โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

YLG ชี้ ‘กระทิงทอง’ พุ่งแรง! จับตาปัจจัยหนุนเพียบ คาดราคาปีนี้ได้เห็น 80,000 บาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 17.09 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 08.54 น.

YLG ชี้ราคาทองคำผันผวนสูงในรอบ 40 ปี ปีนี้พุ่งแล้วกว่า 60% แต่ยังมีโอกาสพุ่งต่อจากปัจจัยหนุนทั้งการลดดอกเบี้ยของเฟด, การลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ, และการเพิ่มปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางต่างประเทศ ประเมินราคาทองคำปี 68 มีโอกาสทะลุระดับ 3,000 - 4,400 ดอลลาร์หรือ 80,000 แนะนักลงทุนทยอยเข้าซื้อในช่วง4,100 - 4,300 ดอลลาร์ ย้ำควรมีทองคำติดพอร์ตอย่างน้อย 5-15% ลด Drawdown และเพิ่ม Sortino ratio

คุณพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยในงานสัมมนา "จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง" จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร ในหัวข้อ กระทิงทองพุ่งแรง หลักแสนรออยู่? เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ว่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดทองคำไม่เคยเผชิญกับสภาวะราคาที่ผันผวนสูงเท่านี้มาก่อนในรอบ 40 ปี แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ในปี 2512 (ปี 69) เคยเกิดเหตุการณ์ราคาปรับขึ้นถึง 200% ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว การปรับขึ้นในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60% เท่านั้น

ทั้งนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่จะผลักดันให้ราคาทองคำไปต่ออย่างแข็งแกร่ง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ

  • นโยบายการเงินสหรัฐฯ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย : แม้ว่าจะมีปัจจัยผันผวนจากนโยบาย "อเมริกันเฟิร์ส" ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ปัจจัยหลัก ณ ปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ในเดือนตุลาคมและธันวาคม ซึ่งยังคงมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยอีก
  • การลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) : สืบเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตร (Sanction) และยึดเงินทุนของรัสเซียที่ฝากไว้ในหลากหลายรูปแบบในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศที่มีแนวโน้มจะมีปัญหากับสหรัฐฯ ทยอยลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ และหันมาถือครองทองคำแทน
  • การเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลาง : ปัจจุบันสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนอยู่ที่ประมาณ 7% โดยปริมาณทองคำที่จีนถือครองเพิ่มขึ้นจากกว่าหนึ่งพันตันมาอยู่ที่ 2,300 ตัน ขณะที่ประเทศมหาอำนาจมักจะถือครองทองคำในสัดส่วน 50% - 70%

ปัจจุบันรัสเซียเพิ่มสัดส่วนการถือครองเป็น 20% และหากจีนตัดสินใจเปลี่ยนทุนสำรองดอลลาร์สหรัฐฯ (ที่ปัจจุบันเหลือประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์) มาเป็นทองคำ 4,000 ตัน หรือเดินหน้าเพิ่มการถือครองจาก 2,000 ตัน เป็น 6,000 ตัน จะถือเป็นปริมาณที่สูงมาก และอาจทำให้ราคาทองคำไม่มีจุดหยุด

  • หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ : การที่สหรัฐฯ มีหนี้สินสูงถึง 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (ที่กำลังจะเกิดขึ้น) มูลค่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ราคาทองคำค่อยๆ ปรับตัวขึ้น
  • ความกังวลต่อการแทรกแซงนโยบายเฟด : ปัญหาถัดไปคือความพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะกรณีที่ประธานเฟดจะหมดวาระเกษียณปีหน้า หากมีแคนดิเดตที่เป็นสายเดียวกับทรัมป์เข้ามา จะสร้างความกังวลแก่นักลงทุนว่าทรัมป์จะมีอิทธิพลต่อเฟด และส่งผลให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง
  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Government Shutdown) : เมื่อราคาทองคำปรับขึ้นแรง กระแสถัดมาคือกรณีสภาล่างและสภาบนยังไม่สามารถตกลงงบประมาณได้ ทำให้ทรัมป์ถือโอกาสสั่งชัตดาวน์รัฐบาล และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงไปอีก

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้เป็นตัวผลักดันที่ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสที่จะไปต่อสูง

ขณะที่การเพิ่มสถานะซื้อของนักเก็งกำไร ล่าสุดในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 กันยายน พบว่า จำนวนสถานะซื้อเพิ่มขึ้น 3,479 สัญญา สู่ระดับ 198,826 สัญญา ส่วนจำนวนสถานะขายของนักเก็งกำไรเพิ่มขึ้น 1,901 สัญญา สู่ระดับ 38,277 สัญญา ทำให้สถานะสุทธิในหมู่นักเก็งกำไรทองเป็นสถานะซื้อสุทธิที่ระดับ 160,549 สัญญา หรือคิดเป็นปริมาณ 499.40 ตัน

อย่างไรก็ดีแรงซื้อจากธนาคารกลาง (Central Bank) และความต้องการบริโภค : ปัจจัยสำคัญ (Major) คือการเข้าถือครองของธนาคารกลางต่างๆ ในปริมาณปีละ 1,000 ตัน ซึ่งปกติจะซื้อไม่เกิน 400-500 ตันต่อปี

ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีนี้น่าจะเห็นการซื้อเพิ่มขึ้นถึง 700-800 ตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ไม่น้อย เพราะคิดเป็น 1 ใน 3 ของทองที่ขุดได้ในโลก ขณะเดียวกัน จีนมีความต้องการทองคำ 1,000 ตันต่อปี และอินเดีย 1,000 ตันต่อปี

ซึ่งกระแสความต้องการทองคำในอินเดียเข้ามาค่อนข้างมาก โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำที่ขายในอินเดียเคยnegative (เป็น discount 2 เหรียญถึง 40 เหรียญ) แต่เมื่อเข้าสู่เทศกาลในเดือนนี้ ราคาทองคำกลับมาเป็นพรีเมี่ยม ทำให้การถือครองในเดือนนี้ถือว่าค่อนข้างเยอะ

ภาวะขาดตลาดและสินทรัพย์ปลอดภัย : สิ่งที่น่าประหลาดใจ (Surprise) อีกอย่างคือ ราคาทองคำตอนนี้อยู่ที่ 4,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เกิดภาวะขาดตลาดจากกระแสตื่นทอง ความไม่มั่นคง และความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนหันมาหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ทองคำโดดเด่นขึ้นมาอย่างมาก

โอกาสในการลงทุนในซิลเวอร์ : อีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจคือตลาดซิลเวอร์ (Silver) นักลงทุนสามารถลงทุนทำกำไรได้ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งคือสภาพคล่องของซิลเวอร์มีจริง แต่ปริมาณการขายไม่เหมือนทอง โดยซิลเวอร์ที่ส่งออกสามารถรับมาหลอมและส่งออกไปได้

การคาดการณ์ราคาทองคำ : ราคาทองคำวิ่งขึ้นมานับพันดอลลาร์ใน 3 เดือน YLG มองว่าราคาทองคำปีนี้มีโอกาสทะลุทุกระดับราคานับตั้งแต่ปี 2007 โดยมีโอกาสทะลุ 3,000 ดอลลาร์, 3,500 ดอลลาร์, 4,000 ดอลลาร์ และขณะนี้น่าจะใกล้ 4,400 ดอลลาร์มากแล้ว YLG คาดว่าราคาจะยังคงไซด์เวย์ไปจนถึงสิ้นปีและสามารถยืนได้อย่างมั่นคง หากราคาทะลุ 4,900 ดอลลาร์ ไม่น่าจะรอด และอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาด

“ตราบใดที่ราคาทองคำยังยืนอยู่ระดับสูง ความผันผวนก็ยังคงมีตลอด 4000 ดอลลาร์ถือเป็นฐานแรกดังนั้นเมื่อเห็น 4,000 ดอลลาร์ก็สามารถช้อนซื้อขณะที่ช่วง 4,100 - 4,300 ดอลลาร์ถือว่าเป็นจุดน่าทยอยเข้าและถ้าหลุด 3,800-3,700 ดอลลาร์มีโอกาสถือได้ก็ให้รีบเข้าถือ

ส่วนคนที่มีทองอยู่ในมือถ้าอยากทำกำไรให้ทยอยขาย แต่อย่าขายหมดเพราะเทรนด์ยังเป็นขาขึ้น ตอนนี้เรายังไม่เห็นแนวโน้มลงเลย”

สุดท้ายโอกาสเห็นราคาทองคำหลักแสนบาท : โอกาสที่จะเห็นราคาทองคำหลักแสนบาทนั้นเป็นไปได้ยาก เราให้ราคาเป้าหมายที่ 4,435 ดอลลาร์ แต่ถ้าจะทะยานไป 5,000 ดอลลาร์ หรือหลักแสนบาท นั่นหมายความว่าจะต้องมีปัจจัยลบที่แย่มาก เช่น สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเรามองว่ายังไปไม่ถึงจุดนั้น

“ปีนี้ราคาทองคำบวกแล้ว 300 ดอลลาร์/ออนซ์ จากต้นปีที่อยู่ระดับประมาณ 2,630 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งมองว่าแนวต้าน 4,435 ดอลลาร์/ออนซ์มีโอกาสให้เห็นในปีนี้ แต่หากทะลุได้และยืนอย่างแข็งแรงเชื่อว่ามีโอกาสจะไปต่อถึงระดับ 4,900 ดอลลาร์/ออนซ์ ทองไทยคงเห็นระดับ 80,000 บาท”

ปัจจุบัน YLG มี 5 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  • ทองคำแท่ง : สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการความมั่นคงและรับความเสี่ยงต่ำ
  • ทองคำรูปพรรณ : สำหรับมือใหม่ที่ต้องการออมทองและใส่ทอง
  • Gold Future : สำหรับนักลงทุนมืออาชีพที่รับความเสี่ยงสูงและติดตามตลาดได้
  • ออมทอง : สำหรับผู้เริ่มต้นที่มีทุนน้อยหรือต้องการออมทองทีละน้อย
  • YLG Gold Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง : สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงตลาดโลก หรือเทรดทองคำความบริสุทธิ์ 99.99% ผ่านออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายทองคำ YLG บนระบบ 40,000-60,000 บาทต่อรายการ (transaction) ต่อวัน ซึ่งมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง เนื่องจากมีทั้ง YLG และธนาคารกรุงไทยคอยดูแลสภาพคล่อง

“สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม สำหรับนักลงทุนควรจะมีทองคำในพอร์ต อย่างน้อย 5-15% ในพอร์ตลงทุนสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีและผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงได้ในระดับที่สูงกว่าพอร์ตลงทุนแบบ 60:40 แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนด้วยการลด Drawdown และเพิ่ม Sortino ratio”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...