YLG ชี้ ‘กระทิงทอง’ พุ่งแรง! จับตาปัจจัยหนุนเพียบ คาดราคาปีนี้ได้เห็น 80,000 บาท
YLG ชี้ราคาทองคำผันผวนสูงในรอบ 40 ปี ปีนี้พุ่งแล้วกว่า 60% แต่ยังมีโอกาสพุ่งต่อจากปัจจัยหนุนทั้งการลดดอกเบี้ยของเฟด, การลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ, และการเพิ่มปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางต่างประเทศ ประเมินราคาทองคำปี 68 มีโอกาสทะลุระดับ 3,000 - 4,400 ดอลลาร์หรือ 80,000 แนะนักลงทุนทยอยเข้าซื้อในช่วง4,100 - 4,300 ดอลลาร์ ย้ำควรมีทองคำติดพอร์ตอย่างน้อย 5-15% ลด Drawdown และเพิ่ม Sortino ratio
คุณพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยในงานสัมมนา "จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง" จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร ในหัวข้อ กระทิงทองพุ่งแรง หลักแสนรออยู่? เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ว่า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดทองคำไม่เคยเผชิญกับสภาวะราคาที่ผันผวนสูงเท่านี้มาก่อนในรอบ 40 ปี แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ในปี 2512 (ปี 69) เคยเกิดเหตุการณ์ราคาปรับขึ้นถึง 200% ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว การปรับขึ้นในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60% เท่านั้น
ทั้งนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่จะผลักดันให้ราคาทองคำไปต่ออย่างแข็งแกร่ง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ
- นโยบายการเงินสหรัฐฯ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย : แม้ว่าจะมีปัจจัยผันผวนจากนโยบาย "อเมริกันเฟิร์ส" ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ปัจจัยหลัก ณ ปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ในเดือนตุลาคมและธันวาคม ซึ่งยังคงมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยอีก
- การลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) : สืบเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตร (Sanction) และยึดเงินทุนของรัสเซียที่ฝากไว้ในหลากหลายรูปแบบในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศที่มีแนวโน้มจะมีปัญหากับสหรัฐฯ ทยอยลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ และหันมาถือครองทองคำแทน
- การเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลาง : ปัจจุบันสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนอยู่ที่ประมาณ 7% โดยปริมาณทองคำที่จีนถือครองเพิ่มขึ้นจากกว่าหนึ่งพันตันมาอยู่ที่ 2,300 ตัน ขณะที่ประเทศมหาอำนาจมักจะถือครองทองคำในสัดส่วน 50% - 70%
ปัจจุบันรัสเซียเพิ่มสัดส่วนการถือครองเป็น 20% และหากจีนตัดสินใจเปลี่ยนทุนสำรองดอลลาร์สหรัฐฯ (ที่ปัจจุบันเหลือประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์) มาเป็นทองคำ 4,000 ตัน หรือเดินหน้าเพิ่มการถือครองจาก 2,000 ตัน เป็น 6,000 ตัน จะถือเป็นปริมาณที่สูงมาก และอาจทำให้ราคาทองคำไม่มีจุดหยุด
- หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ : การที่สหรัฐฯ มีหนี้สินสูงถึง 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (ที่กำลังจะเกิดขึ้น) มูลค่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ราคาทองคำค่อยๆ ปรับตัวขึ้น
- ความกังวลต่อการแทรกแซงนโยบายเฟด : ปัญหาถัดไปคือความพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะกรณีที่ประธานเฟดจะหมดวาระเกษียณปีหน้า หากมีแคนดิเดตที่เป็นสายเดียวกับทรัมป์เข้ามา จะสร้างความกังวลแก่นักลงทุนว่าทรัมป์จะมีอิทธิพลต่อเฟด และส่งผลให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง (Government Shutdown) : เมื่อราคาทองคำปรับขึ้นแรง กระแสถัดมาคือกรณีสภาล่างและสภาบนยังไม่สามารถตกลงงบประมาณได้ ทำให้ทรัมป์ถือโอกาสสั่งชัตดาวน์รัฐบาล และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงไปอีก
ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้เป็นตัวผลักดันที่ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสที่จะไปต่อสูง
ขณะที่การเพิ่มสถานะซื้อของนักเก็งกำไร ล่าสุดในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 กันยายน พบว่า จำนวนสถานะซื้อเพิ่มขึ้น 3,479 สัญญา สู่ระดับ 198,826 สัญญา ส่วนจำนวนสถานะขายของนักเก็งกำไรเพิ่มขึ้น 1,901 สัญญา สู่ระดับ 38,277 สัญญา ทำให้สถานะสุทธิในหมู่นักเก็งกำไรทองเป็นสถานะซื้อสุทธิที่ระดับ 160,549 สัญญา หรือคิดเป็นปริมาณ 499.40 ตัน
อย่างไรก็ดีแรงซื้อจากธนาคารกลาง (Central Bank) และความต้องการบริโภค : ปัจจัยสำคัญ (Major) คือการเข้าถือครองของธนาคารกลางต่างๆ ในปริมาณปีละ 1,000 ตัน ซึ่งปกติจะซื้อไม่เกิน 400-500 ตันต่อปี
ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีนี้น่าจะเห็นการซื้อเพิ่มขึ้นถึง 700-800 ตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ไม่น้อย เพราะคิดเป็น 1 ใน 3 ของทองที่ขุดได้ในโลก ขณะเดียวกัน จีนมีความต้องการทองคำ 1,000 ตันต่อปี และอินเดีย 1,000 ตันต่อปี
ซึ่งกระแสความต้องการทองคำในอินเดียเข้ามาค่อนข้างมาก โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำที่ขายในอินเดียเคยnegative (เป็น discount 2 เหรียญถึง 40 เหรียญ) แต่เมื่อเข้าสู่เทศกาลในเดือนนี้ ราคาทองคำกลับมาเป็นพรีเมี่ยม ทำให้การถือครองในเดือนนี้ถือว่าค่อนข้างเยอะ
ภาวะขาดตลาดและสินทรัพย์ปลอดภัย : สิ่งที่น่าประหลาดใจ (Surprise) อีกอย่างคือ ราคาทองคำตอนนี้อยู่ที่ 4,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เกิดภาวะขาดตลาดจากกระแสตื่นทอง ความไม่มั่นคง และความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนหันมาหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ทองคำโดดเด่นขึ้นมาอย่างมาก
โอกาสในการลงทุนในซิลเวอร์ : อีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจคือตลาดซิลเวอร์ (Silver) นักลงทุนสามารถลงทุนทำกำไรได้ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งคือสภาพคล่องของซิลเวอร์มีจริง แต่ปริมาณการขายไม่เหมือนทอง โดยซิลเวอร์ที่ส่งออกสามารถรับมาหลอมและส่งออกไปได้
การคาดการณ์ราคาทองคำ : ราคาทองคำวิ่งขึ้นมานับพันดอลลาร์ใน 3 เดือน YLG มองว่าราคาทองคำปีนี้มีโอกาสทะลุทุกระดับราคานับตั้งแต่ปี 2007 โดยมีโอกาสทะลุ 3,000 ดอลลาร์, 3,500 ดอลลาร์, 4,000 ดอลลาร์ และขณะนี้น่าจะใกล้ 4,400 ดอลลาร์มากแล้ว YLG คาดว่าราคาจะยังคงไซด์เวย์ไปจนถึงสิ้นปีและสามารถยืนได้อย่างมั่นคง หากราคาทะลุ 4,900 ดอลลาร์ ไม่น่าจะรอด และอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาด
“ตราบใดที่ราคาทองคำยังยืนอยู่ระดับสูง ความผันผวนก็ยังคงมีตลอด 4000 ดอลลาร์ถือเป็นฐานแรกดังนั้นเมื่อเห็น 4,000 ดอลลาร์ก็สามารถช้อนซื้อขณะที่ช่วง 4,100 - 4,300 ดอลลาร์ถือว่าเป็นจุดน่าทยอยเข้าและถ้าหลุด 3,800-3,700 ดอลลาร์มีโอกาสถือได้ก็ให้รีบเข้าถือ
ส่วนคนที่มีทองอยู่ในมือถ้าอยากทำกำไรให้ทยอยขาย แต่อย่าขายหมดเพราะเทรนด์ยังเป็นขาขึ้น ตอนนี้เรายังไม่เห็นแนวโน้มลงเลย”
สุดท้ายโอกาสเห็นราคาทองคำหลักแสนบาท : โอกาสที่จะเห็นราคาทองคำหลักแสนบาทนั้นเป็นไปได้ยาก เราให้ราคาเป้าหมายที่ 4,435 ดอลลาร์ แต่ถ้าจะทะยานไป 5,000 ดอลลาร์ หรือหลักแสนบาท นั่นหมายความว่าจะต้องมีปัจจัยลบที่แย่มาก เช่น สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเรามองว่ายังไปไม่ถึงจุดนั้น
“ปีนี้ราคาทองคำบวกแล้ว 300 ดอลลาร์/ออนซ์ จากต้นปีที่อยู่ระดับประมาณ 2,630 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งมองว่าแนวต้าน 4,435 ดอลลาร์/ออนซ์มีโอกาสให้เห็นในปีนี้ แต่หากทะลุได้และยืนอย่างแข็งแรงเชื่อว่ามีโอกาสจะไปต่อถึงระดับ 4,900 ดอลลาร์/ออนซ์ ทองไทยคงเห็นระดับ 80,000 บาท”
ปัจจุบัน YLG มี 5 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่
- ทองคำแท่ง : สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการความมั่นคงและรับความเสี่ยงต่ำ
- ทองคำรูปพรรณ : สำหรับมือใหม่ที่ต้องการออมทองและใส่ทอง
- Gold Future : สำหรับนักลงทุนมืออาชีพที่รับความเสี่ยงสูงและติดตามตลาดได้
- ออมทอง : สำหรับผู้เริ่มต้นที่มีทุนน้อยหรือต้องการออมทองทีละน้อย
- YLG Gold Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง : สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงตลาดโลก หรือเทรดทองคำความบริสุทธิ์ 99.99% ผ่านออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายทองคำ YLG บนระบบ 40,000-60,000 บาทต่อรายการ (transaction) ต่อวัน ซึ่งมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง เนื่องจากมีทั้ง YLG และธนาคารกรุงไทยคอยดูแลสภาพคล่อง
“สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม สำหรับนักลงทุนควรจะมีทองคำในพอร์ต อย่างน้อย 5-15% ในพอร์ตลงทุนสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีและผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงได้ในระดับที่สูงกว่าพอร์ตลงทุนแบบ 60:40 แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนด้วยการลด Drawdown และเพิ่ม Sortino ratio”