มอีก 20,000 ฉบับสำหรับผู้มีวุฒิสูง วีซ่ามีอายุ 3–6 ปี และส่วนใหญ่ค่าธรรมเนียมต้องจ่ายโดยนายจ้าง
นอกจากนี้ทรัมป์ยังลงนามสร้างโครงการ “โกลด์การ์ด” มอบสิทธิ์ถาวรให้ผู้ที่สามารถจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขอถิ่นที่อยู่ถาวรในอเมริกาได้
อ้างอิง :www.reuters.com