โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Yarlung Tsangpo” เขื่อนใหญ่สุดในโลก เดิมพันใหม่ของจีน จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้หรือไม่?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 05.14 น.

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ จีนเดินหมากใหญ่เปิดตัว เขื่อน "Yarlung Tsangpo" 1.2 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ พลังงาน และศรัทธาของชาติ

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าจีนได้เริ่มโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก “โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำยาร์ลุงจังโป” (Yarlung Tsangpo) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านหยวน หรือราว 168,000 ล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลจีนคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการแห่งศตวรรษที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า “โครงการยักษ์” นี้จะเพียงพอหรือไม่ในการพลิกฟื้นโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว

เมื่อ 3 เดือนก่อน หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในพื้นที่ห่างไกลของทิเบต ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย โดยกล่าวว่า “นี่คือโครงการพลังน้ำที่ยิ่งใหญ่ ใช้เวลานาน และจะส่งผลลึกซึ้งต่ออนาคตของจีน ควรเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ของประเทศ”

ภาพจากโทรทัศน์ของรัฐเผยให้เห็นรถขุดสีฟ้าเรียงเป็นแถวเริ่มการขุดเจาะพร้อมกัน บ่งชี้ว่าการก่อสร้างอาจเริ่มขึ้นจริงก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ

โดยจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐและภาวะเงินฝืด (deflation) ที่เกิดจากอุปทานส่วนเกินของสินค้าอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคก็ลดลง

ทั้งนี้คาดว่าคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะหยิบยกโครงการนี้ขึ้นหารือในการประชุมเพื่อกำหนด แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2571–2574) ซึ่งจะเน้นการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

หลี่ เต๋าคุย สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน ระบุว่า “โครงการยาร์ลุงจังโปสะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ในการเปลี่ยนภาคตะวันตกของประเทศให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ และขจัดคอขวดในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ”

เมื่อเทียบกับเขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอดีต โครงการยาร์ลุงจังโปจะมีขนาดใหญ่กว่า 3–4 เท่า ทั้งในด้านกำลังผลิตและต้นทุน แต่เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันก็ใหญ่กว่ายุค 1990 หลายเท่าตัว นักเศรษฐศาสตร์จึงตั้งคำถามว่าโครงการมูลค่ามหาศาลเช่นนี้จะเพียงพอหรือไม่ในการปลุกเศรษฐกิจจีนให้กลับมามีพลังอีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าแม้โครงการจะมีความสำคัญเชิงพลังงานและยุทธศาสตร์ เช่น การช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล และเพิ่มอิทธิพลของจีนเหนือประเทศปลายน้ำอย่างอินเดียและบังกลาเทศ แต่ผลต่อ GDP โดยตรงอาจมีจำกัด

โครงการนี้จะมีกำลังการผลิตกว่า 300,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็น 20% ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในจีนปัจจุบัน และคาดว่าจะจ้างแรงงานมากกว่า 100,000 คน การก่อสร้างจะใช้ซีเมนต์กว่า 40 ล้านตัน และเหล็ก 4 ล้านตัน โดยไม่ได้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่แบบสามผา แต่จะใช้ระบบอุโมงค์หลายเส้นลอดใต้เทือกเขาหิมาลัยเพื่อเบี่ยงน้ำผ่านกังหันผลิตไฟฟ้า ก่อนปล่อยกลับสู่แม่น้ำ ด้วยภูมิประเทศที่ซับซ้อน โครงการนี้จะต้องใช้เทคโนโลยีเจาะอุโมงค์ขั้นสูง และระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษของจีนเพื่อส่งพลังงานออกสู่ภาคตะวันออกที่มีประชากรหนาแน่น

หลังการประกาศเปิดตัว นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นบริษัทซีเมนต์ เหล็ก และวิศวกรรม ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์บางคนมองว่ากระแสความหวังนี้คล้ายกับยุคสร้างเขื่อนสามผาในทศวรรษ 1990 ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองแห่งชาติ

ห่าว หง นักกลยุทธ์จาก Lotus Asset Management ในฮ่องกง ระบุว่า โครงการนี้คือสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายจีนจากการควบคุมความเสี่ยง มาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจช่วยผลักดันราคาวัตถุดิบอย่างซีเมนต์ เหล็ก และทองแดงให้สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเชิงบวกของราคา–การจ้างงาน–การบริโภค

แต่จากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ เช่น หลู่ ถิง (Nomura), เซียงหรง หยวี (Citigroup) และ เลีย ฟาฮี (Capital Economics) คาดว่าโครงการนี้จะเพิ่ม GDP ของจีนเพียง 0.1% ต่อปี ในระยะเริ่มต้น

โฮมิน ลี จากธนาคารเอกชน Lombard Odier กล่าวตรงไปตรงมาว่า “นี่ไม่ใช่เกมเชนเจอร์สำหรับการเติบโตของจีน” ขณะที่ แลร์รี ฮู จาก Macquarie Group เสริมว่า “เราไม่เห็นว่าโครงการเขื่อนยักษ์นี้จะเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบมีนัยสำคัญ”

บางราย เช่น คาร์สเตน เมงเกอ จาก Julius Baer ชี้ว่าแม้ตัวเลขวัตถุดิบ 4–6 ล้านตันเหล็ก และ 30–50 ล้านตันซีเมนต์ดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับขนาดตลาดจีนแล้วยังไม่ใหญ่พอจะสร้างผลกระทบชัดเจน

“ถ้าแม้แต่โครงการขนาดเท่านี้ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้เศรษฐกิจได้ ก็ยากจะจินตนาการว่ามีโครงการใดจะทำได้”

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...