ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ ยื่นศาลสูงสุดคัดค้านภาษีทรัมป์ ชี้ผิดกฎหมาย มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์
ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ ยื่นศาลสูงสุดคัดค้านภาษีทรัมป์ ชี้มิชอบตามกฎหมาย คาดสร้างภาระภาษี 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อชาวอเมริกันในทศวรรษหน้า
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 03.06 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ศาลสูงสหรัฐยืนยันคำตัดสินของศาลล่าง ซึ่งระบุว่าภาษีดังกล่าวเท่ากับการเก็บภาษีผิดกฎหมายครั้งใหญ่ต่อบริษัทอเมริกัน
บริษัท Learning Resources Inc. หนึ่งในผู้ยื่นคำร้องระบุในเอกสารที่ส่งต่อศาลเมื่อวันจันทร์ว่า ทรัมป์ได้ล้ำเส้นอำนาจของสภาคองเกรสในการเก็บภาษี โดยการออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เรียกเก็บภาษี ศาลสูงมีกำหนดรับฟังการโต้แย้งคดีนี้ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญที่อาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
“ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้ขึ้น ลงภาษี หยุด เริ่มใหม่ และข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีอีกตามอำเภอใจ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปเรื่อย ๆ” บริษัท Learning Resources กล่าว พร้อมระบุว่า “ตามข้อมูลของรัฐบาลเอง มาตรการเหล่านี้เท่ากับการเพิ่มภาษีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับชาวอเมริกันในช่วง 10 ปีข้างหน้า”
ศาลจะพิจารณาว่าทรัมป์มีสิทธิ์ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 หรือไม่ ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการทางการเงินเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงนโยบายต่างประเทศหรือเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ศาลการค้าสหรัฐ เคยตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และศาลอุทธรณ์ก็มีมติยืนตามคำตัดสินนั้น
ด้านทรัมป์ยืนยันว่าภาษีของตนชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตราใน IEEPA ระบุว่าประธานาธิบดีสามารถควบคุมการนำเข้าสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินได้
ศาลสูงได้ตกลงรับฟังคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน พร้อมเร่งกระบวนการพิจารณาอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่าศาลอาจต้องการตัดสินคดีโดยเร็ว ทั้งนี้มาตรการภาษียังคงมีผลบังคับใช้ แม้ศาลอุทธรณ์จะชี้ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตก็ตาม
หนึ่งในภาษีที่ถูกท้าทายคือมาตรการ“Liberation Day Tariffs” เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าระหว่าง 10–50% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของสหรัฐ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
การอุทธรณ์ยังครอบคลุมภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บกับแคนาดา เม็กซิโก และจีน โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการควบคุมการลักลอบเข้าเมืองและการค้ายาเสพติดเฟนทานิล ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นภัยคุกคามระดับชาติภายใต้กฎหมาย IEEPA เช่นกัน
เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์พยายามลดผลกระทบของคดี โดยระบุว่าภาษีส่วนใหญ่สามารถออกตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ที่อ้างอิงจากกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง จึงไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอุทธรณ์ในครั้งนี้
ในเอกสารอีกฉบับที่ยื่นวันเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยบริษัทจัดจำหน่ายไวน์และสุรา V.O.S. Selections Inc. ระบุว่าภาษีของทรัมป์ขัดต่อเจตนารมณ์ของบรรพชนผู้ก่อตั้งประเทศที่มอบอำนาจให้สภาคองเกรส เป็นผู้มีสิทธิจัดเก็บภาษี
“รัฐบาลอ้างว่าประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีคนอเมริกันเมื่อใดก็ได้ ในอัตราเท่าใดก็ได้ กับสินค้าหรือประเทศใดก็ได้ และนานเท่าใดก็ได้ เพียงแค่ประกาศว่าการขาดดุลการค้าเป็นภัยคุกคามระดับชาติ” บริษัทระบุ พร้อมเสริมว่า “ประธานาธิบดีอาจเปลี่ยนใจในวันพรุ่งนี้ และกลับคำอีกครั้งในวันต่อมาได้ตามอำเภอใจ”
นอกจากนี้กลุ่มรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตหลายรัฐยังเข้าร่วมฟ้องร้องคัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์เช่นกัน
คดีนี้มีชื่อว่า Learning Resources v. Trump (หมายเลข 24-1287) และ Trump v. V.O.S. (หมายเลข 25-250) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court).
อ้างอิง : bloomberg.com