โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

REIC เผยตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 2 ดีขึ้น แรงส่งมาตรการรัฐ-LTV-บ้านมือสองฟื้น

Khaosod

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 08.22 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 02.17 น.

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธอส. เผยข้อมูลสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า เพิ่มขึ้น 18.5% และ 15.7% ตามลำดับ แรงส่งจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนฯ และผ่อนเกณฑ์ LTV

วันที่ 25 ส.ค. 2568 นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคสังหาริมทรัพย์
การลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ส่งผลให้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ดีขึ้นจากไตรมาส 1 ทั้งในเชิงจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีจำนวน 77,343 หน่วย เพิ่มขึ้น 18.5% จากไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 65,276 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 210,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% จากยอดการโอนในไตรมาส 1 ที่มีมูลค่า 181,545 ล้านบาท

โดยเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบทั่วประเทศเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในเชิงจำนวนอยู่ที่ 53,982 หน่วย เพิ่มขึ้น 24.2 % และในเชิงมูลค่าอยู่ที่ 156,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น24.8% ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศในเชิงจำนวนอยู่ที่ 23,361 หน่วย เพิ่มขึ้น7.1% แต่ในเชิงมูลค่าพบว่าลดลง 4.7% หรืออยู่ที่ 53,364 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการโอนห้องชุดราคาสูงกว่า 7 ล้านขึ้นไปเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ในไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวน 77,343 หน่วย ลดลง 10.9% และมีมูลค่า 210,056 ล้านบาทลดลง 13.6% โดยที่อยู่อาศัยแนวราบมีการโอนจำนวน 53,982 หน่วย ลดลง 7.7% และมีมูลค่า156,692 ล้านบาท ลดลง 9.3%

ส่วนอาคารชุดมีการโอนจำนวน 23,361 หน่วย ลดลง 17.5%และมีมูลค่า 53,364 ล้านบาทลดลง 24.1% ส่งผลให้ภาพรวมครึ่งแรกปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 142,619 หน่วย ลดลง 10.7% และมีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ลดลง 13.3%

สัดส่วนโอนบ้านมือสองเพิ่ม คาดเป็นตัวพยุงตลาด

ทั้งนี้หากแยกจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ "บ้านใหม่" และ "บ้านมือสอง" ไตรมาส 2 เปรียบเทียบ ปี 2567 และ ปี 2568 พบว่า "บ้านสร้างใหม่" มีสัดส่วนจำนวนหน่วยโอน 35% ลดลงจาก 37% ในไตรมาส 2 ปี 2567 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอน 52% ลดลงจาก 53% ในไตรมาส 2 ปี 2567 ส่วนจำนวนหน่วยโอนบ้านสร้างใหม่ลดลง 14.9% และมูลค่าโอนก็ลดลงเช่นกัน 15.8%

ขณะที่ "บ้านมือสอง" มีสัดส่วนจำนวนหน่วย 65% เพิ่มขึ้นจาก 63% ในไตรมาส 2 ปี 2567 และมีสัดส่วนมูลค่า 48% เพิ่มขึ้นจาก 47% แม้ว่าจำนวนหน่วยบ้านมือสองในไตรมาส 2/2568 มียอดโอนลดลง 8.6% และมูลค่าลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2567 ก็ตาม

แต่ยังแสดงให้เห็นว่า ตลาดบ้านมือสองมีบทบาทมากขึ้น และเป็นตลาดที่จะช่วยพยุงการโอนกรรมสิทธิ์โดยรวมไม่ให้หดตัวแรง และมีแนวโน้มที่จะช่วยใหการโอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นใน ไตรมาส 3 และ 4 ปี 2568

จีนซื้อคอนโดลดลงต่อ-พม่าโตพุ่งคาดจากแผ่นดินไหว

สำหรับข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 2/2568 พบว่ามีจำนวน 3,248 หน่วย ลดลง2.2% และมีมูลค่า 12,318 ล้านบาท ลดลง 16.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำให้สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ในเชิงจำนวนลดลงจากไตรมาสก่อนที่18% ของทั้งระบบ มาอยู่ที่ 13.9% ส่วนในเชิงมูลค่าลดลงจาก 29.3% ลงมาอยู่ที่ 23.1%

โดย 10 อันดับแรกที่ต่างชาติมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศสูงสุด ได้แก่ จีน พม่ารัสเซีย ไต้หวัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมัน อินเดีย และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ จีนมีแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลงต่อเนื่อง โดยในไตรมาสนี้ มีจำนวน 899 หน่วย ลดลง 28.8% และมีมูลค่า 3,391 ล้านบาท ลดลง 39.4% ซึ่งกำลังซื้อชาวจีนยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2568

ขณะที่พม่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 533 หน่วย เพิ่มขึ้น 119.3% มีมูลค่า 1,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.9% และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้คาดว่าพม่ามีแนวโน้มที่จะซื้อห้องชุดในไทยเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพการก่อสร้างของไทย และเชื่อมั่นความปลอดภัย

แผ่นดินไหวกระทบเดือนเดียว

อย่างไรก็ดีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ หลังเกิดแผ่นดินไหว 28 มี.ค. 2568 มีผลกระทบการโอนสั้น ๆเดือนเม.ย. 2568 เพียงเดือนเดียว โดยยอดการโอนกรรมทั่วประเทศ มีจำนวนหน่วย 19,704 หน่วย ลดลง 25.5% เมื่อเทียบกับเดีอนมี.ค.2568 โดยเฉพาะยอดโอนอาคารชุด ลดลงอย่างมาก 43.1%

ขณะที่บ้านแนวราบ ลดลง 6.3% และหลังจากนั้นในเดือนพ.ค. 2568 ยอดการโอน กลับมาเพิ่มขึ้น 38.3% โดยมีจำนวนหน่วยโอนมากกว่าเดือนมี.ค.(ก่อนเกิดแผ่นดินไหว) ดังนั้นจากแรงสนับสนุนของ 2 มาตรการ (ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน และผ่อนคลาย LTV) ทำให้ยอดโอนอาคารชุด ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 62.2% ส่วนบ้านแนวราบ เพิ่มขึ้น 29.8% และในเดือนมิ.ย. 2568 จำนวนหน่วยโอนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 11.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังไร้แรงส่ง คาดยอดโอนทั้งปี 68 ลด 1.2%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจ ลูกจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนมีแนวโน้มลดลง

ขณะที่การลงทุนของผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย หรือโครงการเปิดขายใหม่มีแนวโน้มลดลงและผู้ซื้อบ้านขาดความสามารถในการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลางและเล็กมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนตามการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และปัญหาการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ดังนั้น REIC คาดว่าทั้งปี 2568 จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ จำนวน 343,678 หน่วย ลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 347,799 หน่วย และมีมูลค่า 964,027 ล้านบาท ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 980,648 ล้านบาท

แบงก์ปล่อยกู้บ้านครึ่งปีแรกลดลง 7.9% คาดทั้งปีใกล้เคียงเดิม

ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 มีมูลค่า 134,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% จากไตรมาส 1 ซึ่งมีมูลค่า 109,368 ล้านบาท และลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 143,409 ล้านบาท (YoY) โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลมูลค่า 243,483 ล้านบาท ลดลง 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 264,330 ล้านบาท

โดย REIC คาดการณ์ว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศ ในปี 2568 จะมีมูลค่าประมาณ 582,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 ซึ่งมีมูลค่า 584,843 ล้านบาท

โครงการเปิดใหม่ทรุด 64% ต่อเนื่อง 6 ไตรมาส

ด้านปริมาณโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ- ปริมณฑล ในไตรมาส2/2568 พบว่ามีเพียง 6,165 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนการเปิดขายที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการสำรวจข้อมูลเป็นรายไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2565 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่าลดลง 64.6% ซึ่งเป็นการลดลง 6 ไตรมาสต่อเนื่อง โดยที่อยู่อาศัยแนวราบ เปิดขายลดลง59.7% และอาคารชุด เปิดขายลดลง 70.4%

ทำให้ภาพรวมช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีการเปิดขายโครงการใหม่รวม 17,988 หน่วย ลดลง46.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่อยู่อาศัยแนวราบเปิดขายลดลง 58.1% และอาคารชุดเปิดขายลดลง 34.1%

คาดเปิดใหม่ทั้งปีใกล้ช่วงโควิด

REIC คาดว่าทั้งปี 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จำนวน 52,000 หน่วย ลดลง 17.2% จากปี 2567 หรือลดลงไปใกล้เคียงกับปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ที่คาดว่าจะมีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประมาณ 390,000 ล้านบาท ลดลง 22.2% จากปี 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : REIC เผยตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 2 ดีขึ้น แรงส่งมาตรการรัฐ-LTV-บ้านมือสองฟื้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...