โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปวดฉี่ไม่ควรอั้นโดยเฉพาะผู้หญิง อั้นฉี่บ่อยๆ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง?

Amarin TV

เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 05.19 น.
ปวดฉี่ อั้นฉี่ เมื่อการกลั้นปัสสาวะอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิดโดยเฉพาะ

ปวดฉี่ อั้นฉี่ เมื่อการกลั้นปัสสาวะอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิดโดยเฉพาะ "ผู้หญิง" เพราะท่อปัสสาวะสั้น เชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ "ปวดฉี่ แต่หาห้องน้ำไม่ได้" บางครั้งอยู่บนถนน รถติดอยู่หลายชั่วโมง บางทีกำลังนั่งประชุม หรือแม้แต่ในห้องเรียน การกลั้นปัสสาวะในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจดูเหมือนไม่มีผลเสียอะไร แต่แท้จริงแล้วการเพิกเฉยต่อสัญญาณของร่างกายอาจสร้างผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด เพราะ "ความปวด" เป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้เตือนว่าถึงเวลาที่ต้องขับของเสียออก หากเพิกเฉยซ้ำ ๆ อาจเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะได้

วงจรของการปวดปัสสาวะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัสสาวะเกิดจากการที่ไตกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ส่งผ่านท่อไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีความจุเฉลี่ยประมาณ 400–600 มิลลิลิตร เมื่อปัสสาวะเต็มถึงระดับหนึ่ง เซลล์ประสาทในผนังกระเพาะปัสสาวะจะส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้รู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะ ปกติแล้วเราจะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อมีปริมาณปัสสาวะประมาณ 150–200 มิลลิลิตร และเมื่อถึง 400–500 มิลลิลิตร สมองจะสั่งการอย่างแรงว่าควรหาห้องน้ำทันที หากเราฝืนกลั้น กระเพาะปัสสาวะจะขยายตัวเกินปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบรัดอ่อนแรงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

เหตุผลที่หลายคนชอบกลั้นฉี่ – ไลฟ์สไตล์ & สังคม

ในชีวิตจริง หลายคนเลือกที่จะ "อั้นฉี่" ด้วยเหตุผลทางสังคมและความสะดวก เช่น

• การเดินทาง บนถนนที่รถติดยาวนาน

• การทำงาน ประชุมต่อเนื่องหรือทำงานที่ไม่สะดวกเดินออกจากโต๊ะ

• โรงเรียน/มหาวิทยาลัย นักเรียนบางคนรู้สึกอายที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย

• ผู้หญิง บางคนเลือกกลั้นเพราะกังวลเรื่องสุขอนามัยของห้องน้ำสาธารณะ

เหตุผลเหล่านี้ทำให้พฤติกรรมการกลั้นฉี่กลายเป็นเรื่อง "ปกติ" ในหลายคน แต่เมื่อทำซ้ำ ๆ นาน ๆ ร่างกายอาจต้องรับผลเสียโดยไม่รู้ตัว

ร่างกายส่งสัญญาณ ทำไมถึงปวดจนทนไม่ไหว

ความปวดปัสสาวะไม่ใช่เพียง "ความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ" แต่เป็นสัญญาณชีวภาพที่ซับซ้อน ระบบประสาทรับความรู้สึกจากผนังกระเพาะปัสสาวะจะส่งไปยังไขสันหลังและสมอง สมองตีความว่า "เจ็บ/แน่น" เพื่อบังคับให้เราขับปัสสาวะออก ความรู้สึกนี้ไม่ต่างจากการที่ร่างกายเตือนให้หายใจเมื่อออกซิเจนต่ำ หรือบังคับให้ดื่มน้ำเมื่อขาดน้ำ หากฝืนไม่ทำตามสัญญาณบ่อย ๆ ระบบประสาทอาจเกิดความผิดปกติ กลายเป็นภาวะปัสสาวะเล็ด ควบคุมไม่ได้ หรือกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดจังหวะ

กลั้นฉี่บ่อย ๆ มีผลเสียอะไรบ้าง

• กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง เพราะถูกยืดบ่อยเกินไป

• ปัสสาวะคั่งค้าง ทำให้ของเสียหมักหมมและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ

เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) โดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นและเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย

• เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ จากการตกผลึกของเกลือและแร่ธาตุที่ไม่ได้ถูกขับออก

• ทำให้ไตทำงานหนัก เมื่อปัสสาวะย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะสู่ไต อาจนำไปสู่ภาวะไตอักเสบหรือไตวายได้

โรคที่อาจเกิดจากการกลั้นปัสสาวะ

• กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis): อาการปัสสาวะแสบขัด ปวดบ่อย ปัสสาวะมีกลิ่น

• กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis): เชื้อโรคลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปยังไต มีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง

• นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ: เกิดจากตะกอนแร่ธาตุที่ตกค้าง

• ภาวะปัสสาวะเล็ด/กลั้นไม่อยู่: จากกล้ามเนื้ออ่อนแรง

• ไตวายเรื้อรัง: ในกรณีที่มีการติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือปัสสาวะย้อนกลับไปทำลายเนื้อไต

ใครบ้างที่เสี่ยงอันตรายมากกว่าคนทั่วไป

• ผู้หญิง เสี่ยง UTI มากกว่าผู้ชาย

• หญิงตั้งครรภ์ มดลูกกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ

• ผู้สูงอายุ กล้ามเนื้ออ่อนแรงและประสาทควบคุมการขับถ่ายเสื่อม

• ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งมีน้ำตาลในปัสสาวะสูง เอื้อต่อการเจริญของเชื้อโรค

• เด็ก ที่ยังควบคุมการขับถ่ายได้ไม่สมบูรณ์

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกลั้นฉี่

• "กลั้นฉี่เป็นการฝึกกล้ามเนื้อ" ความจริงคือกล้ามเนื้ออ่อนแรงลง

• "กลั้นแป๊บเดียวไม่เป็นไร" ถ้าบ่อยครั้งก็สะสมความเสี่ยง

• "ปัสสาวะใส แสดงว่าไตแข็งแรง ไม่เป็นโรค" จริงแล้ว ไม่เสมอไป การติดเชื้อบางครั้งไม่ทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยน

เมื่อไหร่ควรรีบไปหาหมอ

• ปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อยแต่ได้น้อย

• ปัสสาวะเป็นเลือดหรือมีกลิ่นแรง

• ปวดเอว/หลัง ร่วมกับมีไข้

• ปัสสาวะเล็ดบ่อย ๆ จนกระทบชีวิตประจำวัน

อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงโรคในระบบทางเดินปัสสาวะที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

เทคนิคดูแลสุขภาพกระเพาะปัสสาวะในชีวิตประจำวัน

• ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอวันละ 6–8 แก้ว

• ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมหรือคาเฟอีนมากเกินไป เพราะกระตุ้นให้ปวดฉี่บ่อย

• ฝึกเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา ไม่กลั้นบ่อย

• สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ลดความอับชื้น

• สำหรับผู้หญิง ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ท่อปัสสาวะ

การปวดฉี่เป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกให้เราขับของเสียออก การกลั้นฉี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นพฤติกรรมที่สะสมความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งโรคติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว และแม้แต่ภาวะไตวายเรื้อรัง แม้บางครั้งเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ควรตระหนักว่าการตอบสนองต่อความต้องการทางธรรมชาติของร่างกายคือการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

รวบรวมข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล / คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...