“Yarlung Tsangpo” เขื่อนใหญ่สุดในโลก เดิมพันใหม่ของจีน จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้หรือไม่?
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ จีนเดินหมากใหญ่เปิดตัว เขื่อน "Yarlung Tsangpo" 1.2 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ พลังงาน และศรัทธาของชาติ
วันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าจีนได้เริ่มโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก “โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำยาร์ลุงจังโป” (Yarlung Tsangpo) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านหยวน หรือราว 168,000 ล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลจีนคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการแห่งศตวรรษที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า “โครงการยักษ์” นี้จะเพียงพอหรือไม่ในการพลิกฟื้นโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว
เมื่อ 3 เดือนก่อน หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในพื้นที่ห่างไกลของทิเบต ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย โดยกล่าวว่า “นี่คือโครงการพลังน้ำที่ยิ่งใหญ่ ใช้เวลานาน และจะส่งผลลึกซึ้งต่ออนาคตของจีน ควรเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ของประเทศ”
ภาพจากโทรทัศน์ของรัฐเผยให้เห็นรถขุดสีฟ้าเรียงเป็นแถวเริ่มการขุดเจาะพร้อมกัน บ่งชี้ว่าการก่อสร้างอาจเริ่มขึ้นจริงก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ
โดยจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐและภาวะเงินฝืด (deflation) ที่เกิดจากอุปทานส่วนเกินของสินค้าอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคก็ลดลง
ทั้งนี้คาดว่าคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะหยิบยกโครงการนี้ขึ้นหารือในการประชุมเพื่อกำหนด แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2571–2574) ซึ่งจะเน้นการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
หลี่ เต๋าคุย สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน ระบุว่า “โครงการยาร์ลุงจังโปสะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ในการเปลี่ยนภาคตะวันตกของประเทศให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ และขจัดคอขวดในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ”
เมื่อเทียบกับเขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอดีต โครงการยาร์ลุงจังโปจะมีขนาดใหญ่กว่า 3–4 เท่า ทั้งในด้านกำลังผลิตและต้นทุน แต่เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันก็ใหญ่กว่ายุค 1990 หลายเท่าตัว นักเศรษฐศาสตร์จึงตั้งคำถามว่าโครงการมูลค่ามหาศาลเช่นนี้จะเพียงพอหรือไม่ในการปลุกเศรษฐกิจจีนให้กลับมามีพลังอีกครั้ง
นักวิเคราะห์มองว่าแม้โครงการจะมีความสำคัญเชิงพลังงานและยุทธศาสตร์ เช่น การช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล และเพิ่มอิทธิพลของจีนเหนือประเทศปลายน้ำอย่างอินเดียและบังกลาเทศ แต่ผลต่อ GDP โดยตรงอาจมีจำกัด
โครงการนี้จะมีกำลังการผลิตกว่า 300,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็น 20% ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในจีนปัจจุบัน และคาดว่าจะจ้างแรงงานมากกว่า 100,000 คน การก่อสร้างจะใช้ซีเมนต์กว่า 40 ล้านตัน และเหล็ก 4 ล้านตัน โดยไม่ได้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่แบบสามผา แต่จะใช้ระบบอุโมงค์หลายเส้นลอดใต้เทือกเขาหิมาลัยเพื่อเบี่ยงน้ำผ่านกังหันผลิตไฟฟ้า ก่อนปล่อยกลับสู่แม่น้ำ ด้วยภูมิประเทศที่ซับซ้อน โครงการนี้จะต้องใช้เทคโนโลยีเจาะอุโมงค์ขั้นสูง และระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษของจีนเพื่อส่งพลังงานออกสู่ภาคตะวันออกที่มีประชากรหนาแน่น
หลังการประกาศเปิดตัว นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นบริษัทซีเมนต์ เหล็ก และวิศวกรรม ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์บางคนมองว่ากระแสความหวังนี้คล้ายกับยุคสร้างเขื่อนสามผาในทศวรรษ 1990 ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองแห่งชาติ
ห่าว หง นักกลยุทธ์จาก Lotus Asset Management ในฮ่องกง ระบุว่า โครงการนี้คือสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายจีนจากการควบคุมความเสี่ยง มาสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจช่วยผลักดันราคาวัตถุดิบอย่างซีเมนต์ เหล็ก และทองแดงให้สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเชิงบวกของราคา–การจ้างงาน–การบริโภค
แต่จากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ เช่น หลู่ ถิง (Nomura), เซียงหรง หยวี (Citigroup) และ เลีย ฟาฮี (Capital Economics) คาดว่าโครงการนี้จะเพิ่ม GDP ของจีนเพียง 0.1% ต่อปี ในระยะเริ่มต้น
โฮมิน ลี จากธนาคารเอกชน Lombard Odier กล่าวตรงไปตรงมาว่า “นี่ไม่ใช่เกมเชนเจอร์สำหรับการเติบโตของจีน” ขณะที่ แลร์รี ฮู จาก Macquarie Group เสริมว่า “เราไม่เห็นว่าโครงการเขื่อนยักษ์นี้จะเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบมีนัยสำคัญ”
บางราย เช่น คาร์สเตน เมงเกอ จาก Julius Baer ชี้ว่าแม้ตัวเลขวัตถุดิบ 4–6 ล้านตันเหล็ก และ 30–50 ล้านตันซีเมนต์ดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับขนาดตลาดจีนแล้วยังไม่ใหญ่พอจะสร้างผลกระทบชัดเจน
“ถ้าแม้แต่โครงการขนาดเท่านี้ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้เศรษฐกิจได้ ก็ยากจะจินตนาการว่ามีโครงการใดจะทำได้”
อ้างอิง : asia.nikkei.com