โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ ยื่นศาลสูงสุดคัดค้านภาษีทรัมป์ ชี้ผิดกฎหมาย มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 03.53 น.

ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ ยื่นศาลสูงสุดคัดค้านภาษีทรัมป์ ชี้มิชอบตามกฎหมาย คาดสร้างภาระภาษี 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อชาวอเมริกันในทศวรรษหน้า

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 03.06 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ศาลสูงสหรัฐยืนยันคำตัดสินของศาลล่าง ซึ่งระบุว่าภาษีดังกล่าวเท่ากับการเก็บภาษีผิดกฎหมายครั้งใหญ่ต่อบริษัทอเมริกัน

บริษัท Learning Resources Inc. หนึ่งในผู้ยื่นคำร้องระบุในเอกสารที่ส่งต่อศาลเมื่อวันจันทร์ว่า ทรัมป์ได้ล้ำเส้นอำนาจของสภาคองเกรสในการเก็บภาษี โดยการออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เรียกเก็บภาษี ศาลสูงมีกำหนดรับฟังการโต้แย้งคดีนี้ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญที่อาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่

“ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้ขึ้น ลงภาษี หยุด เริ่มใหม่ และข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีอีกตามอำเภอใจ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปเรื่อย ๆ” บริษัท Learning Resources กล่าว พร้อมระบุว่า “ตามข้อมูลของรัฐบาลเอง มาตรการเหล่านี้เท่ากับการเพิ่มภาษีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับชาวอเมริกันในช่วง 10 ปีข้างหน้า”

ศาลจะพิจารณาว่าทรัมป์มีสิทธิ์ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 หรือไม่ ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการทางการเงินเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงนโยบายต่างประเทศหรือเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ศาลการค้าสหรัฐ เคยตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และศาลอุทธรณ์ก็มีมติยืนตามคำตัดสินนั้น

ด้านทรัมป์ยืนยันว่าภาษีของตนชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตราใน IEEPA ระบุว่าประธานาธิบดีสามารถควบคุมการนำเข้าสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินได้

ศาลสูงได้ตกลงรับฟังคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน พร้อมเร่งกระบวนการพิจารณาอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่าศาลอาจต้องการตัดสินคดีโดยเร็ว ทั้งนี้มาตรการภาษียังคงมีผลบังคับใช้ แม้ศาลอุทธรณ์จะชี้ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตก็ตาม

หนึ่งในภาษีที่ถูกท้าทายคือมาตรการ“Liberation Day Tariffs” เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าระหว่าง 10–50% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของสหรัฐ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

การอุทธรณ์ยังครอบคลุมภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บกับแคนาดา เม็กซิโก และจีน โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการควบคุมการลักลอบเข้าเมืองและการค้ายาเสพติดเฟนทานิล ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นภัยคุกคามระดับชาติภายใต้กฎหมาย IEEPA เช่นกัน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์พยายามลดผลกระทบของคดี โดยระบุว่าภาษีส่วนใหญ่สามารถออกตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ที่อ้างอิงจากกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง จึงไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอุทธรณ์ในครั้งนี้

ในเอกสารอีกฉบับที่ยื่นวันเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยบริษัทจัดจำหน่ายไวน์และสุรา V.O.S. Selections Inc. ระบุว่าภาษีของทรัมป์ขัดต่อเจตนารมณ์ของบรรพชนผู้ก่อตั้งประเทศที่มอบอำนาจให้สภาคองเกรส เป็นผู้มีสิทธิจัดเก็บภาษี

“รัฐบาลอ้างว่าประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีคนอเมริกันเมื่อใดก็ได้ ในอัตราเท่าใดก็ได้ กับสินค้าหรือประเทศใดก็ได้ และนานเท่าใดก็ได้ เพียงแค่ประกาศว่าการขาดดุลการค้าเป็นภัยคุกคามระดับชาติ” บริษัทระบุ พร้อมเสริมว่า “ประธานาธิบดีอาจเปลี่ยนใจในวันพรุ่งนี้ และกลับคำอีกครั้งในวันต่อมาได้ตามอำเภอใจ”

นอกจากนี้กลุ่มรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตหลายรัฐยังเข้าร่วมฟ้องร้องคัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์เช่นกัน

คดีนี้มีชื่อว่า Learning Resources v. Trump (หมายเลข 24-1287) และ Trump v. V.O.S. (หมายเลข 25-250) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court).

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...